โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อนาคตการกินที่เปลี่ยนไป เมื่อผู้บริโภครักตัวเองและใส่ใจโลกมากขึ้น ร้านอาหารจะปรับตัวอย่างไร?

Thairath Money

อัพเดต 01 พ.ย. 2567 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2567 เวลา 03.42 น.
ภาพไฮไลต์

เคยสังเกตไหมว่า เมนูในร้านอาหารทุกวันนี้แตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อนไปมาก ด้วยความนิยมและพฤติกรรมของผู้บริโภคปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่อาจไม่ได้ต้องการแค่อาหารอร่อยอีกต่อไป แต่เป็นการมองหา “ความหมาย” ของอาหารมากขึ้น ว่าเรารับประทานไปเพื่ออะไร บ้างก็สุขภาพ บ้างก็ประสบการณ์ แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ แล้วในอนาคตธุรกิจร้านอาหารจะปรับตัวอย่างไรกับความท้าทายนี้ บทความนี้จะมาสำรวจเทรนด์ในอนาคตกัน

Thairath Money ร่วมงาน “Worldchefs Congress and Expo 2024” เวทีสัมมนา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมเชฟจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมกันแชร์เรื่องราวและความก้าวหน้าในวงการอาหาร พร้อมอัปเดตเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ ปี

โดยภายในงานมีเซสชันพิเศษจาก “Unilever Food Solutions” หรือ “UFS” อีกขาธุรกิจของ Unilever ที่ก่อตั้งมาเพื่อเชฟและธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ เจ้าของผลิตภัณฑ์ในแบรนด์คนอร์ (Knorr) และเบสท์ฟู้ดส์ (Best Foods) วัตถุดิบเบื้องหลังที่ร้านอาหารทั้งเชนใหญ่และเล็กเลือกใช้ นอกจากนี้ UFS ยังมุ่งเน้นไปที่การออกแบบโซลูชันและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจอาหาร ผ่านความเชี่ยวชาญของเชฟมากประสบการณ์

นอกจากนี้ ในงานทาง UFS ได้มีการดึงตัวแทนเชฟจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมไปถึง เชฟป๊อป จิรโรจน์ นาวานุเคราะห์ Executive Chef ของ Unilever Food Solutions ประเทศไทย ที่ได้ไปร่วมในการรังสรรค์เมนูอาหาร พร้อมเผย 8 เทรนด์การบริโภคที่น่าสนใจ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจร้านอาหาร

UFS เผย 8 เทรนด์อาหารแห่งอนาคต

จากรายงาน Future Menus Report 2024 ของ UFS ได้รวบรวม 8 เทรนด์ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และแนวทางสำหรับร้านอาหารดังนี้

  • รสชาติสุดท้าทาย ไร้กรอบจำกัด (Flavor Shock): ผู้บริโภคไม่ได้มองหารสชาติที่คุ้นเคยอีกต่อไป แต่ยังโหยหาประสบการณ์ลิ้มรสที่ตื่นเต้นและท้าทายทุกสัมผัส ดังนั้น การสร้างสรรค์อาหารต้องกล้าฉีกกฎเดิม ๆ รังสรรค์เมนูสุดล้ำ ทำลายทุกขีดจำกัด เหนือความคาดหมาย

  • อุ้มชูความอุดมสมบูรณ์ของท้องถิ่น (Local Abundance): เทรนด์นี้ คือ การเห็นคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ตัวทุกคน วัตถุดิบตามฤดูกาลที่สดใหม่จากท้องถิ่นคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยยกระดับรสชาติอาหารไปอีกขั้น และยังสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างครัวกับชุมชน

  • คอมฟอร์ตฟู้ดในรูปแบบใหม่ (Modernized Comfort Food): เทรนด์อาหารคอมฟอร์ตยังคงได้รับความนิยม แต่ถึงแม้ลูกค้าจะมองหารสชาติที่เคยชิน แต่ก็ยังต้องการอะไรใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้น อย่างการเติมแต่งเรื่องราวและความรู้สึกลงในอาหารจานนั้น ๆ

  • เมนูรักษ์โลก ลดขยะเศษอาหาร (Low-Waste Menus): เพิ่มขีดจำกัดของความคิดสร้างสรรค์เทรนด์นี้ช่วยให้เชฟรังสรรค์เมนูที่ใช้วัตถุดิบและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ประหยัดต้นทุนแถมยังตอบโจทย์ลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพ

  • เทรนด์เมนูโปรตีนจากพืช (Plant-Powered Protein): เทรนด์กินมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น (Flexitarianism) กำลังได้รับความนิยมโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่เป็นมังสวิรัติแบบเต็มตัว เพื่อสุขภาพที่ดี เทรนด์นี้จึงเป็นโอกาสให้เชฟในการรังสรรค์เมนูที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้กว้างขึ้น แถมยังช่วยลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

  • ผักไม่ใช่แค่เครื่องเคียงอีกต่อไป (Irresistible Vegetables): ลืมภาพผักจืด ๆ ไร้รสชาติไปได้เลย เพราะวันนี้ผักกำลังก้าวขึ้นมาเป็นตัวเอกในเมนูซิกเนเจอร์ของเชฟชื่อดังมากมาย เพื่อเอาใจลูกค้ายุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ เพราะผักไม่ได้มีดีแค่คุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังมีสีสันสวยงาม รสชาติอร่อย ท้าทายให้เชฟได้โชว์ฝีมือ ดึงรสชาติและเสน่ห์ของผักแต่ละชนิดออกมาอย่างเต็มที่

  • แชร์เมนูโดนใจ สร้างโมเมนต์สุดประทับใจ (The New Sharing): นอกจากอาหารอร่อย ๆ บรรยากาศในร้านและบนโต๊ะอาหาร ก็เป็นอีกสิ่งที่ดึงดูดลูกค้า เทรนด์นี้เปิดโอกาสให้เชฟได้ลองไอเดีย ทดสอบสิ่งใหม่ ๆ ผสมผสานรสชาติและสร้างสรรค์ประสบการณ์การกินแบบแชร์ริ่งที่ไม่เหมือนใคร

  • กินดี รู้สึกดี สุขภาพดีจากภายใน (Feel-Good Food): ผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงมักเริ่มต้นที่อาหารดี ๆ มองหาอาหารที่เตรียมมาอย่างพิถีพิถันใช้วัตถุดิบคุณภาพ และลดซอสปรุงรสชาติ เพราะอาหารที่ดีต่อใจคืออาหารที่มอบทั้งความอร่อยและความรู้สึกดี ๆ ให้กับร่างกาย

นับว่าเป็นเรื่องปกติ ที่เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจจะต้องคอยติดตาม และปรับตัวให้ตามทันอยู่เสมอ ซึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจจาก Future Menus Report 2024 ของ UFS ที่รวบรวมและสำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก อีกทั้งยังมีเทรนด์ที่บนเวทีเสวนา Trends in Foodservice ซึ่งสามารถสรุปรวมออกมาได้ ดังนี้

เทรนด์ 1: กินผัก รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จากผลสำรวจที่เผยบนเวที Trends in Foodservice พบว่า 35% ของผู้บริโภคมองหาอาหารและเครื่องดื่มที่ผลิตมาจากวัตถุดิบธรรมชาติหรือออร์แกนิก โดยจะศึกษาถึงประโยชน์ของวัตถุดิบต่าง ๆ ก่อนจะเลือกซื้อหรือสั่งอาหาร ในขณะเดียวกันก็หันมาให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากอาหารทุก ๆ ส่วนไม่ให้เหลือทิ้ง

รายงาน Future Menus 2024 ได้ชี้ให้เห็นหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจคือ “Low Waste Menus” โดย 54% ของเชฟยังเห็นตรงกันว่า การลดของเหลือในอาหาร นำชิ้นส่วนของอาหารที่ไม่เคยถูกใช้ทำเพื่อรับประทานมาก่อนมาออกแบบเมนูใหม่ ๆ จะช่วยสนับสนุนด้านความยั่งยืน และนอกจากนั้น ยังมีในส่วนของการนำอาหารมาแปรรูปเพื่อให้เก็บรักษาได้ยาวนานขึ้น

นอกจากเรื่องของความยั่งยืนแล้ว อีกเทรนด์ที่มาแรง คือ “อาหารจากพืช” ซึ่งเชฟกว่าครึ่งที่ได้รับการสำรวจตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การนำพืชมาประกอบอาหาร หรือออกแบบเมนูใหม่ ๆ ที่ใช้เพียงแค่พืชเป็นส่วนประกอบกำลังได้รับความนิยม สามารถดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ให้เข้ามาลิ้มลองรสชาติอาหารที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งในวงการเชฟ การรังสรรค์เมนูอาหารจากพืชยังเป็นงานที่ท้าทายที่ต้องผสานความสามารถด้านอาหารเข้ากับการทำงานวิจัย เพื่อให้รสชาติที่ทำออกมาตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภค

ขณะเดียวกันเทรนด์ “โปรตีนจากพืช” ก็ยังคงอยู่ โดยผู้บริโภคยังต้องการที่จะลิ้มรสอาหารที่แตกต่างไปจากเดิม ต้องการเข้าถึงสิ่งใหม่ ๆ โดยเชฟเองก็พร้อมที่จะสร้างสรรค์เมนูที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ผ่านการดัดแปลงวัตถุดิบตระกูลถั่วและพืชนั่นเอง

เทรนด์ 2: ฟิวชัน ผสานวัฒนธรรมและความเป็นท้องถิ่น

33% ของผู้บริโภคต้องการรู้ที่มาของวัตถุดิบอาหารหรือผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งผลสำรวจนี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นแค่มุมมองเรื่องการดูแลสุขภาพของผู้บริโภค แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในแหล่งกำเนิดและที่มาของอาหาร

ซึ่งตรงกับหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงอยู่ ณ ตอนนี้ คือ “Local Abundance” เมนูอาหารที่ผสานและสรรค์สร้างมาจากวัตถุดิบท้องถิ่น เป็นเมนูอาหารที่กำลังฮิตในกลุ่มนักชิมทั้งกลุ่ม Gen Z และ Baby Boomers โดยผู้บริโภคทั้งสองเจนนี้กว่า 70% ยอมที่จะจ่ายเพื่ออาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบในท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการฟิวชันเมนูอาหารจากแหล่งที่มาที่ต่างกัน หรือรวมเมนูจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เมนูช็อกโกแลตดูไบที่กำลังฮิตในบ้านเรา ซึ่งหลายเมนูถูกนำมาปรับเข้ากับขนมที่คนไทยชอบรับประทาน อย่างเช่น บราวนี่ คุกกี้ หรือเค้ก เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น อาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “Comfort Food” หรืออาหารธรรมดา ๆ ที่กินแล้วอิ่มทั้งกายอิ่มทั้งใจ ในปัจจุบันก็ถูกออกแบบให้มีความหลากหลายมากขึ้นผ่านการประยุกต์และผสานเข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น โดยในมุมของเชฟ การนำเอา Comfort Food มาออกแบบให้แตกต่างจากเดิมแต่ยังคงรสชาติความอร่อยไว้ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเรียกความสนใจจากผู้บริโภคได้

เทรนด์ 3: ประสบการณ์ที่ได้ต้องคุ้มกับราคาที่จ่าย

นอกจากความอร่อยแล้ว ทุกวันนี้ผู้บริโภคยังมองหา “ประสบการณ์ที่แตกต่าง” อีกด้วย โดยเทรนด์นี้จะมุ่งไปที่ประสบการณ์ของบรรยากาศหรือบริการที่ผู้บริโภคมองหา เมื่อต้องการจะสั่งอาหาร หรือที่ต้องการเมื่อเดินเข้าไปในร้านอาหาร

แม้ว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจจะทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่ต้องการที่จะเดินทางไปนั่งในร้านอาหารที่มีราคาสูง ขณะเดียวกันก็มองว่า หากต้องไปรับประทานอาหารนอกบ้าน 75% ของผู้บริโภคต้องการประสบการณ์ที่จะต้องคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย ต้อง Feel Good ทั้งอาหารและบรรยากาศที่ได้ ยกตัวอย่างร้านอาหารที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น ร้าน Fine Dining ที่เสิร์ฟอาหารทะเลพร้อมกับห้องรับประทานอาหารส่วนตัวที่ลึกลงไปในทะเลกว่า 5 เมตร

ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งผู้บริโภคยังคาดหวังว่าอาหารชนิดเดิมจะให้รสชาติที่แตกต่างไปจากเดิม จึงเป็นที่มาของเทรนด์ “Flavor Shock” คือ การนำวัตถุดิบที่ไม่คาดคิดว่าจะเข้ากันได้ มาผสานกันเป็นเมนูใหม่ อย่างเช่น กุ้งเทมปุระจิ้มซอสชาเขียว ซึ่งเมนูแหวกแนวเช่นนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ในการรับประทานอาหารแบบใหม่ ไปพร้อม ๆ กับฉีกกฎการทำอาหารแบบเดิม ๆ ของเชฟไปได้

เทรนด์ 4: ประยุกต์ใช้ AI สร้างรูปแบบใหม่ให้ร้านอาหาร

ปัจจุบันไม่ได้มีแค่ประสบการณ์ในเรื่องของบรรยากาศในร้านและรสชาติของอาหารเท่านั้น ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี ส่งผลให้ในวงการอาหาร AI ก็เข้ามามีส่วนช่วยเสริมความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน

โดยส่วนใหญ่การนำเอา AI มาใช้ในธุรกิจอาหาร จะมุ่งไปที่ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อสร้างบริการที่ตรงตามความต้องการส่วนบุคคล (Personalization) มากขึ้น หรือหากใช้เพื่อพัฒนางานบริการของธุรกิจ ก็จะใช้เพื่อคัดกรองฟีดแบ็กจากผู้ใช้บริการและนำมาออกแบบโซลูชันเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

เช่นเดียวกับการใช้งาน AI เพื่อจัดการหลังบ้านและจัดการคลังสินค้า เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดของคนในการตรวจนับ ไปพร้อม ๆ กับออกแบบและคาดการณ์คลังสินค้าในอนาคต เพื่อลดปัญหาอาหารหรือวัตถุดิบเหลือทิ้ง

นอกจากนี้ ยังสามารถนำ AI มาใช้งานเพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบใหม่ให้กับลูกค้า อย่างเช่น ออกแบบ AR/VR Immersive Dining ที่ลูกค้าสามารถใช้งานเทคโนโลยีผ่านสมาร์ทโฟนของตัวเอง เพื่อศึกษาดูวัตถุดิบหรือแหล่งที่มา ให้ลูกค้าได้ Interact ผสานโลกจริงกับโลกดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

ด้วยผลกระทบจากเศรษฐกิจไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เทรนด์ต่าง ๆ นำพาไปสู่รูปแบบการรับประทานอาหารจะมีความแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งในอนาคตเราอาจจะได้ลิ้มรสอาหารที่เปิดกว้างและไร้ขีดจำกัดมากกว่าเดิม

สำหรับผู้ที่ต้องการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ UFS Future Menus Report

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...