“Al Saray” พาชิม 8 เมนูสุดกลมกล่อม จากร้านอาหารเลบานีส-อินเดียต้นตำรับ
ชี้เป้า 8 เมนูอาหารเลบานีส-อินเดียต้นตำรับ กับรสชาติที่ลงตัวระหว่างความสดชื่นและความเข้มข้นของเครื่องเทศ ในบรรยากาศคลาสสิก ที่ “Al Saray” สีลม
แซนด์มีคติประจำใจหนึ่งประการว่า เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกเบื่อกับอาหารแบบเดิม ๆ หมายความนั่นคือเวลาของการลองรสชาติใหม่ ๆ ค่ะ! หลังหักคุกกี้เสี่ยงทายออกดัง เป๊าะ! ชื่อ “เลบานีส” ที่ปรากฏอยู่กลางคุกกี้ก็แทบจะพัดเอาความเบื่อของแซนด์หายไปหมดเลย เอาล่ะทุกคน! ได้เวลาของอาหารเลบานีสกันแล้วค่า~
ความจริงแล้วโจทย์ “อาหารเลบานีส” นี่ก็เป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร แต่ย่อมไม่ยากเกินไปสำหรับคนหิวค่ะ! หลังจากค้นหาอยู่สักพัก แซนด์ก็ปักธงเรียบร้อยแล้วว่า ร้านที่แซนด์จะพาตัวเองและทุกคนไปทัวร์ในวันนี้ คือร้าน Al Saray (อัลซาราย) ร้านอาหารเลบานีส - อินเดีย ชื่อดังย่านสีลมนั่นเอง! ตามแซนด์มาให้ไวเลย!
ความรู้สึกแรกหลังก้าวเข้ามาในร้านคือประทับใจค่ะ เพราะร้านสวยมาก~ ตัวร้านตกแต่งในสไตล์ตะวันออกกลาง เน้นโทนสีขาวเรียบ ๆ แต่หรูหราและคงความคลาสสิกไว้อย่างเต็มเปี่ยม เป็นบรรยากาศที่เหมือนหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง จนลืมไปเลยว่าด้านหน้าร้านคือถนนสีลมแสนวุ่นวาย
เมนูอาหารของที่ร้านจะมีทั้งอาหารเลบานีสและอาหารอินเดียเลยค่ะ เชฟบอกว่าอาหารเลบานีสจะเน้นรสเปรี้ยว เพื่อให้รู้สึกสดชื่นเป็นหลัก ส่วนอาหารอินเดียจะรสชาติที่เข้มข้นของเครื่องเทศมากมาย พอนำอาหารทั้งสองประเภทมากินร่วมกัน จึงเกิดเป็นความลงตัวของรสชาติที่น่าสนใจมาก ๆ นั่นเอง เห็นเชฟเชียร์ขนาดนี้ แซนด์ก็สั่งมาลองให้เต็มที่ไปเลยแล้วกัน!
เริ่มกันที่เมนู Appetizer ในสไตล์เลบานีสกันก่อน “Hummus” (140.-) เมนู Signature ประจำเลบานอน ประหนึ่งต้มยำกุ้งของไทย เรียกได้ว่า ไปร้านอาหารเลบานีสที่ไหน ก็ต้องมีเมนูนี้! ตัวฮัมมูสนี้จะทำจากถั่วลูกไก่ และน้ำมะนาวค่ะ ส่วนรสชาติก็จะออกหวานมันเค็ม ผสมกับความเปรี้ยวนิด ๆ รสสัมผัสจะคล้าย ๆ มูส ออกครีมมี ๆ โดดเด่นที่ความมันจากถั่วค่ะ
Appetizer ตัวต่อไป คือ “Baba Ganouj” (160.-) เมนูเปรี้ยวหวานที่มีตัวเอกเป็นมะเขือม่วงรมควัน เชฟจะนำเอามะเขือม่วงมาสับ ผสมกับหัวหอม มะเขือเทศและทับทิม ส่วนตัวซอสจะทำจากทับทิมเลบานอนนำไปต้มกับคาราเมลและน้ำตาล จนได้ซอสรสเปรี้ยวหวาน เมื่อกินรวมกัน ก็จะได้เป็นสัมผัสนุ่ม ๆ กับความเปรี้ยวที่นำเด่นมาแต่ไกล ตามด้วยความหวานที่ปลายลิ้น และกลิ่นไหม้นิด ๆ ของคาราเมล สดชื่นอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ! เชฟแอบกระซิบมาด้วยว่า นางเอกของเมนูนี้ ก็คือทับทิมเลบานอนที่แหละ เพราะทับทิมจากเลบานอนจะให้รสเปรี้ยว ต่างจากทับทิมไทยที่ให้รสค่อนข้างหวานค่ะ รสเปรี้ยวที่ได้จึงมาจากทับทิมเลบานอนเน้น ๆ เลย
ตามด้วย “Fattouch” (140.-) สลัดผักสดในสไตล์เลบานีส ที่โดดเด่นด้วยรสเปรี้ยวจากเลมอนและ Sumac Powder เครื่องเทศยอดนิยมของชาวตะวันออกกลาง ราดด้วยซอสทับทิม และตบท้ายด้วยความกรุบกรอบของขนมปังเลบานอนอบกรอบ รสชาติของเมนูนี้ที่ทำให้เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวไทยทั้งหลาย ก็เพราะรสเปรี้ยวเน้น ๆ นี่แหละค่ะ กินแค่คำเดียวก็สดชื่นไปทั้งวัน!
ต่อกันที่ “Vine Leaves” (180.-) เมนูจากใบองุ่นดอง สอดไส้ด้วยข้าว หัวหอม ผักชีฝรั่ง และมะเขือเทศ จากนั้นจึงโรลล์ให้แน่นแล้วนำไปต้มกับน้ำสต็อกผักและน้ำเลมอน เมนูนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในแถบเมดิเตอร์เรเนียนเลยค่ะ จะเสิร์ฟร้อนหรือเสิร์ฟเย็นก็ได้ รวมถึงไส้ด้านในที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ทางร้านจะนิยมนำมาทำในสไตล์วีแกน แล้วเสิร์ฟเย็น ๆ มากกว่า เพราะรสเปรี้ยวกับความเย็นจะช่วยให้คนกินสัมผัสถึงความสดชื่นได้มากกว่านั่นเอง
เข้าสู่เมนูเมนคอร์สกันบ้าง กับ “Extra Mix Grill Platter” (550.-) เมนูย่างบาร์บีคิวตามฉบับเลบานีส ที่รวบรวมเมนูแนะนำไว้ 6 อย่าง เริ่มจาก “Lamb Skewers” เนื้อแกะจากออสเตรเลียหั่นเต๋าหมักเกลือและพริกไทยดำ, “Shish Tawouk” เนื้อไก่หั่นเต๋าหมักโยเกิร์ตและน้ำส้มสายชูจากไวน์ขาว, “Lamb Kofta” และ “Chicken Kofta” เนื้อแกะและเนื้อไก่สับละเอียด หมักกับเครื่องเทศอาหรับ 7 ชนิด ตัวนี้จะเด่นที่กลิ่นหอมที่เข้มข้นสุด ๆ ไปเลย, “Lebanese Style Grilled Chicken” เนื้อไก่ย่างที่โดดเด่นด้วยความเปรี้ยวจาก Sumac Powder และตัวสุดท้าย “Riyash Ghanam” Lamb Shank จากออสเตรเลียหมักด้วยเกลือและพริกไทยดำเท่านั้น เพื่อให้ได้รสชาติที่แท้จริงของขาแกะ
ย้ายมาฝั่งอาหารอินเดียกันบ้าง “Lamb Rogan Josh” (350.-) เนื้อแกะไร้กระดูกในน้ำเกรวีมะเขือเทศ รสชาติของเมนูนี้จะเต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ และความหอมจัดจ้านของเครื่องเทศ คำว่า “Rogan” แปลว่าน้ำมันค่ะ เกิดจากการที่เชฟจะนำเอาเครื่องเทศไปผัดจนมีน้ำมันไหลออกมา แล้วจึงนำน้ำมันตรงนั้นมาปรุงต่อ จนได้เป็นแกงเนื้อแกะที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศเข้มข้นนี่แหละ ต่อด้วยเมนูสำหรับชาววีแกน “Dal Tadka” (160.-) เมนูมังสวิรัติขึ้นชื่อของอินเดีย ที่มีส่วนผสมหลักเป็นผักกาดหอม รสชาติจะเผ็ดเล็กน้อย แต่สามารถกินได้ในทุกมื้อเลย ไม่ว่าจะเป็นเช้า กลางวัน หรือเย็น : )
ปิดท้ายด้วย “Al Saray Biryani” (280.-) เมนูที่ดังที่สุดของทางร้าน ความจริงแล้ว Biryani ของทางร้านนั้นมีหลายอย่างมาก แต่ที่เด็ดที่สุด คือ Lamb Biryani หรือ ข้าวหมกแกะ นั่นเองค่ะ เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูขึ้นชื่อทางอินเดียตอนเหนือเลย ส่วนประกอบหลัก ๆ ก็จะมีข้าวบาสมาติ และเนื้อแกะหมักเครื่องเทศ คลุมด้านนอกด้วยแป้งนาน แล้วจึงนำไปอบในเตา
วิธีกินของเมนูนี้ คือให้ค่อย ๆ ตัดแป้งนานด้านบนออกค่ะ วินาทีที่เปิดออก กลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ถูกแป้งนานกักเก็บไว้จะพวยพุ่งออกมาให้เราได้สัมผัสเป็นอย่างแรกเลย ขอบอกว่าหอมมาก ๆ เป็นความหอมที่กลมกล่อมพอดี ไม่ได้รุนแรงจนเกินไปเลย จากนั้นจึงค่อยได้เวลาของการลิ้มลองรสชาติของข้าวด้านใน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เนื้อแกะนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ รสชาติกลมกล่อมแบบที่กินได้เรื่อย ๆ จนหมดไม่รู้ตัว สมกับที่เป็นเมนูแนะนำของที่ร้านจริง ๆ ไม่ควรพลาดทุกประการค่ะ!
เมนูของที่ Al Saray จะปรุงในสไตล์ออเทนติก หรือสไตล์ดั้งเดิมเน้น ๆ ค่ะ แบบว่าชาวเลบานีสกินกันรสไหน อาหารของที่ร้านก็ต้องมีรสที่ไม่ต่างกันนั่นเอง และถ้าเพื่อน ๆ สังเกตดี ๆ จะเห็นว่าเมนูของ Al Saray นั้นเสิร์ฟมาในจานที่ค่อนข้างใหญ่ นั่นเป็นเพราะชาวเลบานีสและชาวอินเดียนิยมกินแบบ Sharing หรือเน้นสั่งเมนูมาหลาย ๆ อย่าง เพื่อกินกันหลาย ๆ คนนั่นเอง ที่สำคัญคือ ทุกเมนูของที่ร้านเป็นเมนูฮาลาลค่ะ ชาวอิสลามคนไหนที่อยากมาลองก็ปัดความกังวลทิ้งไปได้เลย : )
การเดินทาง
ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารเลบานีส หรือร้านอาหารอินเดียในแบบต้นตำรับแท้ ๆ สามารถแวะมาที่ Al Saray (อัลซาราย) ทั้ง 2 สาขา คือ สาขาโรงพยาบาลกรุงเทพ (เปิดตั้งแต่ 09.00-22.00 น.) และสาขาสีลม (เปิดตั้งแต่ 11.00-24.00 น.) เลย แต่สำหรับวันนี้แซนด์มาที่ สาขาสีลม ค่ะ เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานี ศาลาแดง ทางออกประตู 4 ฝั่งซ้ายมือ แล้วเดินย้อนกลับมาทางร้าน Boots ประมาณ 100 เมตร เท่านั้นค่ะ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB : AlSarayBKK หรือโทร. 02-319-4388 (สาขาโรงพยาบาลกรุงเทพ), 02-234-4988 (สาขาสีลม)