โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สาเหตุ "รัฐประหาร 2490" จากปัญหานานัปการหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 พ.ย. 2567 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2567 เวลา 00.07 น.
ภาพเหตุการณ์ รัฐประหาร พ.ศ. 2490 (ภาพจากเพจ : ห้องวิจัยประวัติศาสตร์ ได้รับอนุญาตให้ใช้งานแล้ว)

สาเหตุ รัฐประหาร 2490 จากปัญหานานัปการหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ

เมื่อเกิดการรัฐประหารในประเทศไทย มักมีการยก “เหตุผล” ขึ้นมาสนับสนุนการกระทำ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับคณะรัฐประหารในแทบทุกครั้ง เหตุผลที่ยกขึ้นมานั้นล้วนมีสาเหตุจากผลปฏิบัติของรัฐบาลที่ไม่สามารถดำรงไว้ซึ่งความเข็มแข็งของประเทศหลายด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

“รัฐประหาร 2490” เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ก็เป็นรัฐประหารครั้งสำคัญครั้งหนึ่งที่ได้ยกเหตุผลแห่งการรัฐประหาร ดังคำแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ความบางตอนว่า “…ภาวะการณ์ของชาติไทยเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ คณะรัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี จึงเป็นเหตุให้พี่น้องทั้งหลายได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัาดังที่ผจญในเวลานี้… เช่น ไม่สามารถแก้ไขในเรื่องภาระการครองชีพของประชาชนโดยเฉพาะเรื่องข้าว มิหนำซ้ำยังปล่อยให้เกิดทุจริตเรื่องนี้ และเรื่องอื่น ๆ อย่างขนาดใหญ่…”

ในประกาศฉบับดังกล่าวยังมีการระบุถึงการคอร์รัปชันของนักการเมืองเพื่อตักตวงผลประโยชน์เขาตนเองอันเป็นอีกเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง และในคำแถลงการณ์ฉบับต่อ ๆ มาก็มีการยกเหตุผลที่ชี้ให้เห็นเพิ่มเติมถึงความจำเป็นของคณะรัฐประหาร 2490 ซึ่ง “…จำใจต้องกระทำการยึดอำนาจ…” ซึ่งพอสรุปสาเหตุได้ดังนี้

ภาวะข้าวยากหมากแพง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนข้าว เนื่องจากปัญหาหลายประการ เช่น ถูกญี่ปุ่นบังคับซื้อข้าว, อุทกภัย พ.ศ. 2485, จำนวนประชากรในประเทศเพิ่มสูงขึ้น, การลักลอบขายข้าว และการส่งข้าวให้อังกฤษตามสัญญา “ความตกลงสมบูรณ์แบบ” ดังนั้นทำให้ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2480-2490 ประเทศไทยจึงเผชิญปัญหาขาดแคลนข้าวและราคาข้าวแพงมาโดยตลอด

ปัญหานี้มีมาเรื้อรังจนถึงสมัยรัฐบาล ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เกิดปัญหาข้าวขาดแคลนจนต้องใช้บัตรปันส่วนซื้อข้าวในเขตพระนครธนบุรี, จังหวัดระนองขาดแคลนข้าวอย่างหนัก ต้องซื้อข้าวจากจังหวัดใกล้เคียงช่วยเหลือ, มีการลักลอบนำข้าวในประเทศออกไปขายต่างประเทศ เนื่องจากได้ราคาสูงกว่า ฯลฯ ขณะที่จอมพล ผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะรัฐประหาร 2490 สะท้อนปัญหาเรื่องข้าว ความว่า “เมืองเราเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยข้าวแท้ ๆ แต่ต้องเข้าคิวซื้อข้าวกิน และข้าวที่ได้มานั้นก็มีคุณภาพเลวที่สุด”

ร.ต.อ. เฉียบ ชัยสงค์ นายตำรวจสันติบาล บันทึกสภาพช่วงเวลานั้นไว้ว่า“…ข้าวสารที่ตกถึงมือราษฎรเพื่อการบริโภคก็กลายเป็นข้าวสารชนิดเลวเป็นข้าวเหม็นสาบหรือไม่ก็เป็นข้าวที่แหลกหาชิ้นดีมิได้ ไม่ผิดอะไรกับต้มให้หมูกิน ราษฎรก็แช่งชักหักกระดูกรัฐบาลอย่างอึงมีว่าคนไทยปลูกข้าวเองแต่ต้องมากินข้าวที่มีคุณภาพเลวเช่นนี้ ซ้ำก็หาซื้อยากเสียอีกด้วย”

นอกจากปัญหาเรื่องข้าวแล้ว สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ก็มีราคาสูง ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น สภาพเศรษฐกิจไม่มั่นคง เกิดภาวะเงินเฟ้อและค่าของเงินตกต่ำ รวมถึงปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ สภาพการเงินและการคลังของประเทศก็มีปัญหา ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากภาวะสงครามโลก

ความไม่สงบและจลาจล

แม้สงครามจะสิ้นสุดลง แต่ความไม่สงบยังเกิดขึ้นโดยทั่ว เกิด “เสือ” เข้าปล้นสะดมในภาคกลาง แถบจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี จนเป็นที่เล่าขานจนเป็นตำนานอย่าง เสือดำ เสือฝ้าย เสือใบ เสือมเหศวร เป็นต้น ในขณะที่ภาคใต้ก็เผชิญกับโจรสลัด นอกจากนี้ยังพบว่าทหารบางนายที่กลับไปเยี่ยมบ้าน มักจะลอบเข้าปล้นสะดมชาวบ้านเพราะปัญหาค่าครองชีพสูง ทหารนอกประจำการก็กระทำเช่นกัน ซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่สามารถเอาผิดวินัยทหารได้ ส่วนชาวจีนก็มักก็ความวุ่นวายในย่านเยาวราช บ้างก็วิวาทกันเองเนื่องจากสนับสนุนจีนคนละฝ่ายในสงครามกลางเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศจีน

จอมพล ผิน บรรยายถึงสภาพกรุงเทพฯ ในเวลานั้นว่า “…ชาวจีนก่อการวิวาทตำรวจต้องปราบปราม เราได้ยินแต่เสียงปืนไม่เว้นแต่ละวัน… ประชาชนในพระนครเกิดอลเวงคล้ายบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป ตามร้านขายอาหารขายกาแฟและโรงมหรสพกล่าวติเตียนรัฐบาลแซ่ไปหมดเหลือที่จะฟังได้…”

ความอ่อนแอของรัฐบาล

นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด รัฐบาลที่ขึ้นมาปกครองประเทศล้วนแต่มีอายุสั้นเพียงไม่กี่เดือน ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการบริหารและฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม ซ้ำยังต้องเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ได้จัดการประชุมพิเศษที่ทำเนียท่าช้างของ ปรีดี พนมยงค์ มีเป้าหมายเพื่อแก้การหย่อนประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ พลเอก อดุล อุลเดชจรัส ผู้บัญชาการทหารบก โต้เถียงกับถวัลย์ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี ในประเด็นว่า รัฐบาลเคยแถลงว่าจะปราบการทุจริต แต่ “…ดูเสมือนว่าคณะรัฐบาลจะปล่อยปละละเลย ทำให้เข้าใจว่า ถ้าไม่เกิดจากความอ่อนแอไร้สมรรถภาพ ก็รู้เห็นเป็นใจในการกระทำเช่นนั้นด้วย”

น้อย อินทนนท์ วิจารณ์รัฐบาลลงหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ไม่กี่วันก่อนเกิดรัฐประหารว่า “…ปัญหาภายใน 2 ประการ ข้าวซึ่งเป็นอาหารประจำวันและข้าราชการทุกจริตอันเป็นโรคประจำชาติหลังสงคราม… ถ้าท่าน [ถวัลย์] มีเข่าและหลังที่แข็งพอเพราะความเด็ดขาดเป็นยาขนานเดียวที่จะรักษาโรคทั้ง 2 นั้นได้ และเพราะความใจอ่อน เข่าอ่อน เป็นโรคประจำตัวที่นายถวัลย์ ผู้กลัวคนจะเกลียดเพื่อนจะชังไปเสียทั้งนั้นรักษาไม่หายเหมือนกัน ปัญหาที่ควรจะบรรลุล่วงไปนานแล้วจึงยังคาราคาซังมาจนบัดนี้…”

กรณีสวรรคต

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 รัฐบาลของปรีดี และกรมตำรวจได้ทำการสืบสวนและออกแถลงการณ์ 2 ฉบับ ลงวันที่ 10 และ 11 มิถุนายน สรุปว่า รัชกาลที่ 8 สวรรคตโดยอุปัทวเหตุ สอดคล้องกับแถลงการณ์สำนักพระราชวัง ลงวันที่ 9 มิถุนายน ที่ระบุถึงสาเหตุการเสด็จสวรรคต ตามความว่า “…ได้ความสันนิษฐานว่า คงจะทรงจับคลำพระแสงปืนตามพระราชอัธยาศัยที่ทรงชอบแล้วเกิดอุปัทวเหตุขึ้น”

แต่คำแถลงการณ์ไม่อาจลดกระแสสังคมลงไปได้ แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่อาจหาข้อสรุปกรณีนี้เพื่อชี้แจงต่อสาธารณชนได้ มิหนำซ้ำ ประเด็นนี้ยังถูกนำมาอภิปรายโดยพรรคประชาธิปัตย์ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลถวัลย์ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งรัฐบาลถูกโจมจตีอย่างหนัก ทำให้เกิดแรงสั่นคลอนเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล

กรณีสวรรคตนั้นยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ขณะนั้นมียศเป็น พลเอก เป็นผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 1) ตัดสินใจเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร 2490 ดังความว่า“ทหารบกถูกเหยียบเกียรติมาก เสรีไทยสั่งปลด ร้ายที่สุดในขณะที่ในหลวงสวรรคต ผมเป็นผู้บังคับบัญชากรม ร.1 รักษาพระองค์ทหารองครักษ์ แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าวังหลวงได้”

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อธิบายว่า “…เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นเครื่องมืออันดียิ่งสำหรับฝ่ายประชาธิปัตย์ที่จะนำมาใช้ในการเคลื่อนไหวต่อต้าน และโจมตีปรีดี พนมยงค์ และส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อมา… กรณีสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลยังคงตกต่ำ…”

อภิปรายไม่ไว้วางใจ

เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2490 พรรคประชาธิปัตย์เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีญัตติ 8 ข้อคือ

1. ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยภายในตามนโยบายที่แถลงไว้

2. ไม่สามารถรักษานโยบายการเงินของชาติไว้ในทางมั่นคง ทำให้ฐานะการคลังล้มเหลวลงทุกทาง

3. ในทางเศรษฐกิจ ได้ดำเนินการทางเศรษฐกิจผิดพลาด ไม่เหมาะสมแก่ภาวะการณ์ปัจจุบัน เป็นเหตุให้ประชาชนเดือดร้อนในการครองชีพ

4. การต่างประเทศ ไม่อาจสร้างความเชื่อถือกับนานาประเทศตามนโยบายที่แถลงไว้

5. ใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงในราชการประจำ ทำให้เกิดผลเสียหายแก่ราชการแผ่นดิน

6. ไม่สามารถรักษาฐานะของข้าราชการให้อยู่ในระดับที่สมควรทำให้ข้าราชการขาดกำลังใจที่จะปฏิบัติราชการ

7. ทางการศึกษาของชาติ รัฐบาลนี้ก็ไม่ได้ปรับปรุงและดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้

8. ไม่สามารถค้นหาข้อเท็จจริงแถลงต่อประชาชนให้ทราบว่าในหลวงรัชกาลที่ 8 สวรรคตเพราะเหตุใด

การอภิปรายมีตั้งแต่วันที่ 19-27 พฤษภาคม ปรากฏว่ารัฐบาลชนะการลงมติไม่ไว้วางใจมาด้วยคะแนน 86 ต่อ 55

กระนั้นก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมีผลให้ประชาชนและสื่อหนังสือพิมพ์ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างกว้างขวาง สุชิน ตันติกุล อธิบายว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้ เสมือนเป็นการรัฐประหารทางรัฐสภา ซึ่งจะเปิดทางให้คณะรัฐประหาร 2490 ในเวลาต่อมา

ความไม่พอใจของทหารบก

ประการสำคัญของสาเหตุที่นำไปสู่รัฐประหารคือ ความไม่พอใจหลาย ๆ ประการของทหารบก ซึ่งทั้งสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และสุชิน ตันติกุล ต่างก็ชี้ให้เห็นถึงสถานภาพของทหารไทย โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบกที่ถูกลดบทบาทหลังสงครามสิ้นสุดลงไปมาก ประกอบกับการถูกเหยียดหยาม และปัญหาข้างต้นประกอบ จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่ทำให้ทหารกลุ่มนี้ตัดสินใจกระทำรัฐประหาร 2490

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่ง “กองทัพพายัพ” ไปยึดดินแดนที่เรียกว่า “สหรัฐไทยเดิม” แถบเมืองเชียงตุงในพม่า ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่เมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจำต้องคืนดินแดนเหล่านั้นให้อังกฤษ ทหารไทยจึงต้องถอดตัวออกจากดินแดนที่ยึดครอง ปรากฏว่าการถอนกำลังของทหารไทยเป็นไปอย่างยากลำบาก ขาดพาหนะรับ-ส่งทหาร ซ้ำถูกอังกฤษกดดันให้ส่งทหารเชลยญี่ปุ่นลงมาก่อน ทหารบางส่วนจึงตกค้างอยู่ที่นั่น บางส่วนถึงกับต้องเดินทางกลับด้วยตนเองอย่างทุลักทุเล

ทหารที่กลับจากการรบซึ่งต้องเสี่ยงชีวิต และเผชิญกับความลำบากตรากตรำอยู่ในภาวะตึงเครียด เมื่อเสร็จสงครามแทนที่จะได้รับการต้อนรับ บำรุงขวัญจากทางราชการและประชาชนต้องมาพบกับความเหนื่อยยากลำบากในการเดินทางกลับ ทำให้ได้รับความกระทบกระเทือนทั้งร่างกายและจิตใจ (สุชิน ตันติกุล, 2557)

นอกจากนี้ ยังมีกระแสความนิยม “เสรีไทย” ที่ได้กลายเป็น “ฮีโร่” สงครามไปในช่วงระยะเวลาไม่นานก่อนสงครามจะยุติ ส่วนทหารไทยกลับถูกเหยียดหยาม ยิ่งมีการเดินสวนสนามของเสรีไทยยิ่งทำให้ทหารไทยถูกลดความสำคัญลง ดังบันทึกของพลโทประยูร ภมรมนตรี ว่า “สร้างความชอกช้ำขมขื่นแก่มวลทหารทั่วทั้งกองทัพอย่างยิ่ง”

พลโทกาจ กาจสงคราม ว่า“บางคนสดุดีเสรีไทยในหนังสือพิมพ์แล้วก็ยังไม่พอ ได้เหยียดหยามกองทัพบกว่าตั้งมาได้ถึง 50 ปีแล้ว ทำประโยชน์ได้ไม่เท่าเสรีไทยที่ตั้งมาเพียงสองปี…” ขณะที่พลเอกเนตร เขมะโยธิน บันทึกว่า “…ครั้นสงครามยุติลงก็ไม่ได้รับความเหลียวแลและทะนุบำรุงเท่าที่ควร ซ้ำร้ายกว่านั้นยังถูก ‘เสรีไทย’ บางคนดูหมิ่นเหยียดหยามอีกด้วย ความน้อยใจที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เลยกลายเป็นช้ำใจหนักขึ้น เมื่อถูกแหย่หรือชักชวนก็ฮึดขึ้นมา”

หลังจากจอมพล ป. หมดอำนาจลง ทหารที่เคยมีอำนาจหลาย ๆ ด้านในยุคลัทธิทหารนิยมกลับต้องเผชิญความยากลำบาก จากการแข่งขันและตื่นตัวประชาธิปไตยหลังสงคราม การเมืองและพรรคการเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ทหารไม่สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างเต็มที่เหมือนแต่ก่อน อันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2489 ได้พยายามกันข้าราชการประจำออกจากการเมือง

นอกจากนี้ ทหารบางนายต้องถูกปลดออกจากราชการ ยุบหน่วยงานทหารบางหน่วย แม้จะมีการตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาหาทางช่วยเหลือทหารกองหนุน” แต่ก็ใช้ระยะเวลานาน ทหารบางคนต้องดิ้นรนทำมาหากินด้วยตนเอง บางนายก็ว่างงาน บางนายก็หันไปทำงานทุจริต เป็นโจรเป็นอันธพาลก่อความไม่สงบก็มี

สรุป

ปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดรัฐประหารมีหลายประการด้วยกัน สาเหตุส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องมาจากสงคราม อันได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ปัญหาการปลดปล่อยทหาร เป็นต้น ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดหลังสงครามต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นการที่รัฐบาลทั้งชุดนายปรีดี พนมยงค์ และพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีไม่สามารถคลี่คลายกรณีรัชกาลที่ 8 สวรรคตให้กระจ่างแน่ชัด ย่อมทำให้รัฐบาลอยู่ในฐานะคลอนแคลนมีแต่ทรุดลงทุกวัน เพราะไม่อาจขจัดการโจมตีของนักการเมืองฝ่ายค้าน และการวิพากย์วิจารณ์ของประชาชน เป็นเหตุให้ผู้กระทำรัฐประหารนำมาเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารในที่สุด (สุชิน ตันติกุล, 2557)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (2553). แผนชิงชาติไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : พี.เพรส.

สุชิน ตันติกุล. (2557). รัฐประหาร พ.ศ. 2490. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาเหตุ “รัฐประหาร 2490” จากปัญหานานัปการหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...