ชงของบ 2.4 หมื่นล้านฟื้น “เราเที่ยวด้วยกัน”
กระทรวงการท่องเที่ยวฯเร่งบูสต์รายได้ท่องเที่ยว จ่อหารือ ก.คลัง ของบฯกว่า 2.4 หมื่นล้าน ฟื้นโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” กระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศอีกระลอกใหญ่ เผยนายกฯอิ๊งค์เห็นด้วยแล้ว คาดคิกออฟได้ช่วงโลว์ซีซั่นปี’68 เผยดันเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ขอเปลี่ยนเป็น Traveling Tax ดันเข้า ครม.อีกรอบเร็ว ๆ นี้ ตั้งเป้าจัดเก็บทันกลางปีหน้า ล่าสุดเตรียมเจรจาขอเพิ่มสิทธิ “แอ่วเหนือคนละครึ่ง” ปลุกท่องเที่ยว 17 จังหวัดภาคเหนือช่วงไฮซีซั่นนี้
นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนเดินหน้ากระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของประเทศต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ และกระตุ้นให้คนไทยเกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศและมีการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวเติบโตตามเป้าหมาย
ของบฯฟื้น “เราเที่ยวด้วยกัน”
โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯมีแผนหารือกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ เพื่อขออนุมัติงบประมาณสำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยวในปี 2568 จำนวนไม่ต่ำกว่า 24,000 ล้านบาท สำหรับนำมาทำโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งเคยนำมาใช้และประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงวิกฤตโควิด (กลางปี 2563-2566) และทุกธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งระบบ
“สำหรับชื่อโครงการเราอาจใช้ชื่อเดิมคือ เราเที่ยวด้วยกัน หรืออาจจะเป็นชื่อใหม่ แต่จะมีลักษณะการดำเนินการใกล้เคียงกัน โดยส่วนตัวอยากผลักดันให้รัฐบาลสนับสนุนในสัดส่วนประมาณ 50% นักท่องเที่ยวจ่ายเอง 50% จากเดิมที่รัฐบาลสนับสนุนในสัดส่วน 60% นักท่องเที่ยวจ่ายเอง 40%” นายสรวงศ์กล่าว
พร้อมคิกออฟช่วงโลว์ซีซั่นปี’68
นายสรวงศ์กล่าวว่า สำหรับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จำนวน 5 เฟสที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 24,016 ล้านบาท รวมจำนวนห้องพัก 12.06 ล้านคน ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ (ทางตรง) รวม 58, 621.3 ล้านบาท ซึ่งในโครงการใหม่นี้ประเมินว่าหากได้งบประมาณใกล้เคียงกับของเดิมจะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 5 เฟสที่ผ่านมา ประมาณ 5-10%
โดยทำการศึกษาประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นใน 5 เฟสที่ผ่านมา เพื่อวางแผนอุดช่องโหว่ในทุกช่องทาง รวมถึงเปลี่ยนระบบการจองให้มีการจองตรงกับผู้ประกอบการมากขึ้นด้วย เพื่อให้เงินรายได้ที่เกิดขึ้นเกิดการหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้หารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เรียบร้อยแล้ว โดยตั้งเป้าจะเริ่มดำเนินการโครงการดังกล่าวในช่วงโลว์ซีซั่น (มีนาคม-เมษายน) ของปี 2568
ดันเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน”
นายสรวงศ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯยังมีแผนนำเสนอเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ (TTF) หรือค่าเหยียบแผ่นดิน ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ และขอเปลี่ยนชื่อ “เหยียบแผ่นดิน” เป็น Traveling Tax หรือภาษีท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าดำเนินการจัดเก็บพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงกลางปี 2568
“แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะผ่านการประชุม ครม.ไปแล้วเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2566 ที่เห็นชอบให้จัดเก็บในอัตรา 300 บาทต่อครั้ง สำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 150 บาทต่อครั้งสำหรับการเดินทางผ่านทางทางบกและทางน้ำ ตามที่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) นำเสนอ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ก็ต้องนำเข้าพิจารณาเห็นชอบใหม่อีกครั้ง” นายสรวงศ์กล่าวและว่า ทั้งนี้ เป้าหมายการจัดเก็บยังคงเป็นเรื่องของการนำรายได้มาดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเรื่องประกันชีวิต รวมถึงการดูแลและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
เพิ่มสิทธิ “แอ่วเหนือคนละครึ่ง”
สำหรับแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่นั้น นายสรวงศ์กล่าวว่า ตามที่ได้หารือกับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายกฯมีดำริให้ทบทวนขยายขนาดโครงการ เนื่องจากมองว่าเงินสนับสนุน 400 บาทต่อคนต่อทริป จำนวน 10,000 สิทธิ โดยใช้งบฯของ ททท. รวม 4 ล้านบาทอาจไม่แรงพอ จึงมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาแหล่งเงินในการทำโครงการเพิ่มเติม โดยที่ผ่านมาได้หารือกับทางกระทรวงการคลัง (จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์) แล้ว คาดว่าอาจจะต้องใช้งบฯกลาง สำหรับเพิ่มจำนวนสิทธิให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อให้เกิดผลในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
“โครงการดังกล่าวจะเริ่มเปิดให้จองสิทธิ 1 พฤศจิกายนนี้ และกำหนดให้ใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ตอนนี้ทาง ททท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลสินค้าและบริการท่องเที่ยวในแอปพลิเคชั่นที่จะสามารถใช้จ่ายในโครงการได้ เช่น โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร โดยเน้นให้ประชาชนในภูมิภาคเดียวกัน หรือจังหวัดใกล้เคียงเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันก่อน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 17 จังหวัดภาคเหนือ ให้กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังน้ำท่วม” นายสรวงศ์กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังมีแผนจัดงาน “ไทยแลนด์ วินเทอร์ เฟสติวัล 2567” เพื่อเพิ่มความพร้อมให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่นปีนี้ และคาดหวังว่าจะเป็นแรงส่งให้เกิดกระแสต่อเนื่องในปี 2568 ต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชงของบ 2.4 หมื่นล้านฟื้น “เราเที่ยวด้วยกัน”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net