วัดคอนเซ็ปชัญ : ในวันที่ไม่เหลือผืนดินให้ฝังร่าง ‘สุสานคอนโด’ จึงเป็นบ้านหลังสุดท้าย
ณ ซอยสามเสน 11 ในซอยขนาดเล็กที่รถสองคันสวนกันไม่ได้ สุสานคอนเซ็ปชัญตั้งเบียดเสียดบ้านเรือนอยู่ในนั้น
ผัสสะแรกจากสุสานวัดคอนเซ็ปชัญไม่ใช่ไอเย็นชวนเสียวสันหลัง ไม่ใช่ป่ารกชวนหวิววิเวกวังเวง ไม่ใช่บรรยากาศ ‘กุ๊ก กุ๊ก กู๋’ จนอยากหนีจากตรงนั้น แต่เป็นเสียงเจี๊ยวจ๊าวร้องตะโกน – อ่านไม่ผิด เสียงเจี๊ยวจ๊าวร้องตะโกน – ของเด็กโรงเรียนคริสต์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล จะว่าไปก็เป็นบรรยากาศที่ดูจะไม่เข้ากับรูปปั้นพระเยซูถูกตรึงกางเขนใจกลางสุสานเท่าไหร่นัก
เมื่อไล่สายตาไปจนสุดขอบสุสาน ภาพที่ปรากฏหลังกำแพงพื้นที่ของความตายคือหน้าต่างหลายบาน หลังคาบ้านหลายสี คอมเพรสเซอร์แอร์ของหลายตึก ระเบียงบางบ้านมีราวตากผ้า ขณะที่หลังคาบางหลังมีจานดาวเทียม สุสานแห่งนี้ใช้รั้วเดียวกับบ้านที่ตั้งอยู่ข้างๆ แตกต่างจากสุสานนอกเมืองที่เราเพิ่งไปร่วมพิธีศพ ที่นั่นเวิ้งว้างว่างเปล่า มองไปทางไหนก็เห็นแต่ป่าไม้และผืนดิน
ด้านหน้าของสุสานคอนเซ็ปชัญแปรสภาพเป็นลานจอดมอเตอร์ไซค์ ที่นี่ไม่แคบแต่ก็ไม่กว้าง ภายในมีไม้กางเขนและกุฏิ (อ่านว่า ‘กุด’ แปลว่าที่บรรจุศพที่ก่ออิฐถือปูนเป็นหลังๆ) เรียงรายติดกันค่อนข้างถี่ สุสานแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ขุดหลุมใหม่มานานแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดินร่วนและเริ่มถล่ม อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่เต็มจนไม่รู้จะขุดเพิ่มอย่างไร
การขยายตัวของเมืองและจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้นทำให้พื้นที่ฝังเริ่มมีจำกัด ทางวัดคอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้าจึงตัดสินใจสร้างซองบรรจุศพ หรือภาษาชาวบ้านคือ ‘คอนโด’ เพื่อจัดการร่างผู้เสียชีวิตในลักษณะอาคารแนวตั้งสามชั้น พอคอนโดหลังที่หนึ่งเต็มก็สร้างคอนโดหลังที่สอง ถัดจากสองก็เป็นสาม ค่อยๆ สร้างเพิ่มจนตอนนี้มีคอนโดอย่างน้อยห้าหลังด้วยกัน
ส่วนคอนโดจะเพียงพอต่อจำนวนประชากรที่มีไหม ห้องที่ว่างจะเต็มเมื่อไหร่ คงมีเพียงกาลเวลาเท่านั้นที่จะตอบได้
1
วัดคอนเซ็ปชัญอาจเก่าแก่กว่ากรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวงเสียอีก
รัชกาลที่หนึ่งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวงเมื่อปี 1782 ส่วนข้อมูลจากหอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ระบุว่าวัดคอนเซ็ปชัญตั้งขึ้นราวปี 1674 หรือก็คือสมัยอยุธยาตอนปลายที่มีการพระราชทานที่ดินในบางกอกแก่สังฆราชหลุยส์ลาโนมาเพื่อสร้างวัดสำหรับชาวคริสต์ วัดแห่งนี้จึงเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และกำลังเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 350 ปีในช่วงต้นเดือนธันวาคม
จากคำบอกเล่าของคนในชุมชน สุสานตั้งขึ้นพร้อมๆ กับการตั้งวัด ชุมชนรอบวัดแห่งนี้จึงเป็นชุมชนโบราณ มีร่องรอยสถาปัตยกรรมเก่าแก่ทั้งในแง่ของอาคารบ้านเรือนและกุฏิที่ตั้งอยู่ในสุสาน บ้านของ พี่นาด คือหนึ่งในหลักฐานความเก่าแก่ของพื้นที่แห่งนี้
พี่นาดเล่าว่าบ้านที่เธออาศัยอยู่มีอายุเกินกว่าร้อยปี เป็นมรดกตกทอดมาจากคุณตาชาวคริสต์ที่เดินทางไปรับราชการ ณ ประเทศอิตาลี ก่อนจะกลับมาพร้อมสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างบ้าน
บ้านหลังนี้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวพี่นาดนานกว่าหนึ่งชั่วอายุคน ดังนั้น สุสานคอนเซ็ปชัญจึงเต็มไปด้วยญาติพี่น้องของพี่นาด ชนิดที่เธออธิบายว่า “เต็มไปหมด”
“ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา พ่อแม่ พี่น้อง อยู่ในสุสานคอนเซ็ปชัญหมด” พี่นาดเล่า
ปัจจุบันพี่นาดอายุ 63 ปี เป็นข้าราชการเกษียณที่ญาติสนิทสายตรงในครอบครัวจากไปแล้วเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะพ่อ แม่ หรือพี่ชาย อย่างไรก็ดี สมาชิกครอบครัวของพี่นาดไม่ได้ฝังรวมกันที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่กระจายฝังอยู่ทั่วสุสาน ทั้งในรูปแบบหลุมดิน กุฏิ และคอนโด กล่าวคือปู่และย่าอยู่หลุมดินปักกางเขน ตาและยายอยู่กุฏิหนึ่ง แม่และพี่ชายอยู่อีกกุฏิหนึ่ง ส่วนพ่ออยู่คอนโด
“ถ้าพี่เสีย พี่คงอยู่คอนโดที่นี่” พี่นาดกล่าว แม้ตอนแรกตั้งใจว่าหากเสียชีวิตจะอยู่กุฏิกับแม่ แต่พี่ชายกลับจากไปเสียก่อนด้วยโรคมะเร็ง ที่ว่างตรงกุฏิของแม่จึงกลายเป็นของพี่ชายไปโดยปริยาย ตอนนี้การอยู่คอนโดจึงกลายเป็นทางเลือกที่สะดวกและง่ายกว่า
“ถ้าอนาคตคอนโดเต็มอีกจะทำอย่างไร” เราถาม
“พี่คงจะทันนะ ไม่รู้สิ ถ้าเต็มจริงๆ คงต้องขออนุญาตเจ้าอาวาสเพื่อรื้อกุฏิและไว้ศพอยู่กับแม่และพี่ชาย แต่คอนโดก็อาจเหลือไม่ทันคนรุ่นลูกรุ่นหลานก็ได้” พี่นาดตอบ
พื้นบ้านของพี่นาดเดินแล้วเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ภายในบ้านมีสถานที่คล้ายหิ้งพระตั้งอยู่ บนหิ้งมีรูปของสมาชิกในครอบครัว ใกล้เคียงมีรูปและรูปปั้นของพระนางมารีย์ พี่นาดชี้ให้เราดูทีละภาพ ก่อนจะอธิบายว่าใครเป็นใครในภาพเหล่านั้น
“ถ้าถึงเวลานั้นคอนโดเต็ม พี่ก็คงไม่รู้สึกอะไรแล้ว คงเป็นหน้าที่ของคนอยู่แล้วแหละ” พี่นาดบอกกับเรา ก่อนจะพาเดินไปที่สุสานเพื่อชี้ให้ดูอีกรอบว่าร่างของแต่ละคนที่เล่าให้ฟังอยู่ตรงไหนบ้าง
2
คำตอบของคำถามว่าทำไมคนคริสต์ถึงเลือกฝังมากกว่าเผามีหลายรูปแบบ บ้างเชื่อว่าเป็นการฝังเพื่อรอการกลับคืนชีพในวันสุดท้าย บ้างเชื่อว่าเพราะมนุษย์เกิดจากดิน เมื่อตายก็ควรจะต้องกลับไปเป็นดิน อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้คริสตชนจำนวนไม่น้อยหันไปใช้วิธีเผาเพื่อจัดการร่าง
“พระศาสนจักรอนุโลมให้เผาศพแล้ว เพราะคนตายเยอะขึ้นแต่เนื้อที่ของวัดน้อยลง โดยเฉพาะวัดในเมือง อย่างวัดเราก็อนุโลมให้เผาแล้วเอากระดูกมาบรรจุที่สุสานได้” ครูติ๋ม เลขาเจ้าอาวาสวัดคอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้ากล่าว
พื้นเพครูติ๋มไม่ได้เกิดที่ชุมชนนี้ แต่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตั้งแต่วัยมัธยมปลาย และอยู่ต่อเนื่องยาวนานจนถูกแซวว่าน่าจะรู้จักคนในชุมชนมากกว่าคนที่นี่เสียอีก เธอคืออดีตครูที่เปลี่ยนมาทำอาชีพเลขาเจ้าอาวาสหลังจากโรงเรียนคริสต์ที่สอนปิดกิจการ ปัจจุบันมีหน้าที่จัดการธุระของวัดคอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้า รวมถึงธุระภายในสุสาน
เมื่อโจทย์ในการใช้สอยพื้นที่ขยับขยาย สุสานบางแห่งในเมืองจึงประกาศล้างป่าช้า กล่าวคือประกาศยกเลิกการเป็นสุสานและย้ายศพออกจากพื้นที่เพื่อนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อื่น เช่นสุสานวัดซางตาครู้ส (วัดกุฏีจีน) ที่ย้ายสำเร็จแล้ว หรือสุสานแต้จิ๋ว (ป่าช้าวัดดอน) ที่อยู่ระหว่างกระบวนการย้ายไปจังหวัดชลบุรี เป็นต้น
“บางคนพอสุสานอยู่กลางเมือง เขาก็รู้สึกไม่คือ” ครูติ๋มบอก ซึ่งคงจะจริงอย่างที่ว่า สุสานกลางเมืองอาจเป็นเรื่อง ‘ไม่เหมาะสม’ และ ‘ไม่สะอาดตา’ สำหรับใครบางคน
ข่าวดีที่สุสานคอนเซ็ปชัญยังไม่มีวี่แววของการย้ายที่ อย่างไรก็ดี สุสานแห่งนี้ประสบกับปัญหาที่ดินเต็มไม่พอขุดหลุมมานาน ครูติ๋มเล่าว่าสุสานไม่อนุญาตให้ขุดหลุมใหม่มานานหลายทศวรรษ อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่เธอรู้จักกับชุมชนนี้เมื่อ 40 ปีก่อน
“[วัดสร้างคอนโดเพื่อ] แก้ปัญหาที่ดินไม่พอ การขุดหลุมจะเปลืองเนื้อที่และไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่ต้องตายไปอยู่ตรงนั้น อย่างหลุมอาจอยู่ได้ไม่กี่ร่าง แต่คอนโดแถวหนึ่งอยู่ได้หลายร่าง สุสานอื่นในกรุงเทพฯ ก็มีคอนโด ส่วนหลุมก็น่าจะเต็มเกือบหมดแล้ว”
คอนโดสำหรับคนเป็นมีราคาแตกต่างตามแต่ละชั้นฉันใด คอนโดในสุสานคอนเซ็ปชัญก็เป็นฉันนั้น ครูติ๋มเล่าว่าคอนโดมีสามราคา ชั้นล่างสุดอยู่ที่ 11,000 บาท ชั้นสองอยู่ที่ 12,000 บาท และชั้นสามอยู่ที่ 13,000 บาท
เมื่อถามว่าทำไมถึงต้องมีสามราคา เลขาสาวหัวเราะและตอบว่าไม่แน่ใจ เราและครูติ๋มจึงเดากันว่าอาจเพราะยิ่งชั้นติดพื้นมากเท่าไหร่ ญาติอาจยิ่งมาเยี่ยมและทำพิธีกรรมต่างๆ ได้ลำบากมากเท่านั้น …แต่จริงๆ ราคานี้อาจไม่ได้มีที่มาหรือเหตุผลอะไรเบื้องหลังเลยก็ได้
อย่างไรก็ดี สุสานแห่งนี้อนุญาตให้คอนโดและกุฏิสามารถอยู่ได้มากกว่าหนึ่งร่าง กรณีคอนโดจะอยู่ได้เพียงหนึ่งร่างต่อหนึ่งซอง หากอยากบรรจุมากกว่าหนึ่งคนจะทำได้เพียงใส่กระดูกเข้าไปด้วยเท่านั้น ส่วนกรณีกุฏิจะอยู่ได้อย่างน้อยสองร่าง โดยสามารถขุดหลุมใต้ดินเพื่อบรรจุร่างหนึ่ง และก่อปูนเหนือพื้นดินอีกชั้นเพื่อเป็นช่องสำหรับบรรจุอีกร่างหนึ่ง ทั้งยังบรรจุกระดูกของคนอื่นไว้ในกุฏิได้ด้วย (ใส่กระดูกมากน้อยแค่ไหน ก็แล้วแต่ความสามารถของคอนโดหรือกุฏินั้น)
นอกจากนี้ ครูติ๋มเล่าว่าสุสานอนุญาตให้ ‘รีไซเคิล’ คอนโดและกุฏิได้ กล่าวคืออนุญาตให้นำโลงของร่างเก่าออกมาและใส่โลงของร่างใหม่เข้าไปแทน ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว กระดูกของร่างเก่ามักจะถูกนำไปล้างทำความสะอาดและใส่กลับเข้าไปพร้อมกับโลงของร่างใหม่ ทั้งนี้ กระบวนการรีไซเคิลมักจะเกิดขึ้นภายในเครือญาติสนิทเท่านั้น ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวจะเป็นไปได้ยาก
คอนโดบางห้องจึงมีร่างและกระดูกรวมกันถึงสี่ร่าง ขณะที่บางกุฏิก็มีร่างและกระดูกเกือบสิบร่าง ซึ่งหากญาติต้องการฝังร่างในกุฏิหรือคอนโดของตระกูลที่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าหลุมหรือค่าคอนโดให้วัดอีก
ครูติ๋มเล่าต่อว่าคนที่ได้รับอนุญาตให้ฝังในสุสานวัดคอนเซ็ปชัญจะต้องเป็นคนที่ผ่านพิธีล้างบาปที่วัดแห่งนี้เท่านั้น ตามความเชื่อทางศาสนาที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมบาปกำเนิดอันเนื่องมาจากการกระทำผิดของอดัมและเอวา แต่นอกจากความเชื่อทางศาสนาแล้ว อีกเหตุผลก็หนีไม่พ้นความแออัดของพื้นที่สุสาน
“ถ้ารับศีลล้างบาปจากวัดอื่นจะอยู่สุสานนี้ไม่ได้ เมื่อก่อนอาจได้ แต่พอช่วงหลังพื้นที่เริ่มมีจำกัด สถานที่ฝังเริ่มมีน้อยลง แต่คนตายเยอะขึ้น เขาก็เลยต้องมีกฎ”
ดูเหมือนว่าสุสานแห่งนี้จะมีหลากหลายวิธีในการจัดการความตาย เราอดคิดไม่ได้ว่าทั้งการอนุญาตให้กุฏิและคอนโดบรรจุมากกว่าหนึ่งร่าง อนุญาตให้รีไซเคิล รวมถึงการให้สิทธิฝังแก่คนที่รับศีลล้างบาปจากวัดเท่านั้น คงจะเป็นวิธีบริหารจัดการสุสานเพื่อแก้โจทย์พื้นที่จำกัดในเมือง
วิธีแก้ปัญหาที่ฝังจำกัดของสุสานบางแห่ง คือการหาที่ดินใหม่เพื่อขยายสุสานและสร้างพื้นที่ป่าช้าเพิ่ม แต่สุสานที่ทำเช่นนี้ได้มักจะไม่ได้อยู่ในเมือง ด้วยราคาที่ดินต่อตารางวาที่แพงสูงลิ่วในกรุงเทพฯ การซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อขยายสุสานวัดคอนเซ็ปชัญจึงอาจเป็นได้เพียงความฝัน
เป็นอย่างที่คาด ครูติ๋มยืนยันว่าวัดคงไม่สามารถซื้อที่ดินรอบด้านเพื่อขยายสุสานได้แล้ว โดยถึงขนาดบอกว่าในพื้นที่กลางเมืองเช่นนี้ “ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้”
“ขนาดที่จอดรถยังจะตีกันตายและจัดการไม่ได้ การขยายที่สุสานจะเหลือเหรอ” ครูติ๋มบอก แน่นอน สถานการณ์ที่จอดรถบ่งบอกถึงความจำกัดของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
แม้สุสานในเมืองจำนวนหนึ่งจะถูกย้าย (และเสี่ยงถูกย้าย) เพื่อนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในมิติอื่น แต่ครูติ๋มเชื่อว่าสุสานวัดคอนเซ็ปชัญจะไม่ถูกล้างป่าช้าและปรับปรุงเช่นนั้น เนื่องจากสุสานเป็นพื้นที่โบราณอันมีประวัติศาสตร์หลายร้อยปี ขณะเดียวกัน เธอเชื่อว่าการย้ายสุสานจะนำมาสู่ข้อพิพาทรุนแรง กล่าวคือชาวบ้านในพื้นที่คงจะ “เอาตาย” ส่วนวัดก็คงจะ “โดนถล่มเละเทะ” เพราะกระทบกับพื้นที่ศูนย์รวมจิตใจของชุมชน
“ถ้าในอนาคตคอนโดเต็มหมด ก็คงจบอยู่แค่ตรงนั้น” ครูติ๋มทิ้งท้าย
3
ปัจจุบัน สุสานคอนเซ็ปชัญมีคอนโดทั้งหมด 543 ห้อง แต่ห้องที่ยังว่างเหลือเพียง 61 ห้องเท่านั้น
“ไม่ถึงสิบปีคอนโดคงจะเต็ม ตอนนี้ที่ว่างเหลือแค่หลังที่เพิ่งสร้างใหม่” ลุงโม่ เจ้าของตำแหน่งทางการ ‘เจ้าหน้าที่ดูแลสุสาน’ ตำแหน่งภาษาชาวบ้าน ‘สัปเหร่อ’ บอกกับเรา
ว่ากันว่าถ้าก้าวเข้าไปในอาณาเขตของสุสาน สิ่งมีชีวิตแรกที่คุณจะเจอคือสัปเหร่อ ที่นี่ไม่ใช่แต่ใกล้เคียง เพราะสิ่งมีชีวิตแรกที่เราเจอในสุสานไม่ใช่สัปเหร่อ แต่เป็นสมาชิกครอบครัวของสัปเหร่อที่กำลังเตรียมกางโต๊ะและวางเก้าอี้ โดยที่ในมือถือถ้วยจานและข้าวปลาอาหารส่งกลิ่นหอมฉุย
ลุงโม่และครอบครัวมีความผูกพันกับสุสาน เขาเป็นสัปเหร่อรุ่นที่สองที่รับช่วงต่อจากคุณพ่อ ซึมซับวิชาผ่านการเรียนรู้สารพัดหน้าที่ตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าจะวิธีการบรรจุศพ วิธีการฝัง วิธีการล้างกระดูก ไปจนถึงวิธีการก่ออิฐและโบกปูนปิดหลุม
เส้นทางอาชีพลุงโม่น่าสนใจ เขาเกิดและโตในป่าช้า ทำงานสัปเหร่อโดยไม่รับเงินเดือนและมีรายได้ก็ต่อเมื่อมีคนเสียชีวิตเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสินน้ำใจสำหรับหลายบริการ เช่น ค่าเอาร่างเข้าซองและปิดห้องคอนโด ค่ารื้อกุฏิเพื่อรีไซเคิลพื้นที่ ค่าเอากระดูกออกมาล้างและตากแดด ค่าทำความสะอาดคอนโดก่อนเข้าอยู่ ค่าเตรียมสถานที่สวดศพ ค่า ฯลฯ ไปจนถึงค่า ‘ดำน้ำไปเอากระดูกใต้ดิน’ กล่าวคือลงไปหยิบกระดูกในหลุมใต้ดินที่น้ำซึมไหลเข้าไปจนท่วมห้อง
ทั้งนี้ หากญาติต้องการรีไซเคิลหลุมกุฏิหรือคอนโด ลุงโม่จะรับล้างกระดูกต่อเมื่อร่างเดิมเสียชีวิตนานกว่าสิบปีขึ้นไป โดยให้เหตุผลว่า “ไม่อยากมานั่งแล่เนื้อ”
“ลุงโม่นี่แหละคนสร้างคอนโด ตอนนั้นประมาณสิบกว่าขวบ […] ตอนนั้นสร้างแค่หลังเดียว ที่ต้องสร้างเพิ่มเพราะมันเต็ม เริ่มจากสร้างคอนโดด้านหลังสุดก่อน แล้วก็สร้างฝั่งซ้าย ตามด้วยฝั่งขวา หลังตรงกลางที่อยู่ด้านหน้าก็เพิ่งจะสร้างเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง” ลุงโม่เล่าอย่างกระฉับกระเฉง พลางชี้มือไม้ไปในทิศทางของสุสานแต่ละหลัง
ในฐานะคนที่เติบโตและเห็นพัฒนาการของสุสานตั้งแต่เกิดยันแก่ ลุงโม่เล่าว่าสุสานทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากอดีตมาก เช่น กางเขนปักดินที่ปริมาณลดลงเพราะถูกถอดทิ้ง หญ้าที่เคยรกหายไปเพราะถูกตัดและจัดระเบียบ คอนโดที่เคยมีเพียงหลังเดียวกลับงอกเงยเป็นห้าหลัง เป็นต้น
“พอมีคอนโดสักพักหนึ่ง วัดก็ให้หยุดฝังเพราะที่ไม่พอและพื้นไม่เป็นระเบียบ พอขุดหลุมดินก็จะนูน เวลาใช้รถตัดหญ้าก็ลำบาก” ลุงโม่ว่า
โดยเฉลี่ยแล้ว ในระยะเวลาหนึ่งปีจะมีคนเสียชีวิตและฝังที่สุสานนี้ประมาณสิบร่าง แต่ลุงโม่เล่าติดตลกว่าบางทีสามเดือนก็ไม่มีใครตายสักคน เพราะคนแก่ในยุคปัจจุบันแข็งแรงและอายุยืนยาวมาก
“สมัยก่อนเขาให้จองคอนโดได้ แต่ทุกวันนี้ไม่ให้จองแล้ว เชื่อมั้ยว่าคอนโดหลังแรกที่สร้างยังไม่เต็มเลย แต่สิทธิเต็มหมดแล้ว”
“เนี่ยหนูดู ห้องนี้มีเจ้าของนะ แต่ไม่ตายสักที” ลุงโม่พูดพลางชี้ให้ดูห้องว่างที่เว้าแหว่งภายในคอนโด เราที่ยืนฟังอยู่อดหัวเราะไม่ได้ ในสถานการณ์ที่พื้นที่จัดการความตายเริ่มจำกัดและไม่เพียงพอ คนจองก็กลัวจะไม่มีบ้านหลังสุดท้าย ส่วนคนตายกลับต้องกลัวที่จะไม่เหลือให้อยู่
มีเพียงคอนโดฝั่งขวามือเท่านั้นที่ช่องว่างทุกตารางนิ้วถูกแทนที่ด้วยโลงศพ อันเป็นผลพวงมาจากการยกเลิกนโยบายจองคอนโด และเปลี่ยนเป็นนโยบาย ‘ใครมาก่อนได้ก่อน’ กล่าวคือใครตายก็เข้าอยู่ไปก่อน ไม่ต้องจองล่วงหน้า
เมื่อถามว่าคอนโดที่เหลืออยู่จะพอสำหรับทุกคนในชุมชนหรือไม่ ลุงโม่ตอบว่า
“คอนโดที่ว่างอยู่คงไม่พอทุกคนในชุมชนหรอก ยังดีที่คนในชุมชนสามารถรีไซเคิลได้เพราะญาติอยู่ตรงนี้เยอะ แต่คนใหม่ๆ ก็อาจทำไม่ได้ แต่ส่วนมากก็จะเป็นคนคริสต์ที่ล้างบาปในวัดนั่นแหละ ถ้ารับคนนอกด้วยป่านนี้คงจะเต็มตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว”
เราถามต่อว่าทำไมไม่สร้างคอนโดให้สูงขึ้นอีกสักชั้น เผื่อว่าจะเพิ่มความจุให้สุสานได้ ลุงโม่ตอบเร็วว่า “แล้วลุงจะยัดโลงยังไง” กลายเป็นคำตอบที่ทำให้เราหัวเราะอีกครั้ง
เหตุที่บางคนเลือกอยู่คอนโดมากกว่าอยู่กับญาติในกุฏิ ลุงโม่เล่าว่ามีหลากหลายปัจจัย ได้แก่ ความสะดวกสบาย ญาติไม่ให้อยู่ด้วย เป็นต้น ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจมากคือปัจจัยด้านการเงิน กล่าวคือค่าใช้จ่ายในการอยู่คอนโดจะถูกกว่าการรื้อกุฏิเพื่ออยู่กับญาติ เพราะกระบวนการรื้อกุฏิ ทั้งในเชิงรื้อสิ่งก่อสร้างและจัดการล้างกระดูกร่างเก่า มีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่าการเข้าคอนโด
“แล้วลุงโม่จะทำอย่างไร วางแผนไว้หรือเปล่าว่าอนาคตอยากอยู่ที่ไหน” เราถาม
ลุงโม่ตอบว่า “ตอนพ่อเสียลุงทำกุฏิเผื่อแม่ไว้ ถ้าแม่เสียจะได้อยู่ข้างพ่อ แต่ที่ว่างข้างๆ ก็ยังเหลืออยู่ ลุงก็สามารถก่อขึ้นมาอีกโลงทำให้ใส่ได้อีกสองคน แต่เราจะอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้เพราะเราควรอยู่ข้างล่าง เราจะอยู่ทับพ่อแม่ไม่ได้ ลุงก็คงต้องหาที่นอนใหม่เอา”
“ลุงโม่นอนตรงไหนก็ได้ ตายไปแล้ว ช่างแม่ง ไม่รู้เรื่องแล้ว” เจ้าตัวพูดด้วยรอยยิ้ม
4
ตะวันคล้อยบ่าย แดดเปรี้ยงร้อนระอุตามประสาอากาศประเทศไทย แก๊ง ‘จอมเซียนประจำสุสาน’ ออกมานั่งเล่นรับลมใต้ศาลาภายในสุสาน บ้างเม้ามอย บ้างเล่นมือถือ นั่งตากลมตากอากาศราวกับอยู่ในสวนสาธารณะขนาดย่อม
แก๊งจอมเซียนประจำสุสานคือชื่อเล่นของกลุ่มป้าๆ ในชุมชนที่มักมานั่งเล่นพูดคุยกันในสุสานวัดคอนเซ็ปชัญ เราพบแก๊งนี้เข้าโดยบังเอิญ ป้าคนหนึ่งเล่าว่าพวกหล่อนชอบมาที่นี่เพราะ “มันเย็น ไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งจับเข่าคุยกันในนี้”
“สมัยก่อนพวกป้าก็นอนเล่นอยู่ที่นี่ วิ่งเล่นและนอนตามหลุม” ป้าอีกคนบอก
“สมัยก่อนกำแพงไม่สูงอย่างนี้นะ กำแพงสูงแค่ครึ่งเอว พวกป้าก็วิ่งเล่นที่นี่ ไม่กลัวเลย ตอนกลางคืนยังวิ่งเล่น สามสี่ทุ่มยังแอบเล่น” ป้าอีกคนเสริม
ริ้วรอยความงามตามวัยบ่งบอกประสบการณ์ชีวิตได้เป็นอย่างดี พอป้าคนหนึ่งเริ่มเล่าย้อนรำลึกความหลังถึงสุสาน ป้าคนอื่นๆ ก็เริ่มพรั่งพรูถึงความทรงจำวัยเด็กที่มีต่อสถานที่แห่งนี้ โดยมีคนหนึ่งเล่าว่าพวกเธอนี่แหละที่ถูกจ้างให้เข็นทรายเข้าสุสานเพื่อทำคอนโดในอดีต
“กินน้ำไหมลูก” ป้าคนหนึ่งถาม หลังแม่ค้าเดินเอาถุงน้ำชงมาเสิร์ฟถึงป่าช้า พลางเล่าต่อว่าในอดีตการขุดหลุมฝังดินไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วแต่จะบริจาคให้วัด แต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กลายเป็นธุรกิจเพราะมีต้นทุนที่ต้องเสีย ตอกย้ำให้เห็นพัฒนาการที่ความตายและการจัดการหลังความตายถูกทำให้กลายเป็นสินค้าและบริการอย่างในปัจจุบัน
“ถ้าเทียบจำนวนคอนโดที่เหลือกับจำนวนคนในชุมชนทั้งหมด พอไหม” เราถามคำถามนี้อีกครั้ง หลังจากถามลุงโม่ไปก่อนหน้า
“ไม่พอ!” แก๊งจอมเซียนฯ ประสานเสียงตอบ อย่างไรก็ดี สมาชิกแทบทุกคนมีกุฏิของญาติสนิทตั้งอยู่ในสุสานอยู่แล้ว หลายคนจึงวางแผนว่าหากเสียชีวิตก็อาจใช้วิธีรีไซเคิลเพื่อให้มีที่อยู่ยามจากไป
แต่คนในอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่มีคำตอบแน่ชัดนอกจากการคาดเดา
5
การขยายตัวของเมืองส่งผลกระทบต่อทั้งคนเป็นและคนตาย
เมื่อประชากรในเมืองเพิ่มมากขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยก็เพิ่มขึ้นตาม พัฒนาการเหล่านี้ส่งผลให้ที่ดินถูกทำให้กลายเป็นสินค้าที่มีจำกัด และทำให้สถาปัตยกรรมของที่อยู่อาศัยเปลี่ยนจากแนวราบเป็น ‘แนวตั้ง’ เพิ่มมากขึ้น แถมมีแนวโน้มที่ขนาดของห้องจะเล็กลงเรื่อยๆ เพื่อรับรองต่อความต้องการด้านที่อยู่อาศัยของคนเป็น
ส่วนพื้นที่ของคนตายก็จำกัดไม่ต่างกัน ความหนาแน่นของศพในผืนดินสุสานทำให้การบรรจุศพในแนวราบทำได้ยากมากยิ่งขึ้น หากไม่ใช้วิธีรีไซเคิลอยู่ในอดีตบ้านของคนอื่น ก็แทบจะหมดโอกาสอยู่ในหลุมใหม่ของตนเอง เว้นเสียแต่ว่ายอมไปอยู่ในสุสานชานเมืองหน่อยจึงจะสามารถฝังหลุมใหม่ได้
ปัญหาพื้นที่ฝังศพจำกัดทำให้สุสานวัดคอนเซ็ปชัญคิดค้นสารพัดนวัตกรรมและนโยบายเพื่อบริหารจัดการสุสาน หวังให้เพียงพอและรองรับทุกคนให้ได้ – อย่างน้อยๆ ก็คนในชุมชน
6
เรากลับมาเดินในซอยขนาดเล็กที่รถสองคันสวนกันไม่ได้อีกครั้ง ต่างตรงที่ครั้งนี้เป็นการเดินทางกลับ ระหว่างทางเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนติดกันเป็นแถว
เดินออกจากซอยสุสานได้ไม่นานเราก็พบกับลุงโม่อีกรอบ เรายกมือไหว้ทักทาย เขาเบาคันเร่งและจอดมอเตอร์ไซค์เทียบข้าง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องหาทางเขียนในสารคดีชิ้นนี้ให้ได้ นั่นคือ
“เมื่อก่อนขับช็อปเปอร์ แต่พอเป็นสัปเหร่อขับฟีโน่”
เมื่อพูดจบ ลุงโม่บิดมอเตอร์ไซค์ไปจนลับตา ไม่ทันอยู่ดูเรายืนหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอยู่กลางซอยแคบ …จากสถานการณ์เปลี่ยนมาใช้รถที่ราคาถูกลงของสัปเหร่อรายนี้ ดูเหมือนว่าที่ดินคงจะไม่ใช่ทรัพยากรเดียวที่มีอยู่อย่างจำกัดเสียแล้ว