โรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวลผสมผสาน...สร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน
โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเป็นหนึ่งในนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน และสร้างรายได้เสริมให้แก่ชุมชน ผ่านการจำหน่ายวัสดุทางการเกษตรเพื่อเป็นเชื้อเพลิง โดยเฉพาะวัสดุทางการเกษตรที่รวบรวมได้จากแปลงเพาะปลูกและยังไม่ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์เท่าที่ควร
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในโรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวลต้องพิจารณาทางเลือกของการได้มาซึ่งวัตถุดิบชีวมวล ซึ่งมีอยู่ 2 แนวทาง คือ ได้จากโรงงานแปรรูปพืชผล และได้จากพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้ง ต้องเลือกโมเดลผู้ร่วมทุน ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ การร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าและชุมชน (Model-1) และการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชน ชุมชน และโรงงานแปรรูปพืชผล (Model-2) โดยหากผู้ประกอบการเลือกใช้ชีวมวลที่รวบรวมจากแปลงเพาะปลูกเพียงอย่างเดียวอาจจะต้องเผชิญข้อจำกัดด้านขนาดของโรงไฟฟ้าที่ไม่ควรเกิน 1 MW ทำให้ผลกำไรที่ได้อาจไม่จูงใจพอและต้องใช้ระยะเวลานานในการคืนทุน ในขณะที่หากเลือกใช้ชีวมวลที่รวบรวมได้จากโรงงานแปรรูป อาจจะสามารถลงทุนในโรงไฟฟ้าชุมชนได้ถึง 10 MW ซึ่งเป็นขนาดสูงสุดที่โครงการอนุญาต แต่ก็ต้องเผชิญความเสี่ยงจากขาดแคลนวัตถุดิบ เพราะต้องแย่งชิงกับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และกับโรงงานอุตสาหกรรมที่นำชีวมวลไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น อาทิ การผลิตความร้อนใช้ในโรงงาน
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว คือ การใช้แบบผสมผสานชีวมวลทั้งสองแบบ ควบคู่กับการร่วมทุน Model-2 ซึ่งโรงไฟฟ้าชุมชนแบบชีวมวลผสมผสานจะส่งผลให้ผู้ประกอบการได้กำไรต่อปีเพิ่มขึ้น และระยะเวลาคืนทุนมีแนวโน้มลดลง โดยโรงไฟฟ้าชุมชนแบบผสมผสานชีวมวล 3 MW จะก่อให้เกิดกำไรราว 14.6 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน 8.2 ปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าขนาด 10 MW จะมีกำไรราว 57.1 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุน 7 ปี