โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บาทแข็ง...แต่เงินในพอร์ตไม่แข็งตาม! อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง และส่งผลต่อการลงทุนของเราอย่างไร?

Finnomena

อัพเดต 23 ส.ค. 2567 เวลา 04.43 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2567 เวลา 09.50 น. • Finnomena Editor

“เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 13 เดือน แต่ทำไมเงินในพอร์ตของเราถึงไม่เติบโตตาม?”แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น แต่ผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของแต่ละคนกลับแตกต่างกันออกไป ในบทความนี้ เราจะมาไขปริศนาและหาคำตอบไปพร้อมกัน ว่าอะไรคือปัจจัยที่ส่งผลต่อพอร์ตของนักลงทุนในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า และมีวิธีจัดการพอร์ตอย่างไรให้สามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุที่เงินบาทแข็งค่า

1. แข็งค่าตามภูมิภาคอาเซียน

เงินบาทไม่ได้แข็งค่าเพียงสกุลเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาคอาเซียน เช่น รูเปียห์อินโดนีเซีย ริงกิตมาเลเซีย และเปโซฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้

2. ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง

หลังจากที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองก็ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจมากขึ้นสำหรับการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

3. รายงาน GDP ไตรมาส 2 ดีกว่าคาด

ตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 2/2567 ของไทยออกมาดีกว่าคาด โดยขยายตัว 2.3% ต่อเนื่องจาก 1.6% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย และส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น นำไปสู่การไหลเข้าของเงินทุนและการแข็งค่าของเงินบาท

4. ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง เนื่องจากเงินเยนแข็งค่าขึ้น หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน และส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงบาทแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ตลาดยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 1-2 ครั้ง (25-50 basis points) ในเดือนกันยายน ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

สำรวจค่าเงินในประเทศเพื่อนบ้าน

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 21/08/2024

จากตารางแสดงให้เห็นถึงอัตราผลตอบแทน (Spot Returns) ของสกุลเงินต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 21 สิงหาคม 2024 เราจะเห็นได้ว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ (โดยเฉพาะในอาเซียน) มีการแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ดังนี้

  • รูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR): แข็งค่าขึ้น 5.00%
  • ริงกิตมาเลเซีย (MYR): แข็งค่าขึ้น 4.83%
  • บาทไทย (THB): แข็งค่าขึ้น 3.84%
  • เปโซฟิลิปปินส์ (PHP): แข็งค่าขึ้น 3.28%
  • ดอลลาร์ไต้หวัน (TWD): แข็งค่าขึ้น 2.86%
  • เยนญี่ปุ่น (JPY): แข็งค่าขึ้น 2.67%
  • วอนเกาหลีใต้ (KRW): แข็งค่าขึ้น 2.47%
  • ดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD): แข็งค่าขึ้น 2.22%
  • หยวนจีนออฟชอร์ (CNH): แข็งค่าขึ้น 1.32%
  • หยวนจีน (CNY): แข็งค่าขึ้น 1.31%
  • ดองเวียดนาม (VND): แข็งค่าขึ้น 1.30%
  • ดอลลาร์ฮ่องกง (HKD): แข็งค่าขึ้น 0.23%

มุมมองค่าเงินบาทในอนาคต

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 21/08/2024

นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสที่ 4 อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทอาจมีความผันผวนได้หากมีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามา ซึ่งนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สัญญาณทาง Technical: USDTHB มีโอกาสรีบาวด์ 34 ใกล้ low เดิม และ RSI Oversold

Source: Finnomena Funds, Bloomberg as of 21/08/2024

จากมุมมองทางเทคนิค USDTHB มีโอกาสรีบาวด์ที่ระดับ 34 ซึ่งใกล้กับจุดต่ำสุดเดิม และดัชนี RSI อยู่ในภาวะ Oversold ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์อาจชะลอตัวลงในระยะสั้น

กองทุนไหนได้รับผลกระทบบ้าง

แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนทุกคนจะได้รับผลประโยชน์เสมอไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละกองทุน โดยเราสรุปกองทุนที่ Finnomena Funds แนะนำไว้ดังนี้ 1. กองทุนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กองทุนที่มี Net Long USDได้แก่ UOBSC (USDTHB) MEGA10AI-A (USDTHB) KT-ENERGY (USDTHB) KFSINCFX-A (USDTHB) MUBONDUH-A (USDTHB) UGISFX-N (USDTHB) กองทุนเหล่านี้เป็นกองทุนแบบ Feeder Fund ที่ใช้สกุลเงิน USD ในการลงทุน และ/หรือไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) 2. กองทุนที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าคือ กองทุนที่มี Net Long สกุลเงินเอเชียได้แก่ PRINCIPAL VNEQ (VNDTHB) KKP VGF-UI (VNDTHB) MEGA10CHINA-A (HKDTHB) UOBSA (ASIATHB) กองทุนเหล่านี้ลงทุนโดยใช้สกุลเงินของประเทศในเอเชีย เช่น ดองเวียดนาม (VND) และดอลลาร์ฮ่องกง (HKD) ซึ่งสกุลเงินเหล่านี้มีการแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ทำให้ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งไม่รุนแรงเท่ากับกองทุนที่ใช้สกุลเงิน USD ลงทุนโดยตรง 3. กองทุนที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือ กองทุนที่มี Net Long Goldได้แก่ KT-GOLDUH-A (GOLDTHB) กองทุน KT-GOLDUH-A (GOLDTHB) ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น และมีแน้วโน้มสูงขึ้นอีก ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าได้

แล้วเราควรทำอย่างไรดี

Finnomena Funds มีมุมมองว่ากองทุนที่ลงทุนตามคำแนะนำต่าง ๆ ของเรา แนะนำ “ถือ” ไว้ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์ในอนาคต โดยมีเหตุการณ์สำคัญคือการประชุม Fed ในวันที่ 17-18 กันยายนนี้ ซึ่งปัจจุบันตลาดคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง แต่ถ้า Fed ลดดอกเบี้ยแค่ 1 ครั้ง เงินดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสรีบาวด์ อีกทั้งเรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่แย่จนเกิด Recession จึงไม่มีความจำเป็นที่ Fed จะต้องทำ Emergency Cut (ลดดอกเบี้ย 0.5%) ซึ่งจะกดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน| การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน| กองทุนอาจลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและประเทศที่ลงทุน จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย| ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน| สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์02 026 5100 และทางLINE “@FinnomenaPort”| สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...