โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

How to จัดการความสัมพันธ์ เมื่อครอบครัวนั้นคุยเรื่องการเมือง ! - เพจวันนี้ชั้นติ่งอะไร

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 18.03 น. • เพจวันนี้ชั้นติ่งอะไร

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังร้อนแรงในตอนนี้ หลายบ้านเจอปัญหาใหญ่ เมื่อสมาชิกครอบครัวแต่ละคน บ้างต่างสถานะ บ้างต่างวัย มีแนวคิดทางการเมืองที่ไม่เพียงไม่คล้าย แต่อยู่ขั้วตรงข้ามกัน

นำไปสู่ความตึงเครียด หรือแม้แต่การทะเลาะกันภายใน 

“บ้าน” ซึ่งควรเป็นที่พักใจ จึงกลายเป็นสมรภูมิไปในบัดดล

ความจริงแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยค่ะ แต่พบเจอได้รอบโลก ที่ร้อนแรงสุดๆคงหนีไม่พ้นสหรัฐอเมริกา ยิ่งใกล้เลือกตั้งก็ยิ่งร้อนดั่งไฟ เมื่อพ่อแม่คนขาวรักทรัมป์สุดใจ ขณะลูกวัยรุ่นรุ่นใหม่ ก็มองว่าทรัมป์เป็นพิษภัยต่อนานาประเทศทั่วโลก 

ทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจ! ทำไมพ่อแม่ถึงดูแต่ FOX ไม่ดูช่องอื่นบ้าง !! 

ขณะที่พ่อแม่ก็มองว่าลูกโดนล้างสมอง ทำไมไม่มองว่าปัญหาคนดั้งเดิมเสียสิทธิ์ ปัญหาคนอพยพเข้าเมือง มันยิ่งทำให้ประเทศเสื่อมลงไป ! ใฝ่หาแต่เสรีภาพอยู่ได้ไม่เข้าใจชีวิตสักนิด !!

เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาจริง ๆ จัง ๆ ที่มีนักจิตวิทยาและแพทย์ผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ความเห็นกันมาก

เราจะมาค่อย ๆ ดูกันไปค่ะ

credit: People vector created by pch.vector - www.freepik.com

อันดับแรก เราต้องเข้าใจก่อนว่า “ครอบครัว” มีสถานะที่พิเศษกว่าความสัมพันธ์อื่น

หากเป็นเพื่อนกัน เมื่อเห็นไม่ตรงกัน เราอาจตัดสัมพันธ์หรือถอยห่างชั่วขณะ เรียกได้ว่าเลือกคบเลือกข้างตามความสบายใจ

แต่กับครอบครัวนั้นไม่ใช่

เพราะครอบครัวเป็นสิ่งที่ “เลือกไม่ได้” 

เราไม่สามารถเลือกให้ใครมาเกิดเป็นลูกหลานเราได้ เช่นกันไม่สามารถเลือกไปเกิดกับบ้านไหนได้ พูดแบบโหดvๆ ครอบครัวต้องอยู่ร่วมกันตลอดไป ไม่ว่าจะเห็นหรือต่างกันในเรื่องใดก็ตามที

นั่นทำให้วิธีจัดการความสัมพันธ์ในครอบครัวแตกต่างจากความสัมพันธ์อื่น

ฉะนั้นแม้สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ และแม้การแสดงออกจะอิสระมากเพียงใด นักจิตวิทยาก็ยังแนะนำให้ “หลีกเลี่ยงการปะทะ” ในหัวข้อการเมืองภายในครอบครัวอยู่ดี

ใน Quora (คล้ายพันทิปแต่ใหญ่ระดับโลก) มีผู้ใช้งานทั้งระดับทั่วไปและระดับนักจิตวิทยา แนะนำวิธีการน่าสนใจ บางบ้านถึงขั้นออกกฎห้ามพูดคุยเรื่องการเมือง บางบ้านเลื่อนวันนัดรวมญาติออกไป ทั้งฝ่ายเด็กฝ่ายผู้ใหญ่ไม่ยกเว้น เรียกว่าทำกันจริงจังเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว

แต่การหลีกเลี่ยงอาจไม่ใช่ทางแก้ที่เป็นไปได้เสมอไป หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเปิดประเด็นสนทนาขึ้นอย่างชัดเจน

คำแนะนำถัดมาจึงเป็นว่า “ให้เรียนรู้จากคู่สนทนา มากกว่าคิดเปลี่ยนแปลง” 

อันที่จริงไม่ว่าคู่สนทนาจะเป็นใคร เป็นพ่อ เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นครูใหญ่ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของเขาจากภายใน ได้ด้วยการสนทนาเพียงครั้งเดียว

นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับค่ะ

เพราะฉะนั้น การอธิบายความเห็นทางการเมืองให้คนในครอบครัวที่อยู่ขั้วตรงข้ามฟัง จึงไม่เคยจบด้วยการเปลี่ยนความเห็นเขาให้มาเป็นเหมือนเราได้

แถมบรรยากาศภายในครอบครัวอาจยิ่งเลวร้าย หากเราพยายามจะเปลี่ยนคนตรงหน้าให้ได้ ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม

การสนทนาเรื่องการเมืองในครอบครัว หากจำต้องเกิดขึ้น ก็ควรเป็นไปเพียงเพื่อแสดงความเห็นและเรียนรู้ซึ่งกันและกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากเนื้อหาที่คุยเผยให้เห็นด้านมืดของฝ่ายตรงข้าม ที่เรานั้นไม่อาจรับได้อีกต่อไป เช่น ลุงเกลียดม็อบและดีใจที่เห็นพวกนี้โดนฉีดแก๊ซน้ำตาใส่ พร้อมแช่งให้ไปตาย เช่นนั้นเป็นความคิดที่ผิดด้วยหลักสากลทั่วไป และเราไม่อาจนิ่งเฉยอีกแล้ว

คำแนะนำก็คือเราควร “แสดงความไม่เห็นด้วย” อย่างชัดเจน แต่ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับรูปแบบของครอบครัว

ข้อนี้พูดง่ายแต่ทำยาก ตัวอย่างเช่น เราคงไม่สามารถทุ่มเถียงกับญาติผู้ใหญ่เช่นคุณลุงได้ อาจใช้วิธีตัดจบ เช่น บอกลุงว่าเรื่องนี้มีประเด็นอ่อนไหว ไม่ควรคุยในครอบครัวอีก ซึ่งด้านหนึ่งบ่งชัดว่าเราไม่เห็นด้วย อีกด้านก็ช่วยตัดการสนทนาไม่ให้รุนแรงเกินไป

โดยรวม รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเลี่ยง รู้ว่าควรคุยอย่างไร รู้ว่าควรตัดจบเมื่อไหร่ คือหัวใจสำคัญนั่นเอง

นี่ก็คือคำแนะนำที่พบได้ทั่วไป ในยุคสมัยที่การเมืองร้อนแรง

ทว่า 

บางครั้งเรื่องราวก็มิได้ง่ายดายปานนั้น

▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪ 

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีคุณยายท่านหนึ่ง มาพบแพทย์ด้วยว่าคิดฆ่าตัวตาย สาเหตุจากพบว่าหลานรักในไส้ สนับสนุนการปฏิรูปกษัตริย์

เมื่อสอบถาม คุณยายรู้สึกผิดหวัง ด้วยว่าเลี้ยงหลานมาด้วยความรัก และเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์ หวังให้หลานจงรักภักดีตลอดไป

แกจึงผิดหวังที่ “ไม่อาจเลี้ยงหลานให้โตมาดังใจ” ทั้งยังรู้สึกผิดที่หลานทำสิ่งที่แกมองว่าหนักแผ่นดินขึ้นมา

ข้างหลานเองก็ย่อยยับไม่แพ้กัน คิดฆ่าตัวตายหนีหน้า สาเหตุว่ายายที่ตนรักและบูชา “ไม่เข้าใจว่าตนกำลังทำสิ่งใด” ด้วยตนไม่เคยคิดล้มเจ้า ไม่เคยชังชาติ เพียงอยากเห็นอนาคตเดินไปตามทางที่ตนหวังไว้ 

ยิ่งเมื่อโดนยายที่ตนเคารพรักยิ่งกว่าพ่อแม่ตัดเยื่อใย จิตใจจึงพังทลาย ไม่อาจอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว

แรกฟังเรื่องราวเหล่านี้ เราทอดถอนใจ ว่าประเทศไทยเดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว แต่พอลองมองย้อนดู กลับเห็นเรื่องราวบางอย่าง ที่ซุกซ่อนจนเกือบมองผ่าน ทั้งที่คือใจความแท้จริงภายใน

ยายหลานคู่นี้ไม่ได้คิดฆ่าตัวตาย เพียงเพราะแนวคิดทางการเมืองต่างกัน

แต่สิ่งที่ไล่ทั้งคู่ให้จนมุมเช่นนั้น กลับเป็น “ความสัมพันธ์” ที่มีให้กันโดยเฉพาะนั้นเอง

นั่นคือสำหรับครอบครัวแล้ว ความเห็นต่างทางการเมือง อาจเป็นเพียงชนวนเหตุหนึ่งเท่านั้น แก่นแท้ของปัญหา ยังคงเป็นความสัมพันธ์ ของคนในครอบครัวเดียวกัน ที่ต่างด้วยวัย, ฐานะ, และแนวคิดนั่นเอง

▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪

แต่แล้วเราจะจัดการปัญหานี้อย่างไร

ในทางการแพทย์แล้ว เราอาจต้องมองย้อนดูว่า ตัวเราเองแท้จริงรู้สึกนึกคิดอย่างไร

พ่อแม่ลูกโกรธกันเรื่องการเมือง คิดอยากพูดคุยให้มันรู้เรื่องกันไป ลงท้ายทุ่มเถียงมากมาย จบด้วยครอบครัวร้าวฉานแตกแยกขึ้นทุกที

หากลองหยุดคิดแล้วพิจารณา ตอนนี้ตัวเราอารมณ์ใจคอเป็นอย่างไร โกรธ โมโห ผิดหวัง น้อยใจ เช่นนั้นพักก่อนให้สบาย เย็นลงแล้วค่อยคิดอีกที

เมื่ออารมณ์เริ่มผ่อน ลองคิดถึงจุดถัดมา ที่เราอยากปะทะกับอีกฝ่ายดังว่า ทำไปด้วยเป้าหมายอะไร

เราอยากเอาชนะ สั่งสอนเด็กเหลือขอให้ยอมรับพ่อคนนี้ที่เลี้ยงมาใช่หรือไม่ หรืออยากให้ลูกเปิดใจ เห็นความดีงามของสถาบัน และประวัติศาสตร์อันเรืองรอง

ข้างลูกที่แท้เพียงอยากเอาชนะพ่อ หรืออยากพิสูจน์ตัวเองว่าดีพอ หรืออยากให้ประเทศไทยก้าวหน้า และเดินต่อไปสู่อนาคตอย่างสง่างาม

เมื่อเราเห็นเป้าหมายชัด ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เราคิดทำจะนำเราไปสู่เป้าหมายนั้น หรือทิศทางตรงกันข้าม

ไม่จำเป็นต้องหาว่าฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูก เพียงลองตั้งคำถาม สะท้อนความว่าตัวเรานั้นรู้สึกนึกคิด และมีเป้าหมายอย่างไร

แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละครอบครัวมีบริบทแตกต่างกันไป ขอเพียงลองหยุดแล้วมองกลับไป คำตอบที่เราอยากได้ อยู่ตรงนั้นนั่นเอง

▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪

ว่ากันว่าความเชื่อในเรื่องลัทธิการเมือง ซึ่งรวมถึงชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นความเชื่อที่ขึ้นถึงระดับศรัทธา เราไม่อาจเปลี่ยนความคิดใครได้ง่าย ๆ

ขณะเดียวกันความรักความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้น ก็ซับซ้อนกว่าตาเห็น และหลายครั้งแม้หัวใจก็ไม่เข้าใจ

การถกเถียงเรื่องดังกล่าวกับครอบครัวคนใน จึงคล้ายนำสิ่งที่อ่อนไหว ไปกระเทาะกับสิ่งที่บอบบาง 

การสื่อสารจึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง ด้วยสติที่เท่าทันตัวเอง และด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง โดยมีความรักและหวังดีต่อกันเป็นที่ตั้งนั่นเอง

ขอให้ทุกครอบครัวผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างดีและสวยงามค่ะ

▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪

อ้างอิง

1,2

ขอขอบพระคุณ จิตแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

ติดตามบทความใหม่ ๆ จากเพจวันนี้ชั้นติ่งอะไรได้ทุกวันอังคารที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน บน LINE TODAY และหากสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่เพจวันนี้ชั้นติ่งอะไร 

 

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...