โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแพทย์แผนไทย จากอดีตสู่ปัจจุบัน | แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ตำราแห่งชาติฉบับแรก

Campus Star

เผยแพร่ 01 ก.พ. 2562 เวลา 09.55 น.
เมื่อเราลองมองย้อนกลับไปในยุคสมัยก่อน เราจะได้เห็นได้เลยว่าคนในสมัยก่อนนั้นเขามีความรู้ ความสามารถ เก่งกล้ารอบด้านจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการประดิษฐ์ของใช้ต่าง ๆ และด้านการแพทย์แผนไทย

เมื่อเราลองมองย้อนกลับไปในยุคสมัยก่อน เราจะได้เห็นได้เลยว่าคนในสมัยก่อนนั้นเขามีความรู้ ความสามารถ เก่งกล้ารอบด้านจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการประดิษฐ์ของใช้ต่าง ๆ ด้านการทำอาหารที่ต้องใช้ความละเอียดละอ่อนเป็นอย่างมาก และยังรวมถึงการนำสมุนไพรต่าง ๆ มาใช้เป็นยารักษาโรค

เปิดประวัติศาสตร์ การแพทย์แผนไทย จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าในยุคสมัยนั้น การเป็นหมอยา หรือ หมอรักษาโรค จะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากสักเท่าไหร่ เพราะการรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคต่าง ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ด้วยความทันสมัยของเครื่องมือที่ใช้ วิธีการรักษาก็ทำได้ยากกว่าในปัจจุบัน แถมยังไม่มีสถาบันที่เปิดสอนแพทย์โดยตรง ซึ่งเป็นเพียงความรู้ที่ถูกสืบทอดต่อ ๆ กันมาจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ โดยที่หมอยาเหล่านี้จะมีนำความรู้เหล่านี้มาจากตำราบันทึกประสบการณ์และจากการบอกเล่าของหมอยารุ่นเก่าเท่านั้น

แต่ในเวลาต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1725-1729 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโดยการสร้างสถานพยาบาล เรียกว่า อโธคยาศาลา (ประกอบด้วย หมอ, พยาบาล, เภสัชกร รวม 92 คน) คอยทำหน้าที่รักษาผู้ป่วย หลังจากนั้นได้มีการค้นพบหินบดยาสมัยทวาราวดีและศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในสมัยสุโขทัย ที่ได้บันทึกไว้ว่าทรงสร้างสวนสมุนไพรขนาดใหญ่บนเขาหลวงหรือเขาสรรพยา เพื่อให้ราษฏรได้เก็บสมุนไพรไปใช้รักษาโรคยามเจ็บป่วย

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ค้นพบบันทึกว่า มีระบบการจัดหายาที่ชัดเจนสำหรับประชาชนมากขึ้น โดยมีแหล่งจ่ายยาและสมุนไพรหลายที่ด้วยกัน ทั้งในกำแพงเมืองและนอกกำแพงเมือง โดยได้มีการรวบรวมตำรับยาต่าง ๆ ขึ้นเป็นครั้งแรกเรียกว่า ตำราพระโอสถพระนารายณ์ ซึ่งเป็นตำราที่ว่าด้วยโอสถพระนารายณ์ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังต่อไปนี้

  • กล่าวถึงความผิดปกติของธาตุทั้ง 4 ในร่างกายและวิธีการใช้ยาแก้
  • กล่าวถึงตำรับยาต่าง ๆ
  • กล่าวถึงตำรับยาจากน้ำมันและยาขี้ผึ้ง

การแพทย์แผนไทยสมัยรัตนโกสินทร์

เมื่อเข้าสู่ช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ การแพทย์แผนไทย หรือ การแพทย์แผนโบราณ ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังได้มีการจัดตั้งทั้งโรงพยาบาล โรงเรียนสอนทางด้านการแพทย์โดยตรง พร้อมทั้งยังได้นำความรู้ทางการแพทย์ด้านตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทย อีกด้วย มีรายละเอียดดังนี้

จารึกเกี่ยวกับแพทย์แผนโบราณ วัดโพธิ์ หรือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 

รัชกาลที่ 1

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เริ่มปฏิสังขรณ์ วัดโพธิ์ (วัดโพธาราม) ให้กลายเป็นอารามหลวงและเปลี่ยนชื่อเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงให้มีการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยเอาไว้ ตั้งแต่ตำรายาสมุนไพร ฤาษีดัดตน และตำราที่เกี่ยวกับการนวด โดยมีหมอหลวงเป็นแพทย์ที่รับราชการ และหมอราษฎร (หมอเชลยศักดิ์) ทำหน้าที่รักษาประชาชนทั่วไป

รัชกาลที่ 2

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ให้ผู้ชำนาญโรคและสรรพคุณยา รวมทั้งผู้ที่มีตำรายานำเข้ามาถวายและให้กรมหมอหลวงคัดเลือกจดเป็นตำราหลวงสำหรับโรงพระโอสถ และในปี พ.ศ. 2359 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายชื่อว่า กฎหมายพนักงานพระโอสถถวาย

รัชกาลที่ 3

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงปฏิสังขรณ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อจัดตั้งเป็น โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงเรียนแพทย์แผนไทยแห่งแรกที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา เพื่อจัดเก็บตำราแพทย์แผนไทยที่กำลังจะสูญหาย เนื่องจากแพทย์แผนตะวันตกเริ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ และที่นี่ก็ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทยจนถึงในปัจจุบัน

รัชกาลที่ 4

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 การแพทย์แผนตะวันตกเริ่มแพร่หลายมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำคลอด การใช้ยารักษาแบบแผนตะวันตก ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เนื่องจากคนไทยยังคงเลือกใช้การรักษาแพทย์แผนไทยมากกว่า ทำให้มีการแบ่งตำราออกเป็น การแพทย์แผนโบราณหรือการแพทย์แผนเดิม กับ การแพทย์แผนปัจจุบัน มีการกำหนดข้าราชการฝ่ายวังหน้าที่เกี่ยวกับการแพทย์ ได้แก่ ข้าราชการในกรมหมอ กรมหมอยา กรมหมอนวด กรมหมอกุมาร กรมหมอยาตา หมอฝรั่ง

การปรุงยาแผนโบราณ ในสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณหน้าโรงพยาบาลศิริราช

รัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงจัดตั้งโรงศิริราชพยาบาลขึ้นมา ใน พ.ศ.243 (ปัจจุบันคือ โรงพยาบาลศิริราช) เพื่อเป็นสถานที่ในการเรียนการสอนของการแพทย์ทั้งโบราณและแผนตะวันตกร่วมกัน ในหลักสูตร 3 ปี ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการพิมพ์ตำราแพทย์สำหรับใช้ในโรงเรียนการแพทย์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2438 โดยพระยาพิษณุ มีชื่อว่าตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ได้รับยกย่องให้เป็นตำราแห่งชาติฉบับแรก

ต่อมาพระยาพิษณุประสาทเวช เห็นว่า ตำราเหล่านี้ยากแก่ผู้ศึกษาจึงได้พิมพ์ตำราขึ้นใหม่ ได้แก่ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง 2 เล่ม และตำราแพทย์ศาสตร์สังเขป 3 เล่ม ซึ่งยังคงใช้เป็นตำราทางการแพทย์มาจนทุกวันนี้ หลังจากนั้นได้มีการเก็บข้อมูลใหม่อีกครั้งเพื่อความถูกต้องที่สุดและตำราใหม่นี้ก็ถูกนำมาเก็บไว้ที่ หอพระสมุดหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2438 โดยพระยาพิษณุ เรียกตำราที่ชำระใหม่นี้ว่า ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง หรือ ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์

รัชกาลที่ 6

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีการสั่งยกเลิกวิชาการแพทย์แผนโบราณ และต่อมาในปี พ.ศ. 2466 มีประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติการแพทย์เป็นการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับประชาชน อันเนื่องมาจากการประกอบโรคศิลปะของผู้ที่ไม่มีความรู้และมิได้ฝึกหัด ด้วยความไม่พร้อมในด้านการเรียนการสอน การสอบ และการประชาสัมพันธ์ ทำให้หมอพื้นบ้านจำนวนมากกลัวถูกจับจึงเลิกประกอบอาชีพนี้ บ้างก็เผาตำราทิ้ง

รัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ตรากฎหมายเสนาบดี แบ่งการประกอบโรคศิลปะออกเป็น แผนปัจจุบันและแผนโบราณ โดยกำหนดไว้ว่า

  • ประเภทแผนปัจจุบัน คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยความรู้จากตำราอันเป็นหลักวิชาโดยสากลนิยม ซึ่งดำเนินและจำเริญขึ้น โดยอาศัยการศึกษา ตรวจค้น และทดลองของผู้รู้ในทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
  • ประเภทแผนโบราณ คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัย ความสังเกต ความชำนาญ อันได้สืบต่อกันมาเป็นที่ตั้ง หรืออาศัยตำราอันมีมาแต่โบราณ มิได้ดำเนินไปในทางวิทยาศาสตร์

รัชกาลที่ 8

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เป็นช่วงที่กำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ยาขาดแคลน ในปี พ.ศ.2485 – พ.ศ.2486 ศาสตราจารย์ นพ. อวย เกตุสิงห์ จึงได้ทำการวิจัยสมุนไพรไทยเพื่อทำการรักษาโรคมาลาเรีย ณ โรงพยาบาลสัตหีบ ภายหลังที่สงครามสงบ ภาวะขาดแคลนยายังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยาทั้งหมดเป็นยาแผนปัจจุบัน และได้มีการจัดตั้งกระทรวงสาธารณสุขขึ้นมาในปี พ.ศ.2485

อีกทั้งยังมีการยกเลิก พ.ร.บ.การแพทย์ที่ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2466 ทำการตรา พ.ร.บ.ควบคุมการประกอบโรคศิลปะขึ้นมาแทนที่ในปี พ.ศ.2479 ทว่าตัวกฎหมายก็ยังคงทำการแบ่งการประกอบโรคศิลปะระหว่างการแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันออกจากกัน ทำการควบคุมเหล่าบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่มีความรู้ในวิชาชีพทางการแพทย์ต่อมาอีกกว่า 63 ปี

*สถาบันการแพทย์แผนไทย *

รัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในรัชสมัยนี้มีการจัดตั้งสมาคมของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ โดยได้ก่อตั้งขึ้น ณ วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2500 มีการเรียนการสอนด้านแพทย์แผนโบราณ ทั้งวิชาเภสัชกรรม, การผดุงครรภ์ไทย, เวชกรรม, เภสัชกรรม และการนวดแผนไทย นับตั้งแต่นั้นมาสมาคมต่าง ๆ ก็ได้แตกสาขาออกไป ปัจจุบันก็มีโรงเรียนแพทย์แผนโบราณที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ใน ปี พ.ศ.2525 ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์) ให้การอบรมศึกษาด้านการแพทย์แผนไทยแบบประยุกต์

ต่อมาในปี พ.ศ.2542 มีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พร้อมการจัดตั้งหน่วยงาน สถาบันการแพทย์แผนไทย พร้อมด้วยการปรับเปลี่ยนระบบภายในกระทรวงสาธารณสุขใหม่ให้เป็นกองหนึ่งใน กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พัฒนาการแพทย์แผนไทยให้ก้าวหน้า ได้รับการดูแลคุ้มครอง และยังคงรากฐานความมั่นคงมาจวบจนทุกวันนี้

รัชกาลที่ 10

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงตระหนักว่าสุขภาพพลานามัยของประชาชนเป็นปัจจัยและพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศจึงทรงสนพระราชหฤทัยในการประกอบพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุข โปรดให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยในถิ่นทุรกันดาร

โดยที่พระองค์ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาลทุกแห่งและทรงเยี่ยมโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย

และยังทรงเป็นองค์ประธาน ในการจัดสร้าง มูลนิธิกาญจนบารมี ศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในมหามงคลวโรกาสเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปีที่ 50 โดยพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะกรรมการของโครงการกาญจนบารมี ดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิกาญจนบารมีขึ้น ในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ข้อมูลและภาพจาก : medthai.comwww.hfocus.orgwww.honestdocs.cosites.google.com, www.hfocus.org, www.thaihealth.or.th, FB : สถาบันการแพทย์แผนไทย

บทความที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...