โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘แบงก์ไทย’ วันนี้เทียบช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 แข็งแกร่งระดับไหน!!

The Bangkok Insight

อัพเดต 17 เม.ย. 2563 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2563 เวลา 11.45 น. • The Bangkok Insight

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หลังจากที่เปรียบเทียบภาพรวมเศรษฐกิจไทยปัจจุบันและปี 2540 ไปแล้ว ในครั้งนี้ เรามาเปรียบเทียบภาคการเงินและธนาคารไทยว่าเหมือนหรือต่างกับปี 2540 อย่างไร ซึ่งถ้าย้อนความไปแล้ว เหตุการณ์ในปี 2540 ส่งผลกระทบกับภาคธนาคารอย่างมากจนทำให้เห็นระดับหนี้เสียที่พุ่งขึ้นเกิน 50% ต่อสินเชื่อรวม มีการเพิ่มทุนจำนวนหลายแสนล้านบาท มีสถาบันการเงินปิดตัวลง มีการควบรวมกิจการ และอาศัยทุนจากต่างชาติเข้ามาประคองสถานะการเงิน ขณะที่ ในปัจจุบัน สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้จะส่งผลกระทบกับภาคการเงินและธนาคารพาณิชย์ แต่หากเทียบกับปี 2540 แล้ว ก็พบหลายความแตกต่างที่สำคัญ ที่ทำให้มั่นใจว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะไม่ซ้ำรอยปี 2540 อย่างแน่นอน กล่าวคือ

ประการแรก ระบบธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็งขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยในปี 2540 การกำกับดูแลและการปฏิบัติตามมาตรฐาน และกลไก Check and Balance ต่างๆ ยังไม่เข้มข้นเท่าในปัจจุบัน จึงมีช่องให้เกิดพฤติกรรมการปล่อยกู้ที่เสี่ยง จนหลังลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540 จึงเกิดเป็นหนี้เสียจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน และลุกลามเกิดเป็นวิกฤตสถาบันการเงิน ขณะที่ ในปัจจุบัน ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์สากล (Basel III) และมีการบริหารความเสี่ยงที่พัฒนาขึ้นมากเพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงมีความมั่นคงด้านการดำรงเงินกองทุนในระดับสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับในปี 2540 โดยอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในปี 2562 อยู่ที่ 19.32% สูงกว่าในปี 2540 ที่เพียง 9.23%

ประการที่สอง สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูง ในปี 2540 สภาพคล่องในระบบตึงตัวมากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน โดยในปี 2540 ระบบธนาคารพาณิชย์มีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D ratio) อยู่ที่ระดับมากกว่า 110% ขณะที่ในปี 2558-2562 อยู่ที่ 97.05%

ประการที่สาม พอร์ตสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มีการกระจายตัวมากขึ้น โดยหลังปี 2540 ธนาคารมีการขยายฐานลูกค้าสินเชื่อไปยังลูกค้า SME และลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ทำให้สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยต่อสินเชื่อทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 11.9% สู่ 39.6% เพื่อตอบจุดประสงค์ทั้งกระจายความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อและเพิ่มผลตอบแทนในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่จะเน้นไปที่ลูกค้าธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายกลางถึงใหญ่ ทำให้มีความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของสินเชื่อในระดับที่สูง

ประการที่สี่ อัตราส่วนหนี้เสีย (%NPL) ของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2540 โดยเมื่อเปรียบเทียบหนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2540 ที่อยู่ระดับสูงสุดที่ 52.0% กับระดับปัจจุบันที่ 3.14% จะเห็นได้ว่าระดับ NPL ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าค่อนข้างมาก นอกจากนี้ระบบธนาคารพาณิชย์มีการกันสำรองหนี้เสียอยู่ในระดับที่สูงกว่าปี 2540

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า การเติบโตของรายได้และกำไรของธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับต่ำกว่าก่อนวิกฤตปี 2540 โดยแม้ระบบธนาคารพาณิชย์จะมีพื้นฐานและความเข้มแข็งในมิติต่างๆ ที่ดีขึ้นกว่าอดีตมาก แต่การเติบโตของรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 (กำไรสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย หรือ %ROAA ในช่วง 5 ปีก่อนวิกฤตอยู่ที่ 1.5% ส่วนในปี 2558-2562 อยู่ที่ 1.19%) เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้การเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำหลายปีติดต่อกัน ขณะที่ภาวะการแข่งขันสูงขึ้น โดยมีการเข้ามาของคู่แข่งใหม่ ๆ จำนวนมาก อาทิ ธุรกิจ FinTech, e-Commerce, บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี และธุรกิจ Non-Bank ตลอดจน การสนับสนุนนโยบายของทางการ อาทิ e-Payment และการฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมต่างๆ ถูกปันส่วน ลดลง หรือแม้กระทั่งหายไป

สำหรับการหดตัวของเศรษฐกิจจากพิษของไวรัสโควิด-19 ในรอบนี้ นอกจากจะทำให้ไม่สามารถคาดหวังการเติบโตจากธุรกิจหลักได้แล้ว ธนาคารพาณิชย์คงต้องทยอยรับรู้ผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจและรายย่อยในช่วงระหว่างปี 2563 เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจากมาตรการพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ ตลอดจนโอกาสที่คุณภาพหนี้จะถดถอยลงอันจะมีผลกระทบต่อระดับการตั้งสำรองหนี้ด้อยคุณภาพฯ และย้อนกลับมากระทบผลประกอบการ ซึ่งคาดว่าผลกระทบต่อผลประกอบการในภาพรวมคงจะชัดเจนในช่วงไตรมาส 2/2563 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ แม้ว่าบทสรุปสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมการระบาดของไวรัสฯ ทั้งของไทยและในต่างประเทศ แต่อย่างน้อย…การสะสมความเข้มแข็งของฐานเงินกองทุนของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนมีอัตราส่วนสูงกว่าก่อนวิกฤตปี 2540 ถึง 2 เท่า คงทำให้มั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับผลกระทบต่างๆ ในครั้งนี้ได้

ท่ามกลางการติดตามและดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้กำกับดูแลและทางการไทย ซึ่งมีมาตรการช่วยเหลือภาคการเงินและผ่อนปรนเกณฑ์การกำกับดูแลฯ บางส่วนด้วยความรวดเร็วกว่าวิกฤตรอบปี 2540 มาก ขณะที่หากปรากฎสถานการณ์ที่เลวร้ายลง ก็เชื่อว่าทั้งทางการไทยและธนาคารพาณิชย์จะยังมีทรัพยากรรองรับมาตรการต่างๆ ที่อาจออกมาเพิ่มเติมเพื่อช่วยลูกค้าในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...