โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ดำดิ่งสัมผัสรส

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 พ.ย. 2563 เวลา 04.58 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2563 เวลา 04.58 น.

ปากะศิลป์ฉบับอ่านใหม่ (55)
อุทยานรส (1)

“กัดหญ้ารสฝาด

มีแต่ฉันเอง

ที่รับรู้รสของมัน”

บทกวีไฮกุของ มาซาโอกะ ชิกิ (1894)

 

เขากลับถึงบ้านค่ำกว่าที่เคย นักศึกษาสองถึงสามคนดักพบเขาระหว่างทาง มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียล แม้จะมีอาณาบริเวณกว้างขวาง แต่นักศึกษาเหล่านั้นรู้ดีว่าจะพบเขาได้ที่ไหน

ดังนั้น แม้ว่าเขาจะรู้สึกรำคาญเจ้ากลิ่นสารเคมีที่ติดอยู่ตามปลายแขนเสื้อและเน็กไท เขาก็ไม่อาจปฏิเสธความตั้งใจของนักศึกษากลุ่มนั้น

เขาใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการแปรค่าสีของออกไซด์เหล็กและผลลัพธ์อื่นๆ ที่จะตามมาจนพวกนักศึกษาชั้นนำเหล่านั้นพอใจ

และเมื่อเขาเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน ดวงอาทิตย์ก็ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว

หลังจากถอดรองเท้าไว้ที่ประตู อิเคดะ คิคูนาเอะ รู้สึกได้ถึงความหิวที่กำลังโจมตีเขาอย่างหนักหน่วง

อันที่จริงแล้วเขาควรกินอะไรสักเล็กน้อยที่ร้านกาแฟแบบคิสซาเทนหน้ามหาวิทยาลัย

แต่เขาก็มัวแต่เพลินกับการตอบคำถามและการสาธยายเรื่องราวต่างๆ ในโลกของเคมี อนุมูล สารประกอบ แร่ธาตุ เป็นทั้งความเพลิดเพลินและเป็นแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ของเขาในวัย 43 ปี

เขายังมีเรื่องราวให้ได้ค้นคว้าอีกมากแม้ว่าเขาจะรู้สึกเหมือนมันยังไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนาจะพบจริงในโลกของเคมี

 

กลิ่นหอมจากซุปและข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ ที่ผ่านพัดออกมาจากครัว ทำให้เขาไม่รีรอที่จะขัดสมาธิและนั่งลงที่โต๊ะกลางบ้าน

ภรรยาของเขาอาจจะไม่ใช่แม่ครัวผู้เก่งกาจหรือมีฝีมือเท่าใดนัก แต่เขาก็พึงใจกับอาหารที่ทำจากรสมือของเธอ

ความเคยชินเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากและลิ้นของมนุษย์นั้นเป็นอวัยวะที่อนุรักษนิยมที่สุด ใครบางคนเคยบอกกับเขาเช่นนั้นและเขาผงกศีรษะเชื่อในคำกล่าวอย่างหมดจิตหมดใจ

เทอิ-ภรรยาของเขาทยอยนำอาหารมาวางลงบนโต๊ะ ต้มปลาหมึกกับไชเท้า ซุปแตงกวา และปลาซาบะย่างเกลือ เขาหยิบตะเกียบมาถือไว้ในมือ นึกขอบคุณสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เขามีอาหารรสเลิศเช่นนี้ได้กิน

การใช้ชีวิตกว่าสองปีที่ไลป์ซิกในเยอรมนียิ่งทำให้เขาโหยหาและยึดมั่นกับรสชาติของอาหารญี่ปุ่นมากกว่าเดิม

หากไม่เป็นเพราะการได้อยู่ใกล้ชิดกับศาสตราจารย์ วิลเฮลม์ ออสวอลด์ ผู้มีชื่อเสียงแล้ว อาหารที่นั่นคงทำให้เขาลงเรือกลับนับแต่สัปดาห์แรกเลยทีเดียว

หลังจากภรรยาของเขานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม เขาก็ใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาซาบะขึ้นทาน รสหวานของปลาซาบะทำให้เขาตระหนักถึงรสชาติที่มนุษย์คุ้นเคย หวาน เค็ม เปรี้ยว และขม ไม่น่าเชื่อว่าอาหารทั้งหมดในโลกล้วนขึ้นอยู่กับรสชาติทั้งสี่นี้

แต่ทันทีที่เขาตักน้ำซุปแตงกวาขึ้นชิมเขาก็เปลี่ยนความคิดไป

มีบางสิ่งในน้ำซุปที่แตกต่างจากรสชาติทั้งสี่ มันเป็นรสที่ทำให้เขานึกถึงเนย นึกถึงหน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศที่เขากินในเยอรมนี บางสิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงความเอร็ดอร่อยและเพลิดเพลินจนทำให้หยุดกินสิ่งนั้นไม่ได้

อิเคดะถามภรรยาของเขาว่าในน้ำซุปมีอะไรพิเศษไหม

คอมบุ ภรรยาของเขาตอบ น้ำซุปดาชิที่ทำจากคอมบุธรรมดา

อิเคดะตักน้ำซุปขึ้นลิ้มรสอีกครั้ง แน่ชัด มีรสชาติบางอย่างที่แตกต่างออกไป และรสชาตินั้นต้องมาจากคอมบุ สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่ง

อิเคดะลุกออกจากโต๊ะ หยิบสมุดบันทึกจากโต๊ะทำงาน เขาเขียนบันทึกลงไปว่า พบรสชาติที่แตกต่างในคอมบุ ควรเริ่มต้นวิจัยนับแต่พรุ่งนี้เลย

ปีนั้นเป็นปี ค.ศ.1907 ปีนั้นเป็นปีที่อิเคดะกำลังมุ่งหน้าไปสู่การค้นพบ “อูมามิ”

 

ไกลออกไปในคาบสมุทรเลียวตง ชินจิ นากามูระ นายทหารประจำกองทัพพระจักรพรรดิในเกาหลีกำลังพักผ่อน หลังจากปราบปรามการลุกขึ้นก่อการกบฏของพวกไร้ฝีมือชาวเกาหลีในเดือนก่อน

เขารู้สึกว่าควรหาเวลาว่างให้กับตนเองอย่างจริงจัง การมาประจำการอยู่ที่นี่ทำให้เขาเสพติดสิ่งที่เป็นของหมักดอง กิมจิเป็นสิ่งที่เขาโปรดปรานนับแต่แรก และหลังจากได้ลิ้มรสมันครั้งแล้วครั้งเล่าเขาก็เริ่มต้นหมักกิมจิไว้ทานด้วยตนเอง

โรงหมักกิมจิของเขาตั้งอยู่ด้านหลังของค่ายทหาร ภายใต้โรงนาขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงเพื่อการณ์นี้ ชินจิจะเดินสำรวจทุกเช้าและเย็นไปตามไหที่อัดแน่นไปด้วยกระหล่ำปลีสีขาวที่บัดนี้มีสีแดงเรื่อๆ เขาเปิดไหนั้นไหนี้ขึ้นชิม แต่ละไหใช้กะหล่ำปลีจากต่างถิ่นกัน แต่ละไหใช้เกลือจากต่างสถานที่กัน

เขาพบว่าความแตกต่างขององค์ประกอบให้รสเปรี้ยวที่ต่างกันอย่างรู้สึกได้ การศึกษาวิชาทหารในฝรั่งเศสทำให้เขาติดนิสัยชิมรสกิมจิไม่ต่างจากไวน์ เขาอมกิมจิไว้ในปากก่อนจะเคี้ยวมันอย่างรวดเร็ว เมื่อได้รส เขาจะถ่มส่วนที่เหลือลงพื้นไม่ต่างจากการบ้วนไวน์หลังการชิม ถัดจากนั้นเขาจะจิบน้ำชาให้ลิ้นได้รับรู้รสฝาดเฝื่อนก่อนจะชิมกิมจิไหถัดไป

ช่วงเวลาของการชิมผลิตผลจากฝีมือของเขาเป็นช่วงเวลาแสนหฤหรรษ์

นายทหารบางคนอาจหาความเพลิดเพลินจากการตระเวนไปตามซ่องน้ำโลมที่ตั้งอยู่มากมายในเมือง การใกล้สิ้นสุดของยุคโจซอนทำให้หญิงสาวเกาหลีจำนวนมากหันมาทำอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หลายคนหน้าตาดีอย่างไม่น่าเชื่อ แต่กระนั้นเรื่องราวเหล่านี้ก็หาได้ดึงดูดความสนใจของชินจิไม่ หากอวัยวะรับรู้รสของความสุขในหนุ่มคนอื่นอยู่ที่อวัยวะเพศ

สำหรับชินจิแล้วลิ้นของเขาก็ทำหน้าที่ที่ว่านั้นแทน

ชินจิไม่เคยร่วมเพศโดยการใช้อวัยวะส่วนอื่นนอกจากลิ้น และด้วยเหตุนี้เองที่เขาพบว่าการใช้ลิ้นชิมอาหารให้ความสุขมากกว่าการใช้ลิ้นกับส่วนอื่นของสตรีนางใด

 

ครอบครัวของชินจิ นากามูระ เป็นครอบครัวเล็กๆ จากไซตามะ พ่อของเขาเป็นช่างทำพู่กันจากหางม้า

ในขณะที่แม่มาจากครอบครัวชาวนา กระนั้นการเป็นลูกคนเดียวทำให้เขาได้รับอาหารที่ครบถ้วนนับแต่วัยเด็ก

อาจกล่าวได้ว่าแม้ว่าจะมีความอดอยากเกิดขึ้นในบางครั้งกับชุมชนแต่ครอบครัวของเขาไม่เคยมีคำนั้นเลย

สามมื้ออาหารของครอบครัวนากามูระมีอาหารที่เพียงพอ

ความประณีตของพ่อ ความมุ่งมั่นของแม่ทำให้ครอบครัวของเขาผสานสองสิ่งเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต การงาน อาชีพหรือแม้แต่เรื่องราวของอาหาร

ลิ้นของชินจิพัฒนาจากจุดนั้นและก่อนอายุสิบขวบเขาก็พบว่าตนเองหลงใหลในอาหารมากกว่าสิ่งใด ที่โรงเรียน ในมื้อกลางวัน ชินจิจะขอแลกอาหารกล่องของเขากับเพื่อน

แน่นอนทุกคนปรารถนาอยากกินอาหารของเขาในขณะที่เขากลับอยากลิ้มรสอาหารของคนอื่น เพียงเวลาไม่นานนัก เขาก็สามารถแยกรสของข้าวที่มาจากแต่ละถิ่นผ่านทางอาหารของเพื่อน

ไม่นานนักเขาก็สามารถแยกรสของแตงกวาที่ปลูกในดินคนละชนิดจากอาหารของเพื่อน

ไม่นานนักเขาก็สามารถแยกรสของปลาจากต่างแม่น้ำผ่านทางอาหารของเพื่อน

และในวันหนึ่ง ชินจิ นากามูระ ก็ได้ใช้พรสวรรค์ด้านการชิมและคุณสมบัติอันพิเศษจากลิ้นของเขาแนะนำเจ้าของร้านอาหารที่ครอบครัวของเขาไปกินเป็นประจำ

เขาบอกให้เจ้าของร้านเติมเกลือลงไปในซุปหอยลายกับสาเกเพียงครึ่งนิ้วก้อย รสชาติของซุปดีขึ้นอย่างอัศจรรย์

หลังจากนั้นทุกครั้งที่ชินจิเดินผ่านร้านแห่งนั้น ผู้เป็นเจ้าของร้านจะออกมาโบกมือทักทายเขาเสมอ

นับแต่วันนั้น ชินจิก็ตระหนักว่าในโลกของอาหาร เราทั้งผองคือพี่น้องกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...