50นักลงทุนจีนจัดทัพบุกอยุธยาธ.ค.นี้ ส.อ.ท.เล็งโชว์ทำเลฮับวัตถุดิบ-ไฮสปีดเชื่อมอีอีซี
50 นักลงทุนจีนแห่ลงสำรวจพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอยุธยา ส.อ.ท.ชูจุดขายทำเลทอง-แหล่งวัตถุดิบ โลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐาน ดันอยุธยาโตคู่อีอีซี
นายสมหวัง ถุงสุวรรณ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ จะมีนักธุรกิจจีนจำนวนราว 50 คน เดินทางเข้ามาขอเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสำรวจพื้นที่ในการลงทุน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการจัดงานมหกรรมยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก โดยนักธุรกิจจีนกลุ่มนี้เดินทางมากับนักท่องเที่ยวจีนอีก 50 คน ซึ่งเป็นแขกของผู้ว่าราชการจังหวัด ถือได้ว่าเป็นการดึงดูดทั้งนักลงทุน และนักท่องเที่ยว
โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2561 จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีโรงงานจำนวน 2,756 แห่ง แบ่งเป็นโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม 259 แห่ง โรงงานในเขตประกอบการอุตสาหกรรม 349 แห่ง โรงงานนอกเขตนิคมและนอกเขตประกอบการ 2,148 แห่ง
ทั้งนี้ ทิศทางการลงทุนด้านอุตสาหกรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมานับ 10 ปีนั้น เป็นฐานผลิตใหญ่ของอุตสาหกรรมจากประเทศญี่ปุ่น แต่จากนี้ไปนักลงทุนจากประเทศจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
โดยปัจจุบันมีหลายมณฑลจากประเทศจีนพยายามที่จะเชื่อมโยงกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ เส้นทางสายไหม หรือ One Belt One Road ซึ่งต้องเชื่อมโยงพื้นที่ไปจนถึงแหลมมลายู และเส้นทางนั้นจำเป็นต้องวิ่งผ่านประเทศไทย
“ก่อนหน้านี้กลุ่มทุนจากประเทศจีนได้เข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของไทย โดยมีการลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา และวิทยาลัยเทคโนโลยีไทยอโยธยาบริหารธุรกิจ เพื่อผลิตบุคลากรในการเรียนวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางรถไฟฟ้าความเร็วสูง โดยมีการสนับสนุนและผลักดันให้มีการศึกษาต่อในระบบหุ่นยนต์” นายสมหวังกล่าว
ปรับบทบาทสู่เกษตรอุตสาหกรรม
นายสมหวังกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัดปีนี้เทียบกับปีที่ผ่านขยายตัวราว 3% แม้จะไม่มาก ไม่หวือหวา แต่ยังไม่หดตัวลง ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่มีอยู่ปัจจุบันในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอัตราส่วนเพียง 3% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งยังสามารถเพิ่มเติมได้หากมีการปรับผังเมือง แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะหากเพิ่มมากเกินไปจะกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวได้
นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยกันในสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ในกลุ่ม 16 จังหวัดภาคกลางว่า ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีแนวทางจะปรับบทบาทของจังหวัดสู่การเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ผ่านการนำเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมาพัฒนาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต เช่น การแปรรูป การเก็บกัก รวมถึงบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เกิดมูลค่า โดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเองพยายามผลักดันให้เกิดการทำเกษตรอุตสาหกรรมผ่านการพูดคุยกับนักลงทุนรายใหม่ ๆ ที่สนใจเข้ามาในพื้นที่ รวมไปถึงนักลงทุนจีนที่สนใจในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเองเช่นกัน
เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมทั้งหมด ภาคการเกษตรแม้จะมีพื้นที่เกินกว่า 50% ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่หากเทียบในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ยังอยู่ในอัตราส่วนที่น้อยมาก โดยปัจจุบันอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ 1.อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 175,000 ล้านบาท 2.เครื่องจักรกล 55,000 ล้านบาท 3.เครื่องมืออุปกรณ์ขนส่ง 47,500 ล้านบาท 4.อุตสาหกรรมอาหาร 25,000 ล้านบาท 5.แปรรูปโลหะ 20,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2561-2562 จะมีการขยายตัว
อุตสาหกรรมเชื่อมอีอีซี
ในการปรับตัวรับกับแนวนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นั้น นายสมหวังมีความเห็นว่าการได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษอาจดึงดูดให้นักลงทุนไปทำธุรกิจในอีอีซี
ซึ่งเป็นนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจหลักของรัฐบาล แต่ทำเลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงเป็นต่อ เพราะเป็นฐานการผลิตเดิม รวมถึงอยู่ใจกลางประเทศ หากสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเรื่องการบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดเหตุอุทกภัยเหมือนปี 2554 ได้ ทั้งการขยายการลงทุน หรือการเข้ามาของนักลงทุนรายใหม่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาล้วนเป็นไปได้
นอกจากนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังเป็นเมืองด้านการศึกษา ที่มีทั้งมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยเทคนิค ที่จะผลิตแรงงานตอบสนองต่อภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการเป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งที่อยู่อาศัยตอบสนองอีอีซีได้ เพราะมีโครงการรถไฟความเร็วสูง ทั้งกรุงเทพฯ-บ้านภาชี และกรุงเทพฯ-นครราชสีมาวิ่งผ่าน จะทำให้การเดินทางใช้เวลาน้อยลง
โครงสร้างพื้นฐานหนุนโลจิสติกส์
ในขณะที่ นายอธิษฐ์ พุ่มเข็ม รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ส่วนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะมาตั้งในประเทศไทยนั้นยังมีความจำเป็นในการเลือกทำเลอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ทำให้อยุธยามีโอกาสเป็นอีกหนึ่งเขตอุตสาหกรรมที่จะเติบโตขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกับอีอีซี รวมไปถึงมีระบบสาธารณูปโภคที่ดี เช่น น้ำ ที่มีแหล่งน้ำสำรองใต้ดินอย่างน้ำบาดาล รวมไปถึงจุดรวมของแม่น้ำสายต่าง ๆ เป็นทำเลสำคัญของการทำธุรกิจ โดยในอนาคตถ้าการขนส่งแข็งแรงขึ้น ทั้งรถไฟฟ้า และมอเตอร์เวย์ อาจลดค่าใช้จ่ายของระบบโลจิสติกส์จาก 15% เหลือเพียง 12% ทำให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถมีบทบาทเป็นพาร์ตเนอร์ในการเชื่อมโยงสินค้าร่วมกับอีอีซี
“จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลาง (hub) และสถานีที่สามารถกระจายสินค้าได้ เหมือนที่อำเภอวังน้อยเป็นฮับของหลาย ๆ ธุรกิจ ทั้งบิ๊กซี โลตัส เนื่องจากระบบโลจิสติกส์ที่ดีทำให้ควบคุมต้นทุนการขนส่งได้ รวมถึงอยู่ใกล้กับตลาดไท สามารถกระจายวัตถุดิบทางการเกษตรเข้าไปสู่ตัวเมือง ที่รถใหญ่วิ่งไม่ได้” นายอธิษฐ์กล่าว
รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานเองก็สอดรับกับโซนภาคตะวันออก เช่น บางปะอิน-โคราช บางปะอิน-นครสวรรค์ และทางด่วนอุดรรัถยาเชื่อมไปยังบางปะหัน รถไฟสายสีแดงจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ไปสิ้นสุดบริเวณบ้านภาชี โครงการรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผ่านพระนครศรีอยุธยา รวมไปถึงทางด่วนโทลล์เวย์รังสิตที่สิ้นสุดบริเวณสามแยกบางปะอิน ทำให้วงแหวนรอบ 2 ตะวันออก-ตะวันตกเชื่อมโยง อีกทั้งมีวงแหวนรอบ 3 บริเวณลาดบัวหลวง-บางปะอิน สามารถเชื่อมโยงถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ