โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่อป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 พ.ย. 2562 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 12.02 น.

คอลัมน์ สุขภาพดีกับรามาฯ โดย อ.นพ.กุลพัชร จุลสำลี

โรคกระดูกพรุน หมายถึง โรคที่ความแข็งแรงของกระดูกลดลงจนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก โดยเหตุที่อุบัติเหตุเล็กน้อยก็อาจจะทำให้กระดูกหักได้ ความสำคัญและอันตรายของโรคนี้คือ ถ้าเป็นปกติโดยทั่วไปเดินหกล้มบนพื้นราบธรรมดา เราจะไม่เป็นอะไร อย่างมากอาจจะข้อเท้าพลิก เจ็บมือนิดหน่อย เอามือยันพื้นได้ แต่กลุ่มคนที่เป็นโรคกระดูกพรุน ถ้าลื่นล้มบนพื้นราบก็อาจจะทำให้เกิดกระดูกหักได้ ถ้ามือยันพื้นข้อมือจะหัก ถ้าสะโพกกระแทกพื้นสะโพกจะหัก

สาเหตุของกระดูกพรุน คือ ปกติกระดูกของเราจะมีการสร้างและการทำลายกระดูกอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงอายุก่อน 30-35 ปี จะมีการสร้างมากกว่าการทำลาย เพราะฉะนั้น กระดูกจะค่อย ๆ แข็งขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นช่วง 5-10 ปีหลังจากอายุ 30-35 ปี มวลกระดูกจะคงที่ คือมีการสร้างและการทำลายที่สมดุลกัน หลังจากผ่านระยะนั้นไปคือ ประมาณอายุ 40 ปีเป็นต้นไป การทำลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้าง เพราะฉะนั้น โดยธรรมชาติของเรากระดูกจะค่อย ๆ บางลงเรื่อย ๆ จากการทำลายกระดูกที่มากกว่าการสร้างกระดูก ดังนั้นยิ่งเราแก่ตัวไป กระดูกก็จะค่อย ๆ บางไปตามธรรมชาติ ระดับของกระดูกพรุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราสะสมมวลกระดูกตั้งแต่ช่วงอายุแรกเกิดจนถึง 30 ปีไว้มากน้อยแค่ไหน

อีกประเด็นหนึ่งเรื่องปัจจัยที่ทำให้เราเป็นกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร คือ โรคประจำตัวต่าง ๆ และลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน โรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับโรคข้อ โรครูมาตอยด์ คนที่เป็นโรคไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับต่อมพาราไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไตมีปัญหา หรือกลุ่มที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควร ส่วนลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่มีความเสี่ยงจะเป็นกระดูกพรุน ได้แก่ กลุ่มคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

อาการ โรคนี้จะไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า จะแสดงอาการก็ต่อเมื่อกระดูกหักไปแล้ว เพราะฉะนั้น การตระหนักถึงโรคนี้ การรู้ถึงความเสี่ยง การย้อนกลับไปมองตัวเองว่าเรามีความเสี่ยงหรือเปล่า จากนั้นเราถึงจะไปพิจารณาพบแพทย์ เพื่อที่จะตรวจมวลกระดูก หรือคำนวณความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก

ปัจจุบันการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนมี 2 แบบหลัก ๆ ได้แก่ 1.การตรวจมวลกระดูก 2.การคำนวณความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหัก เรียกว่า การคำนวณ frax score โดยจะดูจากเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย พฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว การกินยาสเตียรอยด์ รวมถึงประวัติครอบครัวที่มีประวัติเป็นกระดูกพรุน

การรักษาโรคกระดูกพรุนจะรักษาด้วยยา ทั้งการกินยา หรือฉีดยารักษา ซึ่งไม่ว่าจะรักษาแบบกินหรือฉีด ผู้ป่วยก็ควรจะไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอและรับยาอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเรื่องการดูแลตัวเอง มี 3 ข้อ ได้แก่

  • ระวังเรื่องพลัดตกหกล้ม เนื่องจากหากล้มนิดเดียวก็อาจจะกระดูกหักได้
  • ต้องหมั่นไปเจอแสงแดดอ่อน ๆ วันละประมาณ 15 นาที เนื่องจากแสงแดดจะช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามิน D ซึ่งวิตามิน D จะช่วยให้แคลเซียมจากอาหารหรือจากอาหารเสริมที่เรากินเข้าไปดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น
  • ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย การออกกำลังกายที่จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ต้องเป็นการออกกำลังกายที่มีน้ำหนักลงบริเวณข้อต่อต่าง ๆ เช่น การเดินเร็ว ๆ การวิ่งเหยาะ ๆ หรือการเต้นแอโรบิก สำหรับผู้สูงอายุจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้ ทำให้มวลกระดูกแข็งแรงขึ้น

นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยเรื่องมวลกระดูกแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อมีสมรรถภาพดี ซึ่งจะช่วยป้องกันการพลัดตกหกล้มได้อีกทางหนึ่งด้วย แต่ทั้งนี้ กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น อายุเยอะ ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกมีปัญหา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท บางคนมีเรื่องโรคประจำตัว ซึ่งล้วนเป็นข้อจำกัดในการออกกำลังกายทั้งสิ้น แนะนำว่าอาจจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลในเรื่องข้อจำกัดในการออกกำลังกายของเราว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนถ้าออกกำลังกายเหมาะสมจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...