โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ทหารใช้ "ปืนใหญ่พระนารายณ์" ถล่มป้อมบาสตีย์ ในการปฏิวัติฝรั่งเศส ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ก.ค. 2567 เวลา 06.23 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2567 เวลา 06.23 น.
การยิงถล่มป้อมบาสตีย์ ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส

รู้หรือไม่ว่า ครั้งหนึ่ง “ปืนใหญ่พระนารายณ์” เคยถูกนำออกมาใช้ถล่มป้อมบาสตีย์เมื่อครั้งปฏิวัติฝรั่งเศส

ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประเทศฝรั่งเศสขยายอิทธิพลไปทั่วภาคพื้นยุโรป อำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แผ่ขยายไปในวงกว้างเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกแม้ในประเทศสยาม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงขวนขวายที่จะแสดงความนอบน้อมและพึ่งพิงพระบารมีของกษัตริย์ฝรั่งเศส

ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1643-1715) จึงเป็นยุคของความรุ่งเรืองถึงขีดสุดทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวัฒนธรรม และการทหาร กองทัพอันเกรียงไกรของฝรั่งเศสเป็นใบเบิกทางไปสู่อำนาจของราชบัลลังก์ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ชัยชนะของกองทัพฝรั่งเศสแน่นอนที่ได้มาก็จากชัยชนะในสมรภูมิรบ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงเป็นวีรบุรุษยอดนิยมของกองทัพ เพราะทรงให้ความสำคัญและดูแลทหารหาญของพระองค์ด้วยความเอาใจใส่ การพัฒนากองทัพและสวัสดิภาพของทหารทุพพลภาพผู้ขาดที่พึ่งภายหลังการศึกสงคราม

ก่อนหน้ายุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทหารฝรั่งเศสผู้ชราภาพหรือพิการจากการสู้รบมักจะถูกทอดทิ้งให้
เผชิญชะตากรรม และมีบั้นปลายชีวิตที่ลำบากแบบคนอนาถาตามลำพัง ทหารเก่าโดยมากกลายเป็นคนตกยากที่สังคมไม่เหลียวแล ในทางทฤษฎีแล้วโบสถ์และคอนแวนต์ผู้ใจบุญมักจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทหารเหล่านี้อย่างไม่เป็นทางการ แต่ทหารส่วนใหญ่กลับผันตัวเองไปเป็นขอทานและคนจรจัด แม้แต่รัฐบาลผู้เคยรับผิดชอบชีวิตทหารกล้าก็ยังไม่มีนโยบายหรือสวัสดิการให้ความช่วยเหลือทหารเก่าอย่างจริงจัง

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้การุญได้ยื่นพระหัตถ์เข้ามาปลดทุกข์ทหารผู้ทุพพลภาพของพระองค์ และโอบอ้อมพวกเขาให้ใช้ชีวิตในบั้นปลายและมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่ลำบากมากนัก

ใน ค.ศ. 1670 พระองค์มีพระราชโองการให้สร้างสถานพักพิงทหารทุพพลภาพ หรือ “แองวาลิด” (Les Invalides) ขึ้นที่ใจกลางกรุงปารีส เพื่อรองรับทหารเก่าผู้ยากไร้และขาดที่พึ่งเหล่านั้น (และเป็นต้นกำเนิดของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกในปัจจุบัน - ผู้เขียน) แองวาลิดได้กลายเป็นอาคารอันโอ่อ่าภูมิฐานด้วยสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับพระราชวังแวร์ซายส์ของพระองค์ ด้วยการออกแบบโดยสถาปนิกคนเดียวกันคือ Hardouin Mansart

แองวาลิดยังค่อยๆ แปรสภาพเป็น “พิพิธภัณฑ์ทหาร” ที่เก็บสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ซึ่งตกค้างมาจากสมรภูมิหลายสมัยของฝรั่งเศส โดยเฉพาะปืนใหญ่และปืนเล็กยาว ต่อมาก็กลายเป็นคลังแสงขนาดย่อมๆ ของอาวุธที่ปลดระวางเช่นเดียวกับทหารผ่านศึก ซึ่งทางการไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน

“แองวาลิด” คงสภาพเป็นคลังแสงขนาดย่อมภายในโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ตามเจตจำนงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เรื่อยมาตลอดรัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นอกจากเครื่องศัสตราวุธรุ่นเก่าแล้ว ของสะสมส่วนพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ยังถูกนำมาเก็บรักษาไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะขาดความนิยมและไร้ความหมาย ไม่มีความผูกพันทางจิตใจต่อกษัตริย์ในรัชกาลต่อๆ มา

ปืนใหญ่พระนารายณ์ ถูกลืมไปชั่วคราวเป็นเวลาถึง 103 ปี (ค.ศ. 1686-1789) ในขณะที่มีสภาพเป็นของสะสมโบราณประเภทเครื่องศัสตราวุธรุ่นเก่าจากสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เก็บดองไว้ในห้องใต้ดิน ณ แองวาลิด แต่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาสร้างวีรกรรมในสมัยต่อมา เมื่อเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16

ประเทศฝรั่งเศสในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1774-1792) นั้นแตกต่างจากสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยสิ้นเชิง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประชาชนประณามว่าเป็นทรราชและเป็นผู้ทรยศต่อชาติบ้านเมือง กระทั่งลงเอยด้วยการ “ปฏิวัติฝรั่งเศส” ค.ศ. 1789

การปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นในยุคที่ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจของฝรั่งเศสอยู่ในภาวะวิกฤติอย่างหนัก รัฐบาลอยู่ในสภาวะใกล้ล้มละลาย อันเป็นปัญหาสะสมมาจากการที่ฝรั่งเศสเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำสงครามหลายครั้งตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยเฉพาะการเข้าร่วมในสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา (ค.ศ. 1778-1783) ซึ่งฝรั่งเศสสนับสนุนฝ่ายอาณานิคมต่อสู้กับอังกฤษ รัฐบาลต้องทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในสงครามครั้งนั้น แต่ก็ต้องประสบความพ่ายแพ้

ซ้ำเติมด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างดาษดื่นของระบบราชการ การใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยในราชสำนัก และการกดขี่ข่มเหงขูดรีดภาษีอากรจากราษฎรซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ นำไปสู่การปลุกระดมมวลชน นักการเมืองหัวปฏิรูปที่มีความคิดต่อต้านระบอบกษัตริย์ว่าเป็นตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังความหายนะของบ้านเมือง โดยพุ่งเป้าไปที่ราชวงศ์บูร์บองของพระเจ้าหลุยส์ทุกรัชกาลว่าเป็นต้นเหตุหลัก จึงควรจะถูกกำจัดออกไป เปิดทางให้มีการปกครองประเทศระบอบใหม่ขึ้นมาแทน

ประชาชนผู้ยากไร้และชาวนาทั่วประเทศที่ตกทุกข์ได้ยากมานานนับเป็นผู้ร่วมอยู่ในกองทัพประชาชน
โค่นล้มราชวงศ์ ด้วยการปลุกปั่นของผู้นำสายปฏิรูปที่เห็นว่าต้องระดมคนให้จับอาวุธและเข้ามาพร้อมกันในเมืองหลวงอย่างปารีสให้มากที่สุด โดยก่อหวอดว่าสัญลักษณ์การปกครองแบบเผด็จการของราชวงศ์บูร์บองก็คือ “คุกบาสตีย์” กลางกรุงปารีสอันเป็นที่คุมขังนักโทษการเมือง และสถานที่ทรมานผู้นำมวลชนที่เป็นตัวแทนของราษฎร จึงเป็นเป้าหมายที่จะต้องทำลายล้างให้ได้ เพื่อประกาศชัยชนะของประชาชน และท้าทายอำนาจเด็ดขาดของกษัตริย์

วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 อันเป็นวันทำลายป้อมบาสตีย์ (เดิมเป็นป้อมปราการเก่าแก่ สร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1370 - ผู้เขียน) นั้น กองทัพประชาชนประกอบด้วยชาวนาและชนชั้นกรรมกร แต่เป็นนักรบมือเปล่าที่ขาดอาวุธ กรูกันเข้าไปภายในตึกแองวาลิด เพราะมีชื่อเสียงว่าเป็นคลังอาวุธขนาดย่อมจากสงครามสมัยก่อน เพื่อปล้นปืนใหญ่และกระสุนดินดำออกไปใช้ทำลายป้อมบาสตีย์

ปืนใหญ่และอาวุธยุทโธปกรณ์ชนิดต่างๆ ที่ยังใช้การได้ดีตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 รวมทั้ง “ปืนใหญ่พระนารายณ์” ถูกนำออกไปยิงต่อสู้กับกองทัพของรัฐบาลที่รักษาป้อมบาสตีย์อย่างสุดความสามารถ หากทำลายป้อมลงได้กองทัพก็จะเสียขวัญ นั่นหมายความว่าอำนาจของรัฐไม่สามารถจะยับยั้งกองทัพประชาชนได้เลย

เอกสารฉบับหนึ่งของกระทรวงกลาโหมไทย อ้างถึงปืนใหญ่พระนารายณ์ในเหตุการณ์ถล่มป้อมบาสตีย์ว่าเป็นปืนใหญ่ 2 กระบอก ยาว 6 ฟุต กลึงด้วยมือและหลอมในเตาไฟ มีปลอกเงินตั้งบนแท่นมีล้อ ฝังลายเงิน อ้างข้อเขียนของนาย Thomas Carlyle ในหนังสือ The French Revolution บทที่ 6 ว่า

“จอร์เจต์ นายทหารเรือที่เพิ่งเดินทางจากเมืองเบรสต์ กำลังสาละวนอยู่กับปืนใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งต่างฝ่ายก็ไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนใหญ่ซึ่งได้มาอยู่ที่นี่ (ประเทศฝรั่งเศส) เป็นเวลาร้อยปีผ่านมาแล้ว และในเวลาต่อมาพวกเขาได้เข้าร่วมในการต่อสู้ด้วยกันและได้นำไปใช้ยิงประตูคุกบาสติลเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 (พ.ศ. 2332)”

ชั่วเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงป้อมบาสตีย์ก็แตก นอกจากนักโทษการเมืองจะหลุดออกมานำกองทัพประชาชนบุกต่อไปยังพระราชวังแวร์ซายส์แล้ว ประชาชนยังได้ปล้นอาวุธเพิ่มอีกจำนวนมากซ่อนอยู่ในป้อมออกมาสมทบในการปฏิวัติครั้งนี้ด้วย

อีกหลายเดือนภายหลังการจลาจลยุติลง อาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่รวมทั้งปืนใหญ่พระนารายณ์ที่ถูก
ใช้ในการถล่มป้อมบาสตีย์ก็ถูกนำกลับมาเก็บภายในแองวาลิด เป็นอนุสรณ์สืบต่อลงมาอีกเป็นเวลา 225 ปีจนบัดนี้ แองวาลิดกลับมาเป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธโบราณที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส

กลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 ผู้เขียนลงพื้นที่ด้วยตนเอง ณ พิพิธภัณฑ์ทหารแองวาลิด เพื่อไปขอชมปืนใหญ่พระนารายณ์ตามลายแทงของหนังสือจากกระทรวงกลาโหม ก็ได้รับคำตอบจากภัณฑารักษ์ (หลายคน) ตอบแบบเดียวกันว่าปืนใหญ่ทั้ง 2 กระบอกเคยอยู่ที่นี่จริง แต่ได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปอยู่ในห้องเก็บของมีค่าที่ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าชมแล้ว และก็ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในเวลานี้ (พ.ศ. 2557 – กองบรรณาธิการ)

ภาพถ่ายเก่าจึงเป็นหลักฐานเดียวที่พบ เลยกลับมารวบรวมข้อมูลส่วนอื่นไว้เพื่อมิให้สูญหายไปด้วยเผื่อว่าวันข้างหน้าของดีจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจะกลับมาเผยโฉมให้เห็นอีก ไม่ใช่เป็นแต่คำบอกคำเล่าอ้างของคนโบราณเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “ปืนใหญ่พระนารายณ์ และธงช้างเผือกที่ปารีส เดี๋ยวนี้เหลือเพียงตำนาน” โดย ไกรฤกษ์ นานา ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2557

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 กรกฎาคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทหารใช้ “ปืนใหญ่พระนารายณ์” ถล่มป้อมบาสตีย์ ในการปฏิวัติฝรั่งเศส ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...