โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

บทบาทของนางร้ายช่างแสนยากเย็น

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 ธ.ค. 2566 เวลา 07.47 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2566 เวลา 07.47 น. • เจ้าจันทร์ฉาย
ชาติแรกเพราะโง่เขลาหลงคารมบุรุษ สุดท้ายกลับต้องตายอย่างอนาถ เกิดใหม่อีกครั้งนางคิดว่าจะอยู่อย่างสงบไม่ขอข้องเกี่ยวกับสามีเก่า ทว่ายิ่งนางหลีกหนี คนผู้นั้นยิ่งตามติด ไม่คิดปล่อยให้นางหลุดมือเขาอีกหน

ข้อมูลเบื้องต้น

ชาติแรกชางน่าหลันเป็นสตรีอ่อนโยนไร้เดียงสา

เมื่อได้รับความรักจากเอกบุรุษ นางจึงเฝ้าฝันปรารถนาครองรักกับเขาอย่างราบรื่น

หากทว่าจิตใจคนยากแท้หยั่งถึง ทุกสิ่งทุกสิ่งที่เคยคิดว่าจริงกลับเลือนหายไปในค่ำคืนเดียว

หนึ่งคมดาบตัดสิ้นรักสะบั้นเยื่อใย นางไม่แค้นเคืองทว่ากลับยังภาวนาต่อเบื้องบน

ชาติหน้าฉันท์ใดอย่าได้เกี่ยวข้องพบเจอกันอีกเลย

หากแต่เบื้องบนไม่ได้เมตตาชางน่าหลันถึงเพียงนั้น แม้นว่ามอบโอกาสให้นางแก้ตัว

แต่กลับไม่ทำตามคำขอสุดท้ายยังส่งนางมาพบเจอบุรุษเฮงซวยที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีอีกครั้ง

ยิ่งนางคิดหนีห่าง คนน่ารังเกียจกลับยิ่งตามติด

เขาคิดว่านางยังใสซื่อเหมือนชาติก่อน แต่ความจริงจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร

เมื่อมนุษย์ผ่านความตายมาหนึ่งครั้งจะมีผู้ใดโง่เขลาเดินซ้ำรอยเดิมกันเล่า

Warning

การทารุณกรรม/การกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย/ความหดหู่

การเหยียดชนชั้น/การมีอคติต่อผู้พิการ/บีบบังคับให้ทำตามด้วยการใช้อำนาจ

มีการกล่าวถึงการถูกล่วงละเมิด(ไม่ใช่ตัวละครหลักและมีการกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยในช่วงต้น)

ตัวละครหลักไม่ใช่คนดีแต่อย่างใด

องค์หญิงใหญ่แผลงฤทธิ์ 1/2

1

องค์หญิงใหญ่แผลงฤทธิ์

“ที่แห่งนี้ซอมซ่อยิ่งนัก” ผู้มาเยือนเอ่ยตำหนิออกมาอย่างไม่เกรงใจ สายตาของนางเต็มไปด้วยร่องรอยความเหยียดหยามดูถูก

“ไม่รู้ว่าองค์หญิงจะมาเลยไม่ได้เตรียมตัวต้อนรับ ท่านคงไม่ถือสากันใช่หรือไม่”

ชางน่าหลันโคลงศีรษะ “ย่อมไม่ถือสา สถานที่แบบนี้ก็เหมาะกับพวกเจ้าสองแม่ลูกดีแล้ว”

“มากเกินไปแล้วกระมัง” ชางหว่านอี้เริ่มไม่พอใจเมื่อคนที่จู่ ๆ ก็โผล่มาเริ่มเอ่ยวาจารุนแรงมากขึ้น

“ทำไมเล่า คนชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าก็ต้องอยู่ในสถานที่เช่นนี้ถูกแล้ว”

“เสด็จพี่หญิง มากไปแล้วเพคะ” ชางหว่านอี้ก้าวเท้าไปยืนตรงหน้าชางน่าหลันอย่างท้าทาย “อย่างไรเสด็จแม่ของหม่อมฉันก็เป็นพระสนมคนหนึ่ง ท่านจะตรัสอะไรออกมาก็ระวังคำพูดสักหน่อยเถอะ”

ได้ยินเช่นนี้ชางน่าหลันพลันหัวร่อเสียงดัง คล้ายว่านางกำลังระบายอารมณ์ขันประชันกับสายพิรุณที่กำลังกระหน่ำลงมาราวกับเบื้องบนกำลังพิโรธ

“ก็แค่กุ้ยเหรินชั้นต่ำคนหนึ่งยังมีอะไรต้องเกรงใจอีกเล่า”

คำเย้ยหยันขององค์หญิงใหญ่ทำให้ผู้ถูกพาดพิงหน้าซีดเผือด หลี่อิงฮวารู้ว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใดจึงพยายามอยู่อย่างสงบให้มากที่สุด นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมวันนี้คนถือตัวอย่างชางน่าหลันถึงได้ก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักซอมซ่อที่ไม่ต่างไปจากตำหนักเย็นเช่นนี้ แต่ดูจากแววตาของบุตรี นางสังหรณ์ใจว่าชางหว่านอี้อาจจะก่อเรื่องบางอย่างขึ้น และเมื่อนำมารวมกับโทสะขององค์หญิงใหญ่ นางคิดว่าเรื่องที่ชางหว่านอี้ก่อไว้ย่อมเกี่ยวข้องกับผู้ที่เป็นเจ้าของพิธีไว้อาลัยในตอนนี้แน่นอน

“หลี่กุ้ยเหริน ที่ผ่านมาข้าไม่คิดถือสาความไม่เจียมตัวของเจ้า แต่เหตุใดเจ้าถึงต้องสั่งสอนองค์หญิงรองให้กลายเป็นคนไม่เจียมตัวเช่นเจ้าด้วยเล่า”

“เสด็จพี่หญิง ท่านไม่มีสิทธิ์ตรัสเช่นนั้นกับเสด็จแม่ของหม่อมฉัน”

“เช่นนั้นเจ้าก็น่าจะเจียมตัวให้มากกว่านี้สิ” ชางน่าหลันบีบกรามชางหว่านอี้จนอีกฝ่ายหน้าเหยเก “เหตุใดถึงกล้าเอามือสกปรกไปแตะต้องคนที่ไม่ควรแตะต้องเล่า”

“หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าท่านกำลังตรัสเรื่องใด” ชางหว่านอี้เห็นอารมณ์ของพี่สาวต่างมารดา ตอนนี้นางเริ่มหน้าซีดเผือดไม่ต่างจากหลี่กุ้ยเหริน นางรู้ดีว่าหากคนที่ปลีกตัวออกจากวังต้องห้ามไปถึงสิบปียอมกลับเข้ามาในวัง ย่อมมีเพียงสาเหตุที่ว่าชางน่าหลันมั่นใจแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของนาง ทว่าชางหว่านอี้ไม่อยากเชื่อแบบนั้น นางมั่นใจว่าแผนการทุกอย่างรอบคอบ ต่อให้ชางน่าหลันจะสงสัยแต่ไม่มีทางจะสืบสาวราวเรื่องได้รวดเร็วเช่นนี้

ทุกอย่างเพิ่งผ่านไปไม่ถึงเจ็ดวันดีด้วยซ้ำ

“หว่านอี้ เจ้ามิใช่คนโง่เสียหน่อย เจ้าไม่รู้หรือว่าใต้หล้านี้มีคนที่เจ้าไม่ควรเสนอหน้าเข้าไปข้องเกี่ยว” ทุกประโยคที่ออกมาจากปากของหญิงงามยิ่งทำให้กลิ่นอายอาฆาตของนางชัดขึ้นเรื่อย ๆ กอปรกับบรรยากาศด้านนอกที่มีเสียงฟ้าคำรามเป็นระยะยิ่งทำให้เจ้าของตำหนักตกอยู่ในความหวาดกลัว “คนแรกที่เจ้าควรหนีให้ไกลคือข้า คนที่สองคือพี่ชายของข้า และคนสุดท้ายที่เจ้าควรหลีกหนีให้ไกลที่สุด แม้แต่ผมเส้นเดียวของเจ้าก็ไม่ควรแปดเปื้อนอาภรณ์ของนางก็คือชางอวี้หรง”

วาจาเชือดเฉือนของชางน่าหลันคล้ายไปสะกิดปมในใจของชางหว่านอี้ นางมองผู้มีศักดิ์เป็นพี่สาวด้วยแววตาขุ่นหมองระคนเกลียดชัง ก่อนจะเอ่ยวาจาที่ติดค้างในใจมาหลายปีออกไป “หม่อมฉันเองก็เป็นน้องสาวของท่านเช่นเดียวกัน เหตุใดถึงได้รักใคร่ทะนุถนอมแต่ชางอวี้หรงเล่าเพคะ”

“เจ้ากล้าเทียบตัวเองกับน้องหญิงสี่ได้อย่างไร” ชางน่าหลันเลิกคิ้ว “ข้าเพิ่งพูดไปมิใช่หรือว่าเจ้าต้องรู้จักเจียมตัวเสียบ้าง”

“ท่านทรงยกย่องอวี้หรงราวกับนางเป็นหยกเป็นไข่มุก แต่กลับทรงรังเกียจหม่อมฉันราวกับขยะอย่างนั้นหรือเพคะ”

“รู้ดีถึงเพียงนี้แล้วยังกล้าทำเรื่องเช่นนั้นลงไปอีกหรือ” ชางน่าหลันออกแรงเบา ๆ มุมปากของชางหว่านอี้พลันปรากฏโลหิตสีแดงซึมออกมา “ต่อให้ข้าไม่บอกออกมาตรง ๆ แต่เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าอวี้หรงสำคัญกับข้าแค่ไหนแล้วเจ้าไปเอาความกล้ามาจากที่ใดถึงได้กล้าแตะต้องคนที่ข้าปรารถนาจะเห็นนางเติบโตมาอย่างบริสุทธิ์กันเล่า”

“คนอย่างอวี้หรงก็สมควรโดนแล้วเพคะ” องค์หญิงรองยังคงเอ่ยวาจาที่ไม่ควรต่อไป อย่างไรวันนี้นางก็ไม่มีทางรอดจากเงื้อมมือชางน่าหลัน เช่นนั้นแล้วยังจะต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีก “เสด็จพี่หญิงคงไม่รู้ว่ายามที่นางอ้อนวอนให้ข้าช่วยเหลือนาง นางน่าเวทนามากแค่ไหน”

หลี่กุ้ยเหรินเห็นบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้นนางรีบวิ่งเข้าไปปิดปากชางหว่านอี้ทันที นางอยู่ในตำหนักห่างไกลทั้งยังไม่มีผู้ใดไยดี นางไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับองค์หญิงสี่ได้ยินเพียงแต่ว่าอีกฝ่ายสิ้นพระชมน์อย่างสงบในห้องบรรทมเท่านั้น แต่ทว่าหลี่อิงฮวามิได้ใสซื่อถึงขั้นฟังความบุตรีไม่ออก ชางหว่านอี้ได้แตะต้องคนที่ไม่สมควรไปแล้วจริง ๆ

“หลี่กุ้ยเหริน เจ้าสั่งสอนองค์หญิงรองมาได้ดียิ่งนัก” ชางน่าหลันสูดลมหายใจราวกับกำลังอดทนอย่างหนัก “คนชั้นต่ำไม่อาจให้กำเนิดสายเลือดสูงส่งได้จริง ๆ เจ้าอุตส่าห์ดิ้นรนจนหลุดพ้นตำแหน่งลูกอนุปีนป่ายมาถึงตำแหน่งกุ้ยเหรินแล้วแท้ ๆ แต่กลับให้กำเนิดนางแพศยานี้ออกมาเสียได้”

เมื่อได้ยินองค์หญิงใหญ่เอ่ยวาจาไม่เหมาะสม ผู้คนที่คอยเฝ้าอยู่โดยรอบต่างพากันก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง ทั้งยังเผลอถอยห่างตำหนักไปอีกสองก้าว จริงอยู่ที่ว่าเชื้อพระวงศ์ควรสำรวมวาจา ทว่าใครจะกล้าเอ่ยเตือนองค์หญิงใหญ่ที่เพิ่งสูญเสียน้องสาวกันเล่า การที่สองแม่ลูกแห่งตำหนักเหลียนฮวายังมีลมหายใจมาต่อล้อต่อเถียงได้นานขนาดนี้ก็เกินกว่าที่พวกเขาคิดไว้มากแล้ว เดิมทีตอนที่ออกจากจวนองค์หญิง พวกเขาคิดว่าองค์หญิงใหญ่จะจัดการพวกนางทันทีที่มาถึงเสียอีก

“ท่าน!” ชางหว่านอี้ดิ้นหนีการกอบกุมของมารดาแล้วหยัดกายยืนขึ้นเผชิญหน้ากับชางน่าหลัน “ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของเสด็จพี่นั่นแหละเพคะ”

“เป็นบ้าอะไรอีก”

“ทั้งที่หม่อมฉันก็เป็นน้องสาวของท่านเหมือนกับอวี้หรง ทั้งที่พวกเราเติบโตมาด้วยกัน แต่ท่านกลับไม่เคยแยแสหม่อมฉันสักครั้ง กระทั่งน้องหญิงสามที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ท่านก็ยังมอบของล้ำค่าให้นางในบางครั้งคราว ต่างจากหม่อมฉันที่ไม่เคยได้รับกระทั่งสายตาเป็นมิตรจากท่านด้วยซ้ำ”

“เจ้าอยากได้ความรักจากข้าหรือ” องค์หญิงใหญ่เอียงศีรษะ แววตาฉายแววขี้เล่นวูบหนึ่งแล้วเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว “หากอยากได้ความรักก็ร้องขอจากบิดามารดาของเจ้าสิ มาวุ่นวายอะไรกับข้าเล่า”

องค์หญิงใหญ่แผลงฤทธิ์ 2/2

“แต่ท่านก็ควรจะปฏิบัติระหว่างพวกเราสามคนอย่างเท่าเทียมมิใช่หรือ” ชางหว่านอี้ยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะโยนความผิดใส่ศีรษะชางน่าหลัน “ในขณะที่อวี้หรงสามารถเข้าออกจวนของท่านได้ตามใจชอบ แต่หม่อมฉันกลับไม่สามารถแม้แต่จะร่วมโต๊ะน้ำชากลับท่านได้ด้วยซ้ำ”

“ใช่ เพราะข้าเกลียดเจ้าจะให้ข้าทนร่วมโต๊ะน้ำชากับเจ้าได้อย่างไร”

“เพราะเหตุใดเพคะ หากนับกันตามสายเลือดแล้ว เราสองคนต่างหากที่เป็นพี่น้องกันอย่างแท้จริง สายเลือดครึ่งของท่านคือสกุลชาง อีกครึ่งหนึ่งเป็นคนสกุลหลี่ หม่อมฉันก็เหมือนกันมิใช่หรือเพคะ ครึ่งหนึ่งของหม่อมฉันก็คือสกุลชาง อีกครึ่งก็คือสกุลหลี่ไม่ต่างจากท่าน” ชางหว่านอี้เอ่ยโดยที่ไม่รู้ตัวว่ายามนี้น้ำตาของนางกำลังไหลอาบใบหน้า แววตาฉายแววเสียใจออกมา “แต่ท่านกลับมอบความรักใคร่ใจดีทั้งหมดให้แก่อวี้หรง ทั้งที่นางเป็นธิดาของฮองเฮา คนที่แย่งชิงตำแหน่งสตรีหงส์ไปจากเสด็จป้า แบบนี้ไม่นับว่าท่านอกตัญญูต่อเสด็จป้าที่กำลังพักผ่อนอย่างสงบอยู่หรือเพคะ”

คำว่าเสด็จป้าทำให้แววตาของชางน่าหลันเปลี่ยนไปทันควัน จากที่เย็นชาอยู่แล้วก็ยิ่งเย็นชากว่าเดิมหลายเท่า นางตบลงบนแก้มเนียนอีกหน “กล้าดีอย่างไร กล้าดีอย่างไรถึงเรียกเสด็จแม่ของข้าว่าเสด็จป้า คนชั้นต่ำอย่างเจ้ากล้าดีอย่างไรดึงเสด็จแม่ของข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

“เหตุใดหม่อมฉันจะพูดไม่ได้กันเล่า หรือว่าท่านรับความจริงที่ว่าตนกำลังทำตัวอกตัญญูไม่ได้”

“อกตัญญูอย่างนั้นหรือ” คราวนี้ชางน่าหลันไม่ได้คิดจะเสวนากับชางหว่านอี้อีกแล้ว ทว่านางก้าวเท้าเข้าไปหาหลี่อิงฮวาที่เงียบปากอยู่นาน นางกระชากผมดำขลับอย่างแรงทำให้ใบหน้าของหลี่กุ้ยเหรินบิดเบี้ยว ด้วยร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมทำให้ไม่อาจทนการกระทำขององค์หญิงใหญ่ได้ “หลี่กุ้ยเหรินเหตุใดเจ้าไม่เป็นคนอธิบายให้บุตรสาวของเจ้าเข้าใจให้ถูกต้องเล่า หากข้าอกตัญญูเมื่อสิบปีก่อนคงไม่ใช่แค่ตำหนักไป๋หลานที่วอดวาย แต่ตำหนักเหลียนฮวาคงย่อยยับไม่ต่างกันไปแล้ว”

“…”

“ข้าน่ะอยู่กับความอดทนมาหลายปี โดยที่ไม่กล้าจะทำผิดต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับเสด็จแม่ ยิ่งเรื่องที่หยางหมัวมัวเล่าให้ข้าฟังยิ่งทำให้ข้าแทบทนไม่ไหวอยากจะสังหารพวกเจ้าให้จบเรื่องจบราวไปเสีย หากมิใช่เพราะกลัวว่าเสด็จแม่จะผิดหวังมีหรือคนชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าจะยังมีลมหายใจอยู่ถึงวันนี้”

“หุบปากของเจ้าเสียทีน่าหลัน คำก็ชั้นต่ำ สองคำก็ชั้นต่ำ พวกเราก็มีสายเลือดเดียวกันไหลเวียนอยู่ในกาย หากข้ากับเสด็จแม่ชั้นต่ำแล้วเจ้ากับเสด็จป้าจะต่างกันได้อย่างไร”

คล้ายว่าชางหว่านอี้กลัวตัวเองจะตายสบายเกินไป นางถึงได้เอ่ยวาจาล้ำเส้นออกมาอีกครั้ง

“หลี่กุ้ยเหริน เจ้าเชื่อหรือว่าตัวเองมีสายเลือดสกุลหลี่ไหลเวียนอยู่ในตัวจริง ๆ” ชางน่าหลันตั้งคำถาม “หากเป็นเช่นนั้นก็นับว่าน่าสมเพชแล้ว เจ้าหลอกตัวเองยังไม่พอ ยังปลูกฝังความคิดผิด ๆ ให้แก่บุตรสาวอีกหรือ”

ครั้งนี้หลี่อิงฮวาไม่กล้าเงียบต่อไปอีกแล้ว นางถลาเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าสตรีวัยเยาว์จากนั้นโขกศีรษะลงอย่างแรง “องค์หญิงใหญ่เพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้วที่สั่งสอนหว่านอี้ไม่ดี องค์หญิงใหญ่พระทัยเย็นก่อนเถิดเพคะ”

ผู้ถูกเรียกว่าองค์หญิงใหญ่ทอดพระเนตรเห็นท่าทางราวกับสุนัขจนตรอกของหลี่อิงฮวาจึงคลี่ยิ้มพอพระทัย “หากเจ้าหวาดกลัวความจริงถึงเพียงนี้ก็ไม่ควรสั่งสอนให้นางคิดว่าตนเองมีสายเลือดเดียวกับข้าตั้งแต่แรกสิ”

“…” หลี่กุ้ยเหรินยิ่งก้มหน้าติดพื้นกว่าเดิมเมื่อฟังจบ บางทีอาจจะเป็นเช่นที่องค์หญิงใหญ่ตรัส นางไม่ควรทำให้ชางหว่านอี้เข้าใจผิดมานานถึงเพียงนี้ มิเช่นนั้นจุดจบของพวกนางคงอยู่ไกลกว่านี้อีกสักหน่อย

“หว่านอี้หนอหว่านอี้ พี่สาวคนนี้จะเล่าให้เจ้าฟังแล้วกัน” ชางน่าหลันย่อกายลงไปเสมอกับอิสตรีที่เนื้อตัวกำลังสั่นเทิ้ม “ราวสามสิบปีก่อนกระมัง มีอันธพาลคนหนึ่งมาหาท่านตาที่สกุลหลี่ ฟังว่ามาร้องเรียนขอค่าชดเชยเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านตาขโมยสตรีของเขามาครอบครอง เจ้าว่าสตรีที่ว่าเป็นใครกัน…”

ชางหว่านอี้ทอดสายตามองมือทั้งสองที่นางกำลังพยายามอย่างหนักที่จะควบคุมให้มันหายสั่น บางทีสายเลือดชั้นต่ำที่ชางน่าหลันใช้กดศีรษะนางกับมารดาอาจเป็นเพราะเรื่องที่นางกำลังคิด

“สตรีที่ผู้นั้นก็คือท่านยายของเจ้าอย่างไรเล่า นางกล่าวหาว่าท่านตาใช้อำนาจข่มเหงนางจนได้เข้าจวนอัครเสนาบดี หลังจากนั้นยังเก่งกาจพอที่จะหาโอกาสวางยาปลุกกำหนัด พริบตาเดียวก็ให้กำเนิดมารดาของเจ้า ทว่าใครจะรู้เล่าว่าแท้จริงแล้วในตัวมารดาของเจ้าเต็มไปด้วยสายเลือดชั้นต่ำไหลเวียนอยู่ หากมิใช่เพราะท่านตาตัวจริงของเจ้าติดพนันจนหมดตัวถึงขั้นต้องมาโวยวายถึงที่จวน ผู้อื่นก็คงยังคิดว่าหลี่อิงฮวามีสายเลือดสกุลหลี่

ตอนนั้นท่านตาโกรธมาก ได้ยินว่าสังหารท่านยายของเจ้าในดาบเดียว ภาพคงน่าสยดสยองไม่น้อย ตามจริงมารดาของเจ้าจะถูกส่งตัวออกจากจวน หากมิใช่เพราะเสด็จแม่ของข้าเอ็นดูนาง นางจะยังถือตำแหน่งคุณหนูรองจวนอัครเสนาบดีมาจนป่านนี้ได้หรือ แล้วหว่านอี้อยากรู้หรือไม่ว่านางตอบแทนเสด็จแม่ของข้าอย่างไร

นางติดตามเสด็จแม่ของข้าเข้าวัง อ้างว่ามิกล้าอยู่ในจวนอัครเสนาบดีตามลำพัง กลัวว่าจะถูกผู้อื่นรังแก นางเข้ามาใช้ชีวิตในฐานะนางกำนัลชั้นสูง ขณะที่เสด็จแม่หาคู่ครองที่เหมาะสมให้นาง ใครจะคิดเล่าว่าที่แท้นางก็เสาะหาคู่ครองที่เหมาะสมเอาไว้แล้ว นางร้องไห้กับเสด็จแม่เอ่ยขอร้องให้รับนางเข้าวังเพราะไม่อยากจากเสด็จแม่ไปไหน กลัวว่าสักวันเสด็จแม่จะถูกพิษร้ายในวังต้องห้ามกัดกิน พูดไปพูดมานางสุดท้ายนางก็กลายเป็นสนมสมปรารถนา เสด็จแม่ขอร้องให้เสด็จพ่อรับนางเข้าวัง ไม่พอยังช่วยเหลือให้นางได้ปรนนิบัติเสด็จพ่ออีกต่างหาก

ทว่าเรื่องพวกนั้นข้าไม่สนใจหรอก หนึ่งเพราะความใจดีของเสด็จแม่ข้ามิอาจก้าวก่าย และสองคือดีร้ายอย่างไรนางก็เป็นแค่บุปผางามหนึ่งดอกในอุทยานหลวง แต่มีบางอย่างที่ข้าคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจสักที เจ้าลองช่วยข้าครุ่นคิดหน่อยเถิดว่านางได้รับความรักจากเสด็จแม่ของข้ามากถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดยังกล้าคิดวางยาคนที่ตัวเองเรียกว่าพี่สาวอีกเล่า เจ้าช่วยข้าคิดให้ถี่ถ้วนว่ามารดาของเจ้ากล้าสังหารคนที่เรียกพี่สาวมายี่สิบกว่าปีได้อย่างไร”

บทลงโทษของคนไม่เจียมตัว 1/3

2

บทลงโทษของคนไม่เจียมตัว

“ไม่จริง เรื่องพวกนั้นเป็นไปไม่ได้” ชางหว่านอี้ส่ายหน้าพัลวันไม่ยอมรับเรื่องราวที่เพิ่งได้ยินเด็ดขาด ที่ผ่านมาแม้นางมิใช่องค์หญิงที่เสด็จพ่อทรงโปรด แต่นางก็ยังทะนงว่าตนมีสายเลือดจวนอัครเสนาบดี แม้นผู้อื่นปรารถนาจะหมางเมินแต่ก็ยังต้องก้มหน้าทำความเคารพเพราะเห็นแก่ที่นางกับองค์หญิงใหญ่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกันทางสายเลือด ทว่าหากความจริงนางมิได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับชางน่าหลันแม้แต่น้อย เช่นนั้นแล้วนางจะยังเหลือสิ่งใดอีกเล่า

อีกทั้งที่ผ่านมามิใช่ว่ามารดาสวดมนต์ภาวนาให้เสด็จป้าอยู่ตลอดเวลาหรอกหรือ คนที่พร่ำบ่นคะนึงถึงหลี่กุ้ยเฟยที่ด่วนจากไปไม่ขาดปาก จะเป็นคนเลือดเย็นที่ลงมือสังหารพี่สาวร่ามสายเลือดได้อย่างไร

“จริงหรือไม่ก็ถามมารดาของเจ้าเอาเองเถอะ”

ชางหว่านอี้เหลือบมองมารดาตามที่อีกฝ่ายเอ่ย ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของหญิงวัยกลางคน นางจึงพลันเข้าใจทันที ที่แท้มารดาก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ทั้งที่รู้ว่าตัวเองมิได้มีสายเลือดสกุลหลี่แม้แต่ครึ่งหยด ทั้งที่แจ้งแก่ใจว่าตนเป็นผู้สังหารพี่สาว ทั้งที่เรื่องราวเป็นเช่นนั้น แต่กลับปลูกฝังให้นางน้อยใจที่องค์หญิงใหญ่ไม่คิดเหลียวแล

น่าขันนัก

เพราะอย่างนี้ใช่หรือไม่นางถึงได้รับแววตาดูแคลนจากชางน่าหลันอยู่เสมอ

“หลี่กุ้ยเหริน หลังจากเกิดเรื่องวันนั้นเจ้าควรจะเจียมตัวแล้วเก็บตัวให้เงียบเหมือนหนูตายสิ หรือเจ้าคิดว่าที่เจ้าพ้นผิดมาได้เพราะหลักฐานทั้งหมดเชื่อมโยงมาไม่ถึงเจ้า”

“หม่อมฉันไม่เข้าใจเรื่องที่องค์หญิงตรัส” หลี่อิงฮวารู้ดีว่าวันนี้ตนไม่เหลือทางรอดแล้ว แต่นางไม่อยากให้บุตรีมองหน้าราวกับปีศาจ เรื่องเมื่อสิบปีก่อนตามหลอกหลอนนางทุกค่ำคืน ภาพที่พี่สาวกระอักเลือดต่อหน้าต่อตายังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำ แม้นว่านางพยายามแก้ไขเรื่องราวมากเท่าไร แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่านางเป็นคนวางยาพิษหลี่เยว่ฉี

“สิ่งที่ทำให้ข้ากับเสด็จพ่อเกลียดชังเจ้ามากที่สุดคืออะไรรู้หรือไม่ เจ้าไม่ยอมใช้ยาพิษรุนแรงให้เสด็จแม่สิ้นพระชมน์ทันที แต่กลับเลือกใช้ยาพิษที่ค่อย ๆ กัดกร่อนอวัยวะภายในจนหมดสิ้นภายในสิบราตรี เจ้าทำให้ข้ากับเสด็จพ่อต้องทนมองเสด็จแม่ทุกข์ทรมาณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่มีอำนาจล้นฟ้าแต่กลับไม่สามารถช่วยชีวิตนางได้ เสด็จแม่ทุรนทุรายนับสิบวัน แต่เฮือกสุดท้ายที่ได้สติขึ้นมาคำพูดแรกกลับเป็นการร้องขอชีวิตเจ้า

หากมิใช่เพราะคำขอสุดท้ายของเสด็จแม่ เจ้าคงตายตามอี้เฟยไปแล้ว คำสุดท้ายที่นางตรัสกับข้าและเสด็จพ่อ นางขอร้องให้ไว้ชีวิตเจ้ากับหว่านอี้ คำสั่งเสียสุดท้ายก่อนสิ้นใจคืออย่าสังหารพวกเจ้าเด็ดขาด” ชางน่าหลันเอ่ยอย่างคับแค้น ทุกประโยคเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ “ทั้งที่เจ้าได้เข้าวังตามปรารถนา ได้คลอดองค์หญิงรองออกมาอย่างแข็งแรง แม้จะครอบครองได้เพียงตำแหน่งกุ้ยเหริน แต่เจ้าก็ควรจะสำนึกในบุญคุณของเสด็จแม่มิใช่หรือ เหตุใดถึงใช้ความไว้ใจที่นางมอบให้เจ้าวางยาพิษนางอย่างเลือดเย็นเล่า”

“…”

“กระทั่งรู้อยู่แก่ใจว่าเจ้าเป็นคนวางยาพิษ เสด็จแม่ก็ยังเหลือทางรอดสุดท้ายให้เจ้า เจ้าใช้ชีวิตในตำหนักเหลียนฮวามาได้จนป่านนี้ก็ควรจะเจียมตัวสิ เหตุใดถึงได้ปล่อยให้บุตรีของเจ้าสร้างความรำคาญใจให้ข้า” ทุกถ้อยคำที่ชางน่าหลันเอื้อนเอ่ยล้วนทวีความเกลียดชัง “เหตุใดถึงได้ปล่อยให้สายเลือดชั้นต่ำของเจ้าทำร้ายน้องสาวของข้า”

“หากเป็นข้าที่นอนอยู่ในโลง ท่านจะทำเพื่อข้าเช่นนี้บ้างหรือไม่” หากเป็นนางที่ตายจากไป ชางหว่านอี้นึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครเสียใจจนเกิดเป็นความเคียดแค้นเพื่อนางบ้างหรือไม่

“อยากรู้หรือ” ชางน่าหลันละสายตาจากสนมขั้นกุ้ยเหรินแล้วเหลือบมองผู้ถาม “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่ตายไปเสีย เจ้าบีบบังคับให้อวี้หรงพบเจอเรื่องเลวร้ายพวกนั้นทำไม” เสียงตวาดถามทำให้อิสตรีทั้งสองที่นั่งอยู่กับพื้นสะดุ้งโหยง พวกนางต่างรู้ดีว่าชางน่าหลันสิ้นความอดทนแล้ว

“ต่อให้ท่านสังหารข้า อวี้หรงก็ไม่ฟื้นกลับมา” ชางหว่านอี้กล่าว ดีร้ายอย่างไรนางก็เป็นองค์หญิงคนหนึ่งเหมือนกัน ต่อให้ชางน่าหลันเป็นที่โปรดปรานและมีอำนาจมากมายเพียงใด แต่จะมากถึงขั้นที่เสด็จพ่อยอมปล่อยให้อีกฝ่ายสังหารนางเชียวหรือ บ้านเมืองมีขื่อมีแปร แม้นนางกระทำความผิดทว่าก่อนจะลงโทษก็ต้องมีหลักฐานครบถ้วนเสียก่อน หาใช่สามารถกระทำการโหดร้ายได้ตามใจชอบ

“เจ้าพูดถูก” ชางน่าหลันย่อตัวลงอีกครั้ง มือเรียวเชยคางผู้เป็นน้องสาว “ทว่าข้าไม่ได้คิดจะสังหารเจ้า และไม่คิดจะให้หว่านอี้ฟื้นกลับมาด้วย คนอย่างเจ้าไม่คู่ควรกับความตายหรอก เพราะว่ามันสุขสบายเกินไป”

นางจะทำให้ชางหว่านอี้รู้ว่าอยู่ไม่สู้ตายเป็นอย่างไรต่างหาก ต่อให้อยากตายก็ตายไม่ได้ ต่อให้อยากอยู่ก็ต้องพบเจอความทรมาณที่คาดเดาไม่ได้ ตอนนี้ชางอวี้หรงเพิ่งออกเดินทาง นางจะปล่อยให้คนต่ำช้าอย่างชางหว่านอี้ตามไปรบกวนชางอวี้หรงถึงปรโลกได้อย่างไร

“ต่อให้จะทำอะไรกับข้าก็เปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นกับอวี้หรงไม่ได้ ต่อให้ตายไปแล้วชื่อเสียงขององค์หญิงสี่ก็ยังแปดเปื้อนโสมมอยู่ดี”

สิ้นน้ำเสียงจองหอง เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าพลันตามมาทันที “เจ้ากำลังท้าทายความอดทนข้าอยู่ใช่หรือไม่ อยากรู้หรือว่าข้าจะอดทนไม่สังหารเจ้าได้นานเท่าไร”

“ข้ากำลังรอของสำคัญอยู่ เจ้าเองก็ไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก”

ครั้นชางน่าหลันกล่าวจบ ด้านนอกก็มีเสียงขออนุญาตเข้ามาด้านในดังขึ้นพอดี องค์หญิงใหญ่พลันเหยียดยิ้มแล้วกล่าวเนิบนาบว่า “ของที่ข้ารอมาถึงแล้ว”

“ซีห่าว เหตุใดมาช้านัก”

“ท่านผู้นั้นให้กระหม่อมรอนำของบางอย่างมามอบให้องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ เลยล่าช้าไปสักหน่อย”

คนฟังพยักหน้าลงเล็กน้อย แล้วเพยิดหน้าส่งสัญญาณให้ชายที่เพิ่งมาถึงเปิดของสำคัญที่ว่าให้ชางหว่านอี้เห็นให้เต็มตา ศีรษะบุรุษผู้หนึ่งถูกนำไปวางไว้ตรงหน้าองค์หญิงรองเรียกเสียงกรีดร้องให้ดังขึ้น เมื่อชางหว่านอี้เห็นใบหน้าของคนตายชัดเจนนางพลันเขยิบกายถอยหนี

“ท่านสังหารองค์ชายต่างแคว้นเช่นนี้ คิดจะก่อสงครามเพียงเพราะอวี้หรงคนเดียวอย่างนั้นหรือ ท่านไม่เกรงกลัวเสียงสาปแช่งของบรรดาทหารกล้าบ้างหรืออย่างไร”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...