โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“Al Saray” พาชิม 8 เมนูสุดกลมกล่อม จากร้านอาหารเลบานีส-อินเดียต้นตำรับ

Wongnai

เผยแพร่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 06.50 น.
ภาพไฮไลต์

ชี้เป้า 8 เมนูอาหารเลบานีส-อินเดียต้นตำรับ กับรสชาติที่ลงตัวระหว่างความสดชื่นและความเข้มข้นของเครื่องเทศ ในบรรยากาศคลาสสิก ที่ “Al Saray” สีลม

แซนด์มีคติประจำใจหนึ่งประการว่า เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกเบื่อกับอาหารแบบเดิม ๆ หมายความนั่นคือเวลาของการลองรสชาติใหม่ ๆ ค่ะ! หลังหักคุกกี้เสี่ยงทายออกดัง เป๊าะ! ชื่อ “เลบานีส” ที่ปรากฏอยู่กลางคุกกี้ก็แทบจะพัดเอาความเบื่อของแซนด์หายไปหมดเลย เอาล่ะทุกคน! ได้เวลาของอาหารเลบานีสกันแล้วค่า~

บรรยากาศภายในร้าน Al Saray สาขาสีลม

ความจริงแล้วโจทย์ “อาหารเลบานีส” นี่ก็เป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร แต่ย่อมไม่ยากเกินไปสำหรับคนหิวค่ะ! หลังจากค้นหาอยู่สักพัก แซนด์ก็ปักธงเรียบร้อยแล้วว่า ร้านที่แซนด์จะพาตัวเองและทุกคนไปทัวร์ในวันนี้ คือร้าน Al Saray (อัลซาราย) ร้านอาหารเลบานีส - อินเดีย ชื่อดังย่านสีลมนั่นเอง! ตามแซนด์มาให้ไวเลย!

ความรู้สึกแรกหลังก้าวเข้ามาในร้านคือประทับใจค่ะ เพราะร้านสวยมาก~ ตัวร้านตกแต่งในสไตล์ตะวันออกกลาง เน้นโทนสีขาวเรียบ ๆ แต่หรูหราและคงความคลาสสิกไว้อย่างเต็มเปี่ยม เป็นบรรยากาศที่เหมือนหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง จนลืมไปเลยว่าด้านหน้าร้านคือถนนสีลมแสนวุ่นวาย

ที่น่าแปลกใจ คือภายในร้านไม่มีกลิ่นเครื่องเทศค่ะ! จากที่คิดว่าร้านอาหารเลบานีส - อินเดีย แบบนี้จะต้องอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศเข้มข้นแน่ ๆ แต่ไม่ค่ะ ไม่มีเลย! ประทับใจสุด ๆ

เมนูอาหารของที่ร้านจะมีทั้งอาหารเลบานีสและอาหารอินเดียเลยค่ะ เชฟบอกว่าอาหารเลบานีสจะเน้นรสเปรี้ยว เพื่อให้รู้สึกสดชื่นเป็นหลัก ส่วนอาหารอินเดียจะรสชาติที่เข้มข้นของเครื่องเทศมากมาย พอนำอาหารทั้งสองประเภทมากินร่วมกัน จึงเกิดเป็นความลงตัวของรสชาติที่น่าสนใจมาก ๆ นั่นเอง เห็นเชฟเชียร์ขนาดนี้ แซนด์ก็สั่งมาลองให้เต็มที่ไปเลยแล้วกัน!

เริ่มกันที่เมนู Appetizer ในสไตล์เลบานีสกันก่อน “Hummus” (140.-) เมนู Signature ประจำเลบานอน ประหนึ่งต้มยำกุ้งของไทย เรียกได้ว่า ไปร้านอาหารเลบานีสที่ไหน ก็ต้องมีเมนูนี้! ตัวฮัมมูสนี้จะทำจากถั่วลูกไก่ และน้ำมะนาวค่ะ ส่วนรสชาติก็จะออกหวานมันเค็ม ผสมกับความเปรี้ยวนิด ๆ รสสัมผัสจะคล้าย ๆ มูส ออกครีมมี ๆ โดดเด่นที่ความมันจากถั่วค่ะ

“Hummus”

Appetizer ตัวต่อไป คือ “Baba Ganouj” (160.-) เมนูเปรี้ยวหวานที่มีตัวเอกเป็นมะเขือม่วงรมควัน เชฟจะนำเอามะเขือม่วงมาสับ ผสมกับหัวหอม มะเขือเทศและทับทิม ส่วนตัวซอสจะทำจากทับทิมเลบานอนนำไปต้มกับคาราเมลและน้ำตาล จนได้ซอสรสเปรี้ยวหวาน เมื่อกินรวมกัน ก็จะได้เป็นสัมผัสนุ่ม ๆ กับความเปรี้ยวที่นำเด่นมาแต่ไกล ตามด้วยความหวานที่ปลายลิ้น และกลิ่นไหม้นิด ๆ ของคาราเมล สดชื่นอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ! เชฟแอบกระซิบมาด้วยว่า นางเอกของเมนูนี้ ก็คือทับทิมเลบานอนที่แหละ เพราะทับทิมจากเลบานอนจะให้รสเปรี้ยว ต่างจากทับทิมไทยที่ให้รสค่อนข้างหวานค่ะ รสเปรี้ยวที่ได้จึงมาจากทับทิมเลบานอนเน้น ๆ เลย

“Baba Ganouj”

ตามด้วย “Fattouch” (140.-) สลัดผักสดในสไตล์เลบานีส ที่โดดเด่นด้วยรสเปรี้ยวจากเลมอนและ Sumac Powder เครื่องเทศยอดนิยมของชาวตะวันออกกลาง ราดด้วยซอสทับทิม และตบท้ายด้วยความกรุบกรอบของขนมปังเลบานอนอบกรอบ รสชาติของเมนูนี้ที่ทำให้เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวไทยทั้งหลาย ก็เพราะรสเปรี้ยวเน้น ๆ นี่แหละค่ะ กินแค่คำเดียวก็สดชื่นไปทั้งวัน!

“Fattouch”

ต่อกันที่ “Vine Leaves” (180.-) เมนูจากใบองุ่นดอง สอดไส้ด้วยข้าว หัวหอม ผักชีฝรั่ง และมะเขือเทศ จากนั้นจึงโรลล์ให้แน่นแล้วนำไปต้มกับน้ำสต็อกผักและน้ำเลมอน เมนูนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมในแถบเมดิเตอร์เรเนียนเลยค่ะ จะเสิร์ฟร้อนหรือเสิร์ฟเย็นก็ได้ รวมถึงไส้ด้านในที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ทางร้านจะนิยมนำมาทำในสไตล์วีแกน แล้วเสิร์ฟเย็น ๆ มากกว่า เพราะรสเปรี้ยวกับความเย็นจะช่วยให้คนกินสัมผัสถึงความสดชื่นได้มากกว่านั่นเอง

“Vine Leaves”

เข้าสู่เมนูเมนคอร์สกันบ้าง กับ “Extra Mix Grill Platter” (550.-) เมนูย่างบาร์บีคิวตามฉบับเลบานีส ที่รวบรวมเมนูแนะนำไว้ 6 อย่าง เริ่มจาก “Lamb Skewers” เนื้อแกะจากออสเตรเลียหั่นเต๋าหมักเกลือและพริกไทยดำ, “Shish Tawouk” เนื้อไก่หั่นเต๋าหมักโยเกิร์ตและน้ำส้มสายชูจากไวน์ขาว, “Lamb Kofta” และ “Chicken Kofta” เนื้อแกะและเนื้อไก่สับละเอียด หมักกับเครื่องเทศอาหรับ 7 ชนิด ตัวนี้จะเด่นที่กลิ่นหอมที่เข้มข้นสุด ๆ ไปเลย, “Lebanese Style Grilled Chicken” เนื้อไก่ย่างที่โดดเด่นด้วยความเปรี้ยวจาก Sumac Powder และตัวสุดท้าย “Riyash Ghanam” Lamb Shank จากออสเตรเลียหมักด้วยเกลือและพริกไทยดำเท่านั้น เพื่อให้ได้รสชาติที่แท้จริงของขาแกะ

จานใหญ่แบบนี้ ก็ต้อง Sharing กันหน่อยค่ะ  : )

ย้ายมาฝั่งอาหารอินเดียกันบ้าง “Lamb Rogan Josh” (350.-) เนื้อแกะไร้กระดูกในน้ำเกรวีมะเขือเทศ รสชาติของเมนูนี้จะเต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ และความหอมจัดจ้านของเครื่องเทศ คำว่า “Rogan” แปลว่าน้ำมันค่ะ เกิดจากการที่เชฟจะนำเอาเครื่องเทศไปผัดจนมีน้ำมันไหลออกมา แล้วจึงนำน้ำมันตรงนั้นมาปรุงต่อ จนได้เป็นแกงเนื้อแกะที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศเข้มข้นนี่แหละ ต่อด้วยเมนูสำหรับชาววีแกน “Dal Tadka” (160.-) เมนูมังสวิรัติขึ้นชื่อของอินเดีย ที่มีส่วนผสมหลักเป็นผักกาดหอม รสชาติจะเผ็ดเล็กน้อย แต่สามารถกินได้ในทุกมื้อเลย ไม่ว่าจะเป็นเช้า กลางวัน หรือเย็น : )

ปิดท้ายด้วย “Al Saray Biryani” (280.-) เมนูที่ดังที่สุดของทางร้าน ความจริงแล้ว Biryani ของทางร้านนั้นมีหลายอย่างมาก แต่ที่เด็ดที่สุด คือ Lamb Biryani หรือ ข้าวหมกแกะ นั่นเองค่ะ เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูขึ้นชื่อทางอินเดียตอนเหนือเลย ส่วนประกอบหลัก ๆ ก็จะมีข้าวบาสมาติ และเนื้อแกะหมักเครื่องเทศ คลุมด้านนอกด้วยแป้งนาน แล้วจึงนำไปอบในเตา

“Al Saray Biryani”

วิธีกินของเมนูนี้ คือให้ค่อย ๆ ตัดแป้งนานด้านบนออกค่ะ วินาทีที่เปิดออก กลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ถูกแป้งนานกักเก็บไว้จะพวยพุ่งออกมาให้เราได้สัมผัสเป็นอย่างแรกเลย ขอบอกว่าหอมมาก ๆ เป็นความหอมที่กลมกล่อมพอดี ไม่ได้รุนแรงจนเกินไปเลย จากนั้นจึงค่อยได้เวลาของการลิ้มลองรสชาติของข้าวด้านใน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เนื้อแกะนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ รสชาติกลมกล่อมแบบที่กินได้เรื่อย ๆ จนหมดไม่รู้ตัว สมกับที่เป็นเมนูแนะนำของที่ร้านจริง ๆ ไม่ควรพลาดทุกประการค่ะ!

“Al Saray Biryani”

เมนูของที่ Al Saray จะปรุงในสไตล์ออเทนติก หรือสไตล์ดั้งเดิมเน้น ๆ ค่ะ แบบว่าชาวเลบานีสกินกันรสไหน อาหารของที่ร้านก็ต้องมีรสที่ไม่ต่างกันนั่นเอง และถ้าเพื่อน ๆ สังเกตดี ๆ จะเห็นว่าเมนูของ Al Saray นั้นเสิร์ฟมาในจานที่ค่อนข้างใหญ่ นั่นเป็นเพราะชาวเลบานีสและชาวอินเดียนิยมกินแบบ Sharing หรือเน้นสั่งเมนูมาหลาย ๆ อย่าง เพื่อกินกันหลาย ๆ คนนั่นเอง ที่สำคัญคือ ทุกเมนูของที่ร้านเป็นเมนูฮาลาลค่ะ ชาวอิสลามคนไหนที่อยากมาลองก็ปัดความกังวลทิ้งไปได้เลย : )

การเดินทาง

ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารเลบานีส หรือร้านอาหารอินเดียในแบบต้นตำรับแท้ ๆ สามารถแวะมาที่ Al Saray (อัลซาราย) ทั้ง 2 สาขา คือ สาขาโรงพยาบาลกรุงเทพ (เปิดตั้งแต่ 09.00-22.00 น.) และสาขาสีลม (เปิดตั้งแต่ 11.00-24.00 น.) เลย แต่สำหรับวันนี้แซนด์มาที่ สาขาสีลม ค่ะ เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานี ศาลาแดง ทางออกประตู 4 ฝั่งซ้ายมือ แล้วเดินย้อนกลับมาทางร้าน Boots ประมาณ 100 เมตร เท่านั้นค่ะ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB : AlSarayBKK หรือโทร. 02-319-4388 (สาขาโรงพยาบาลกรุงเทพ), 02-234-4988 (สาขาสีลม)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...