โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[นิยายแปล] คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 ม.ค. 2568 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2566 เวลา 09.42 น. • Kawebook
การจุติครั้งใหม่ เหตุใดจึงเป็นร่างของสวะไร้ค่า ปรมาจารย์เวทย์โอสถผู้ยิ่งใหญ่! จักไม่ยอมพ่ายต่อลิขิตฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องถูกชำระแค้น!

ข้อมูลเบื้องต้น

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ:Guangzhou AlibabaLiteraturelnformationTechnologYCo.,Ltd

ประพันธ์โดย:子莫谦

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย:Glory ForeverPublicCompanyLimited

บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ

แปลและเรียบเรียงโดย: พัชรี อภิพรรัตน์

พิสูจน์อักษร:ปิยนุช มีสุข

เมื่อปรมาจารย์เวทย์โอสถผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่น ต้องโดนเนรเทศให้มาเกิดใหม่!

ในร่างของ “เย่เฟิง” งานหนักไม่เอาเบาไม่สู้ รู้แต่เรื่องสุราและนารี

จากคำสรรเสริญที่เคยได้ จึงกลับกลายเป็นคำด่าทอและขับไล่ ช่างไร้เกียรติน่าอดสู

ทว่าชะตากรรมย่อมแปรเปลี่ยนได้ เมื่ออยู่ในกำมือของเทพเซียน

การกอบกู้ชื่อเสียง จักเป็นบันไดขั้นสำคัญ เพื่อนำไปสู่ ‘แผนล้างแค้น’

ต้องแต่งงานกับองค์หญิง เพื่อช่วงชิงพลังปราณ

ผนวกคัมภีร์จักรพรรดิสวรรค์ที่สถิตย์ในร่าง วิถีปรุงยา และบรรดาสมุนไพรวิเศษ

เพื่อหาหนทางย้อนคืนสู่ ‘อวิ๋นซวี’ดินแดนที่จากมา

สถานที่ที่ท่านอาจารย์โดนฆ่าอย่างเลือดเย็น !!

“ข้าเย่เฟิงขอสาบานต่อฟ้า หากข้ารอดไปได้

ข้าจะทำให้ดินแดนอวิ๋นซวีต้องนองเลือดไปทั่วสารทิศ!”


แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

ท่านปู่ประหลาด

ตอนที่ 1 ท่านปู่ประหลาด

“เจ้าสารเลวไม่เอาไหน กลับถูกคนอื่นเล่นงานทั้งๆ ที่อยู่ในเมืองอวิ๋นอู่เสียได้…”

ขณะที่เย่เฟิงกำลังสะลึมสะลือ จู่ๆ หูของเขากลับได้ยินเสียงตำหนิดังขึ้น คล้ายกำลังตำหนิเขาอยู่ เพราะเขารู้สึกเหมือนมีละอองน้ำลายกำลังพ่นใส่หน้าของเขา

“รีบไปสืบมาเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใด ภายในสามชั่วยามเจ้าต้องสืบมาให้ข้าชัดเจน”

จากนั้นก็มีเสียงนี้ดังตามขึ้นมา ฟังจากน้ำเสียงของผู้พูดแล้ว คล้ายว่ากำลังโมโหสุดขีด

“หรือว่าข้ายังไม่ตาย? หรือที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝันเท่านั้น…”เย่เฟิงนอนอยู่บนเตียง ยังไม่ได้ลืมตา เพียงแค่บ่นพึมพำออกมาเท่านั้น ภายในหัวของเขามีภาพที่เขาตกลงไปในผาดับวิญญาณผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ผาดับวิญญาณเป็นหุบเหวที่ลึกมาก หากตกลงไปอย่าว่าแต่มีชีวิตรอดเลย คงต้องตายอยู่ในหุบเหวลึกนั้นสถานเดียว ทว่าเสียงก่นด่านี้มาจากที่ใดกัน?

อีกอย่างใบหน้าพวกนั้นที่ฝังลึกในความทรงจำของเขา ยังคงชัดเจนเหมือนเดิม แล้วจะเป็นเพียงฝันได้อย่างไร

ท่านปู่ที่เป็นเหมือนญาติสนิทซึ่งชราภาพไปตามกาลเวลา

ผู้ที่นำพาเขาเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกฝน ถ่ายทอดวิชาปรุงโอสถให้แก่เขา อาจารย์ซึ่งจากไปในอุบัติเหตุปรุงโอสถในครั้งนั้น…

คนที่เห็นเขาเป็นเหมือนญาติในช่วงเวลาที่เขาสิ้นหวัง ให้ความอบอุ่นแก่เขา คนที่สอนทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่เขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในการปรุงโอสถ อาจารย์ที่สุดท้ายถูกแยกร่างอย่างโหดร้ายเพียงเพื่อจะถ่วงศัตรูเอาไว้ในช่วงเวลาสำคัญ

“เฟิงเอ๋อร์ รีบหนีไป ข้างหน้าเป็นผาดับวิญญาณ”

บนหน้าผาดับวิญญาณที่สูงเสียดฟ้า มีผู้แข็งแกร่งรวมตัวกันอยู่ มีการเข่นฆ่าเต็มไปหมดทุกพื้นที่ ในวินาทีแห่งความเป็นความตาย อาจารย์ที่ถูกหักแขนหักขา กลับหันมาตะโกนบอกเขาเหมือนเห็นความหวังสุดท้าย

มันคือผาดับวิญญาณ

ผู้ที่ตกลงไปแทบไม่มีโอกาสรอด แต่ก็ยังถือเป็นความหวังสุดท้ายสำหรับเขาอยู่ดี

“ข้าเย่เฟิงขอสาบานต่อฟ้า หากข้ารอดไปได้ ข้าจะทำให้ดินแดนอวิ๋นซวีต้องนองเลือดไปทั่วสารทิศ”

เย่เฟิงกระโดดลงไป แววตาสุดท้ายที่เขาหันมองเต็มไปด้วยความอาฆาต

ภาพเรื่องราวเหล่านั้นผุดขึ้นในหัวของเย่เฟิง ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเขา มันฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาณส่วนลึกของเขา เสมือนจริงขนาดนี้ จะเป็นความฝันไปได้อย่างไร…

“นายท่าน คุณชาย…คุณชายฟื้นแล้ว ฟื้นแล้ว”

ยังไม่ทันที่เย่เฟิงจะได้คิดสิ่งใดไปมากกว่านี้ ก็มีเสียงของคนอีกคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดังขึ้น

“เวรกรรมโดยแท้ เฮ้อ หัวขี้เลื่อยไร้ประโยชน์ ทำไมข้าเยี่ยอู๋เซิงถึงได้มีหลานชายเช่นนี้…ฟื้น ฟื้นแล้วหรือ?” คนที่เอ่ยปากก่อนหน้านี้เหมือนกำลังก่นด่าไม่เลิก แต่เมื่อได้ยินว่าเย่เฟิงตื่นแล้วจึงหยุดทันที แล้วรีบเดินมาดูอาการของเย่เฟิง

ขณะที่เย่เฟิงกำลังจะลืมตา จู่ๆ สมองของเขาก็มึนงงไปชั่วขณะ ความทรงจำแปลกใหม่มากมายท่วมท้นเข้ามาในความทรงจำของเขา ความเจ็บปวดรวดร้าวเจียนขาดใจทำให้เขาเกือบหมดสติอีกครั้ง

ภาพของเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ภาพของบุคคลที่ไม่คุ้นเคย…

ขณะที่สติเลือนราง เขาตระหนักได้ถึงบางอย่าง…หรือว่าเขาจะกลับมาเกิดใหม่?

“เย่เฟิง…เยี่ยเฟิง?”

ในใจของเย่เฟิงคิดไปร้อยแปดพันเก้า นี่เป็นชื่อที่คล้ายกันมาก ยิ่งมีชีวิตที่เกือบจะเหมือนกันอีกต่างหาก ทั้งสองล้วนไม่มีบิดามารดา มีเพียงแต่ท่านปู่คนเดียว…หรือว่านี่คือฟ้าลิขิต?

ชาติที่แล้วสวรรค์บีบให้เขาไม่มีเส้นทางในการเลือกเดิน แต่ตอนนี้กลับให้โอกาสเขาเกิดใหม่ วิญญาณของเขาไม่ได้ดับสูญ แต่กลับได้ครอบครองร่างกายของเจ้าคนดวงซวยนี่ ทว่าร่างนี้ก็ไร้ประโยชน์เสียจริง ทั้งๆ ที่เพิ่งอายุสิบเจ็ดปีแต่กลับอ่อนแอเหลือเกิน

เมื่อรับรู้ถึงความทรงจำใหม่เหล่านั้น เย่เฟิงได้แต่ถอนหายใจ และชะงักไปพร้อมกัน การกระทำในอดีตของเจ้าเยี่ยเฟิงนี่ทำให้เขายากที่จะเชื่อ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ แต่เรื่องกินดื่มการพนันอิสตรีล้วนช่ำชอง เสเพลจนถึงขีดสุด เป็นเพียงสวะที่รอตายไปวันๆ

เขาคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างของสวะเช่นนี้ ชาติก่อนเขาคือผู้ปรุงโอสถที่มีพรสวรรค์โดดเด่น ได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนนับไม่ถ้วน แต่ตอนนี้คล้ายว่าจะกลายเป็นคำก่นด่านับไม่ถ้วนแทน

“ช่างเถอะ เจ้าจงไปสบายเถอะนะ แม้ร่างนี้จะไร้ประโยชน์สิ้นดี ทว่าในเมื่อข้ามาแล้ว ข้าจะมีชีวิตอยู่แทนเจ้าเอง นับแต่นี้เป็นต้นไป…ข้าก็คือเยี่ยเฟิง!”

“ข้าเย่เฟิงขอสาบานต่อฟ้า หากข้ารอดไปได้ ข้าจะทำให้ดินแดนอวิ๋นซวีต้องนองเลือดไปทั่วสารทิศ” คำพูดเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา ความแค้นยังฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ไม่มีวันดับสูญ

ในตอนที่เขากระโดดลงหน้าผา แววตาสุดท้ายที่หันมอง คล้ายเห็นว่าอาจารย์ของเขาถูกตัดหัว…ภาพนั้นกลายเป็นความเจ็บปวดในใจเขาไปตลอดกาล

“ดินแดนอวิ๋นซวี รอข้าก่อน…ในเมื่อข้าเย่เฟิงยังไม่ตาย ข้าจะต้องกลับไปแน่”

เขาเชื่อมั่น ไม่ว่าที่นี่คือที่ใด ในเมื่อมาได้ ก็ต้องกลับไปได้เช่นเดียวกัน

เย่เฟิงจัดการเรียบเรียงความทรงจำพวกนั้นหนึ่งรอบ เมื่อได้สติจึงรู้สึกว่าร่างกายตัวเองผิดปกติ รู้สึกว่าร่างกายเขานั้นร้อนดั่งไฟ ความเร็วของเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเร็วกว่าปกติมากถึงสิบเท่า ความผิดปกติทางร่างกายนี้ทำให้เขาตกใจมาก

ขณะที่ลืมตาขึ้น ผู้ที่ปรากฏตัวตรงหน้าเขาคือผู้เฒ่าคนหนึ่ง ผู้เฒ่าคนนั้นกำลังจ้องมองเขาอย่างตื่นเต้น ส่วนด้านหลังของผู้เฒ่ายังมีชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปียืนอยู่ด้วย ท่าทางเหมือนพ่อบ้าน ส่วนข้างเตียงมีหมอคนหนึ่งที่กำลังตรวจชีพจรเขาอยู่

ตามความทรงจำที่เขาได้รู้มา ผู้เฒ่าคนนี้คือท่านปู่ของเขา ‘เยี่ยอู๋เซิง’เป็นขุนพลอันดับหนึ่งของเมืองอวิ๋นอู่ ส่วนผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังคือพ่อบ้านตระกูลเยี่ย เคยติดตามท่านปู่มาตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน และเคยเป็นหนึ่งในองครักษ์ข้างกายของท่านปู่

เมื่อเห็นเยี่ยเฟิงลืมตา แววตาดีใจพลันปรากฏขึ้นบนหน้าเยี่ยอู๋เซิง เขานึกอยากจะก่นด่าต่อ ทว่าทำเพียงแค่ถลึงตา จากนั้นสีหน้าก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย

ขณะที่ท่านหมอปล่อยมือจากเยี่ยเฟิง เขาลืมตาขึ้นและจ้องมองอีกฝ่ายอย่างสงสัยพิลึก

“หมอเทวดาหลอ ตกลงเป็นเช่นไรกันแน่?”

เยี่ยอู๋เซิงรีบถามอาการกับหมอ

หมอเทวดาหลอทำสีหน้าประหลาดใจ แล้วหันมองเยี่ยเฟิงอีกรอบ จากนั้นพูดว่า “ดูจากอาการของคุณชายเยี่ย ดูเหมือนจะเป็นพิษหยาง”

“พิษหยางหรือ? นี่มัน…” เยี่ยอู๋เซิงชะงัก ชั่วขณะนั้นเขายังตั้งตัวไม่ติด

พิษหยางหมายถึงยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรง เพราะฤทธิ์ยานั้นอันตรายมาก หากใช้เกินขนาดจะทำให้สติเลอะเลือน หรือกระทั่งทำให้ร่างแหลกสลาย ดังนั้นจึงถูกเพิ่มคำว่าพิษเข้าไปในชื่อยา

หมอเทวดาหลอไม่ได้เอ่ยปากต่อ ทว่าลังเลเล็กน้อย เขาเพียงเลิกผ้าห่มใยไหมบนตัวเยี่ยเฟิงขึ้น เห็นเพียงท่อนล่างของเยี่ยเฟิงมีบางอย่างชี้โด่…

แม้หลังจากนั้นท่านหมอจะห่มผ้ากลับไปดังเดิม ทว่าทุกคนเห็นหมดแล้ว สีหน้าของเยี่ยอู๋เซิงกับพ่อบ้านแดงเถือกและกระอักกระอ่วนในทันที

เยี่ยอู๋เซิงหมดคำพูดและรู้สึกปลงพร้อมกัน ดูท่าตัวเขาคงจะแก่แล้วจริงๆ ขนาดหลานชายยังโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในใจเขารู้สึกอิจฉาเล็กน้อย อดไม่ได้จึงพูดว่า “ยังพอมีบางสิ่งที่ได้รับการตกทอดจากข้า เฮ้อ…ความหนุ่มนี่ดีจริงๆ!”

หมอเทวดาหลอกระแอมเสียงเบา

“พิษหยางหากใช้ในปริมาณน้อยไม่มีอันตราย แต่ดูจากอาการของคุณชาย เขาน่าจะใช้เกินขนาดไปมาก” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็กระแอมอีกครั้ง “คุณชายเยี่ยอายุยังน้อย เดิมทีก็กำยำแข็งแรงอยู่แล้ว ตอนนี้ยังใช้พิษหยางเกินขนาด แต่ว่า…”

หมอเทวดาหลอขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของเขาสงสัยเล็กน้อย จากนั้นพูดขึ้นว่า

“หากในสถานการณ์ปกติ อย่าว่าแต่คุณชายเยี่ยที่พลังอยู่ในระดับภพเปิดขั้นสามเท่านั้น ต่อให้พลังของเขาทะลวงไปถึงภพรวมสมาธิก็ยากที่จะยืนหยัดได้นานขนาดนี้ ทว่าเขากลับสลบไปเพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น เรื่องนี้ช่างเหมือนปาฏิหาริย์เลยนะ…”

ในใจของเยี่ยอู๋เซิงประหม่าขึ้นเล็กน้อย จึงรีบเอ่ยปากถาม

“หมอเทวดาหลอ แล้วสถานการณ์ของหลานชายข้าเล่า?”

หมอเทวดาหลอใช้สองนิ้วแตะไปที่ข้อมือของเยี่ยเฟิงอีกครั้ง ผ่านไปสักครู่จึงเอ่ยขึ้น

“นายท่านเยี่ยวางใจได้ คุณชายไม่มีอันตรายถึงชีวิต ทว่าฤทธิ์ยารุนแรงเกินไป คงต้องใช้เวลาประมาณสิบวันกว่าจะสลายไปได้ ได้ยินมาว่าอีกสองเดือนจากนี้คุณชายเยี่ยจะเสกสมรสกับองค์หญิง ดังนั้นช่วงเวลานี้ให้คุณชายเยี่ยอยู่ในบ้านจะดีกว่า อย่าให้เจอสตรีจะดีที่สุด…”

ในที่สุดเยี่ยอู๋เซิงก็โล่งอกได้เสียที จากนั้นจึงถามต่อ

“ต้องจัดยาให้เขาบำรุงร่างกายหรือไม่?”

หมอเทวดาหลอส่ายหน้า

“หากมียาบำรุงเป็นตัวเร่ง พิษหยางจะยิ่งทวีคูณ พิษหยางเป็นทั้งพิษและไม่ใช่พิษ ยาถอนพิษเพียงอย่างเดียวคือ…แค่ก แค่ก แต่ว่าคุณชายเยี่ยได้หมั้นหมายกับองค์หญิงแล้ว…จึงทำได้เพียงพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปก็พอ”

มุมปากของเยี่ยอู๋เซิงกระตุกเล็กน้อย เขาย่อมเข้าใจความหมายของหมอเทวดาหลอ วิธีถอนพิษหยางเพียงหนึ่งเดียวคือสมดุลหยินหยาง ต่อให้เยี่ยเฟิงไม่ได้หมั้นหมายกับองค์หญิง เขาก็ไม่มีทางยอมให้เยี่ยเฟิงถอนพิษด้วยวิธีนี้เด็ดขาด มีเพียงต้องผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ในสถานการณ์เช่นนี้การจะฝืนไปให้ผ่านสิบกว่าวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ส่วนเยี่ยเฟิงนั้นงงเป็นไก่ตาแตก อีกสองเดือนเขาต้องเสกสมรสกับองค์หญิงหรือ?

ในตอนรับรู้ความทรงจำเดิม เยี่ยเฟิงเจอความทรงจำเช่นนี้จริง สองเดือนจากนี้เขาต้องเสกสมรสกับองค์หญิงจากเมืองอวิ๋นอู่

ตั้งแต่ยุคสงครามจนกระทั่งตอนนี้เมืองอวิ๋นอู่เริ่มเจริญขึ้น แต่เพราะอยู่ในภาวะสงครามมาหลายปี ตอนนี้กำลังทหารของเมืองยังไม่แข็งแกร่งพอ และในความทรงจำของเยี่ยเฟิง แม้ฮ่องเต้เมืองอวิ๋นอู่จะมีสนมไม่น้อย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ทั้งราชวงศ์กลับมีเพียงองค์ชายและองค์หญิงอย่างละหนึ่งท่าน อีกอย่างองค์ชายและองค์หญิงเป็นพี่น้องฝาแฝด องค์หญิงมีนามว่าอวิ๋นหานเยียน ส่วนองค์ชายคือองค์รัชทายาทในตอนนี้ มีนามว่าอวิ๋นหาน

ดูจากความทรงจำแล้ว องค์หญิงมีพรสวรรค์โดดเด่น ในเส้นทางการฝึกฝนก็มีพรสวรรค์ที่สูงส่ง หนำซ้ำรูปโฉมงดงาม ตอนนี้อายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่ดูเหมือนพลังรุดไปถึงจุดตันเถียนใกล้จะเข้าสู่ภพเปิดตันเถียนแล้ว

ส่วนเยี่ยเฟิง แม้ปกติเขาจะเกเรเสเพล ก่อเรื่องไปวันๆ ทว่ามีเพียงองค์หญิงเท่านั้นที่เขาไม่กล้าล่วงเกิน ในความทรงจำ องค์หญิงเคยสร้างเรื่องสะเทือนใจเอาไว้กับเยี่ยเฟิง มีครั้งหนึ่งเกือบจะทำให้ตระกูลเยี่ยต้องสิ้นลูกสิ้นหลานกันเลย…

“คนหนึ่งพรสวรรค์โดดเด่นดั่งลูกรักพระเจ้า ส่วนอีกคนเป็นคนเสเพลที่ไร้ประโยชน์ นี่เกรงว่าคงจะเป็นการแต่งงานที่เหลวไหลสิ้นดี”

อีกอย่าง การแต่งงานในครั้งนี้ฮ่องเต้เป็นผู้ประทานด้วยตัวเอง เยี่ยเฟิงจึงคิดไม่ตก แต่แน่ใจได้เลยว่าเรื่องนี้ต้องมีเหตุผลบางอย่างที่เขายังไม่รู้

พ่อบ้านออกไปส่งหมอเทวดาหลอ เมื่อกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง สองตาของเยี่ยอู๋เซิงมีแต่ความเยือกเย็น กลิ่นอายบนตัวเขากดดันเหลือเกิน เยี่ยเฟิงถึงกับกลั้นหายใจแล้วรีบดึงสติกลับมา

พิษหยาง

ตอนที่ 2 พิษหยาง

“นายท่าน หรือนี่จะเป็น…” พ่อบ้านเอ่ยปากอย่างสงสัย

เยี่ยอู๋เซิงทำเสียงฮึดฮัด หรี่ตาลงเล็กน้อย

“อีกสองเดือนหลังจากนี้จะเป็นพิธีเสกสมรสของเฟิงเอ๋อร์กับองค์หญิง คนที่ลงมือวางยาพิษหยางในเวลานี้เหมือนฆ่าคนไม่ให้รู้ตัว อยากจะใส่ร้ายตระกูลเยี่ยว่าเป็นพวกไร้คุณธรรม นอกจากพวกมัน คงไม่มีใครแล้ว”

“เดิมการแต่งงานในครั้งนี้ก็ทำให้พวกมันหวาดระแวงอยู่แล้ว อีกทั้งหลายปีมานี้พวกมันอยากให้ตระกูลเยี่ยย่อยยับ ข้าจึงระวังพวกเขามาตลอด แต่คิดไม่ถึงว่าพวกมันจะสบโอกาสจนได้ ทางหมอเทวดาหลอว่าอย่างไรบ้าง?”

“นายท่านวางใจได้ หมอเทวดาหลอบอกว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ ยิ่งตอนนี้คุณชายฟื้นแล้ว เรื่องแบบนี้หากพูดไปโดยไม่มีหลักฐาน ก็เหมือนเผยธาตุแท้ตัวเอง ทางพระราชวังเองก็น่าจะยังไม่รู้เรื่องนี้”

หลังจากได้ยิน เยี่ยอู๋เซิงก็พยักหน้า

“เจ้าจงไปสั่งการ เรื่องของเฟิงเอ๋อร์ในครั้งนี้ห้ามใครพูดออกไปแม้แต่คำเดียว ไม่เช่นนั้น ฆ่าไม่เว้น อีกอย่างอย่าให้สาวใช้หรือพวกแม่บ้านเข้าใกล้ที่นั่นเด็ดขาด”

ตอนนี้ทั้งตัวของเยี่ยอู๋เซิงเต็มไปด้วยความกดดัน เยี่ยเฟิงไม่สงสัยเลยสักนิด หากมีคนแพร่ข่าวเรื่องนี้ออกไป ท่านปู่คงไม่มีทางปราณีคนผู้นั้นแน่นอน

เขานอนอยู่บนเตียง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ชาติก่อนเขาก็มีท่านปู่อยู่คนหนึ่ง แต่เพื่อเรียนรู้ศาสตร์แห่งโอสถ ในตอนที่เขากลับไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด เขาไม่ได้พบท่านปู่แม้แต่ครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน นี่คือสิ่งที่เขาเสียใจมากที่สุด

หลังจากได้ยินพ่อบ้านพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาก็รีบจากไป

เยี่ยอู๋เซิงเดินมาข้างเตียง แววตาที่เขามองมายังเยี่ยเฟิงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกโกรธที่เขาไม่เอาไหน ทว่ากลับมีความกังวลเจือปนอยู่ด้วย

สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือหากองค์ฮ่องเต้รู้เรื่องนี้เข้า เช่นนั้นการแต่งงานระหว่างเยี่ยเฟิงกับองค์หญิงก็คง…

เพียงแต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น ตระกูลเยี่ยในตอนนี้มีเยี่ยเฟิงเป็นทายาทเพียงคนเดียว ต่อให้เยี่ยเฟิงจะทำตัวบัดซบขนาดไหน ถึงอย่างไรก็เป็นหลานชายของเขา

แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยโทสะ หากเรื่องนี้จัดการไม่ดี ไม่เพียงแต่การแต่งงานกับองค์หญิงต้องเป็นโมฆะ แม้แต่ตระกูลเยี่ยก็ต้องตกเป็นขี้ปากของชาวบ้าน ถึงแม้คนอื่นหรือกระทั่งองค์ฮ่องเต้จะไม่สามารถเอาผิดตระกูลเยี่ยได้ แต่เมื่อตระกูลเยี่ยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น สุดท้ายก็ถือเป็นความอัปยศครั้งใหญ่อยู่ดี

“เฮ้อ เจ้าหลานสารเลว เจ้านี่มัน…”

เยี่ยอู๋เซิงยื่นมือแตะหน้าผากเยี่ยเฟิงอย่างเบามือ มือเขาสั่นเล็กน้อย เยี่ยเฟิงไม่รู้จะพูดสิ่งใด แต่ร่างกลายเขากลับขยับหนีตามสัญชาตญาณ คล้ายว่าก่อนหน้านี้เขาเคยโดนตบหน้ามานับครั้งไม่ถ้วน

เยี่ยอู๋เซิงไม่รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่หลานชายตัวเองแล้ว ก่อนหน้านี้ร่างกายเยี่ยเฟิงอ่อนแอมาก เป็นไปไม่ได้ที่จะแบกรับพิษหยางในปริมาณนั้นได้ วิญญาณของเขาดับสูญไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงร่างที่ว่างเปล่าเท่านั้น ส่วนเย่เฟิงในชาติก่อนเกิดมาพร้อมพลังหยางที่เข้มข้น หากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ ต่อให้เขาเกิดใหม่อีกครั้ง จิตวิญญาณก็คงรับไม่ไหว

หลังจากเยี่ยเฟิงควบคุมร่างกาย ความพลุ่งพล่านในร่างกายก็สงบลงไม่น้อย ถึงแม้ร่างกายในตอนนี้จะยังคงร้อนเหมือนไฟแผดเผา ทว่าฤทธิ์ยาของพิษหยางเมื่อเทียบกับโอสถหยางที่คล้ายคลึงกับที่เยี่ยเฟิงเคยปรุง เขาจึงพอทนกับมันได้

“ท่านปู่…”

ขณะนี้เยี่ยเฟิงไม่ได้คิดอะไรมาก มองดูผู้เฒ่าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยตรงหน้าผู้นี้ ทำให้ในใจเขารู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน ความรู้สึกเหมือนกับท่านปู่ในชาติก่อนกำลังแตะหน้าผากของเขา แม้ชายชราผู้นี้จะปากร้ายไปบ้าง เมื่อได้อ้าปากก็ก่นด่าไม่ไว้หน้า แต่เขาสัมผัสได้ถึงความรักความเอ็นดูที่อยู่ในใจของชายชราผู้นี้

เมื่อได้ยินเยี่ยเฟิงเรียกเขาว่าท่านปู่ มือของเยี่ยอู๋เซิงสั่นเล็กน้อย ความโกรธเคืองบนใบหน้าสลายไปบ้าง ผ่านไปสักครู่เขาก็ถอนหายใจ

“เฮ้อ เจ้าพักผ่อนเถอะ”

เขาไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ หลังจากลุกขึ้นยืนลังเลเล็กน้อย จึงเดินไปเลิกผ้าห่มใยไหมของเยี่ยเฟิงอีกครั้ง พร้อมทำสีหน้าหื่นกาม

“ไม่เสียทีที่เป็นลูกหลานตระกูลเยี่ย บางจุดแข็งแกร่งกว่าผู้อื่น” พูดจบก็หันไปถลึงตาใส่เยี่ยเฟิง

“เจ้าจงวางใจพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ให้ดี ห้ามไปไหนทั้งนั้น ต่อให้ตายก็ต้องทนเอาไว้ ไม่งั้นข้าจะตีจนเจ้าตูดลายไปเลย”

พูดจบจึงได้เปิดประตูออกไป จากนั้นด้านนอกประตูมีเสียงกุกๆ กักๆ อยู่สักพัก คล้ายว่าประตูจะถูกลงกลอนจากด้านนอก

เยี่ยเฟิงหมดคำจะพูด ท่านปู่ของเขาคนนี้ดูเหมือนเป็นคนตามใจตัวเอง หนำซ้ำอายุอานามขนาดนี้ยังดูเหมือนทะลึ่งตึงตังอีก

หลังจากรอบด้านอยู่ในความสงบ เยี่ยเฟิงถึงได้หันมาสนใจร่างกายตัวเอง ตอนนี้เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายยังรวดเร็วเหมือนเดิม ภายใต้ฤทธิ์ยาที่รุนแรงของพิษหยาง ทำให้เยี่ยเฟิงรู้สึกคอแห้งปากแห้ง

นี่เป็นสิ่งที่ยุ่งยากพอสมควร หากเป็นชาติก่อน เยี่ยเฟิงคงจัดการพิษได้ด้วยตัวเองไปแล้ว ทว่าตอนนี้ร่างกายเขาอ่อนแอมาก พลังยุทธ์ก็อยู่ที่ระดับภพเปิดชีพจรขั้นสามเท่านั้น ต่อให้เขามีสมุนไพรก็ยากที่จะปรุงโอสถได้

การปรุงโอสถกับฝึกฝนพลังยุทธ์นั้นเชื่อมโยงถึงกัน อาจารย์ปรุงโอสถที่อยู่ในระดับสุดยอดนั้น ต่อให้พลังยุทธ์ของคนผู้นั้นจะไม่แข็งแกร่ง ทว่าก็ไม่ได้ด้อยนัก หากไม่มีพลังมากพอที่จะหลอมสมุนไพร คงเป็นไปไม่ได้ที่จะปรุงโอสถได้

“สวรรค์ช่างเมตตาข้าเสียจริง ไม่ง่ายเลยที่ข้าจะได้กลับมาเกิดใหม่ แต่กลับต้องมารับความทรมานแทนเจ้าคนดวงซวยนี่” ความทรมานจากพิษหยางน่ากลัวที่สุด ทำให้คนตายทั้งเป็นได้ เยี่ยเฟิงที่รู้สึกถึงความทรมานก็แทบจะสบถออกมา

เมื่อกินยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรงเกินขนาด แม้จะไม่ได้ปวดรวดร้าวไปถึงกระดูกเหมือนแผลจากอาวุธ ทว่ายากนักที่จะอดกลั้น เพราะร่างกายต้องการระบายความร้อนจากภายในออกมา

แม้เยี่ยเฟิงจะพยายามอดกลั้นมาตลอด ทว่าความร้อนรุ่มจากภายในร่างกายกลับพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ร่างกายเหมือนกำลังจะระเบิด แต่จู่ๆ จุดชี่ไห่ของเขาก็สะเทือนเบาๆ ความเย็นสบายเหมือนสายน้ำไหลออกมา จากนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายผ่านเส้นเอ็นของเขา

“นี่มัน…”

เยี่ยเฟิงตกตะลึง แม้ขณะนี้เขาจะรู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว ทว่าเขายังไม่ทันได้สัมผัสให้แน่ชัด ก็คิดได้ว่าร่างกายที่ก่อนหน้ายังร้อนดั่งไฟแผดเผา แต่วินาทีนี้ จุดชี่ไห่ของเขากลับเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ตกลงนี่มันเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?

ด้วยระดับภพเปิดชีพจรขั้นสามของเยี่ยเฟิง เขาไม่สามารถมองเห็นร่างกายภายในได้ เยี่ยเฟิงไม่รู้ว่าจุดชี่ไห่ของเขาเกิดอะไรขึ้น

รู้สึกเพียงความเย็นสบายกำลังแผ่ซ่านไปทั่วตัว แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่านั้น คือพิษหยางที่รุนแรงภายในร่างกายกลับถูกกดทับเอาไว้เพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น

ขณะเดียวกัน เยี่ยเฟิงรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่น่ากลัวสายหนึ่ง วิญญาณของเขาเหมือนหลุดออกจากร่าง แล้วไปที่จุดชี่ไห่ภายในพริบตา

เขาเหมือนอยู่ในความฝัน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหัน แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ภายในจุดชี่ไห่ของเขา รอบด้านมืดสลัว กลางอากาศกลับมีก้อนแสงส่องสว่างลอยตัวอยู่ก้อนหนึ่ง

เขาพยายามจ้องไปที่มัน แต่รู้สึกแสบตาทั้งสองข้าง ก้อนแสงสว่างที่เจิดจ้านั่นเหมือนมีบางอย่างอยู่ภายใน มันดูเหมือน…

ดูเหมือนคัมภีร์โบราณฉบับหนึ่ง!

“นี่…หรือว่าจะเป็นคัมภีร์จักรพรรดินั่น?” เยี่ยเฟิงตกตะลึง

ที่เขาต้องกระโดดลงผาดับวิญญาณ ที่เขาได้กลับชาติมาเกิดใหม่ ทุกอย่างเพราะคัมภีร์จักรพรรดิเป็นต้นเหตุ เขาไม่มีทางลืม ตอนนั้นเขากระโดดลงผาดับวิญญาณพร้อมกับคัมภีร์จักรพรรดิ แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลังจากเขาเกิดใหม่ คัมภีร์จักรพรรดิกลับตามเขามาที่นี่ด้วย หนำซ้ำยังเข้าไปอยู่ที่จุดชี่ไห่ของเขา

ความจริง ก่อนหน้านี้เยี่ยเฟิงไม่ค่อยสนใจคัมภีร์จักรพรรดิมากนัก แรกเริ่มเขานึกว่านี่คือคัมภีร์โอสถที่อยู่ในตำนาน ตอนหลังถึงได้รู้ว่าคัมภีร์นั่นคือคัมภีร์จักพรรดิ ชาติก่อนสิ่งที่เขาสนใจมีเพียงท่านปู่และอาจารย์อีกสองท่านเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงการปรุงโอสถ อีกอย่างเขาไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับคัมภีร์จักรพรรดิมากนัก รู้เพียงว่านั่นคือการถ่ายทอดจากจักรพรรดิหยวนกู่

ในชาติก่อน จักรพรรดิสำหรับเยี่ยเฟิงห่างไกลเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะสัมผัสได้

คำว่าจักรพรรดิ มีความตะลึงที่ยากจะจิตนาการได้ ในดินแดนอวิ๋นซวีก่อนหน้านี้ คำนี้ถูกเอ่ยถึงน้อยมาก เพราะห่างจากความเป็นปุถุชนอย่างสิ้นเชิง อีกอย่างคำที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิล้วนเต็มไปด้วยความลึกลับที่มีสีสัน และแทบจะไม่มีคนรู้ด้วยซ้ำ ว่าผู้แข็งแกร่งในระดับภพจักรพรรดินั้นลึกลับมากขนาดไหน พวกเขาอยู่ในตำนานเท่านั้น และเป็นผู้พิชิตสูงส่งที่หลุดพ้นจากความเป็นปุถุชน

ตำนานเกี่ยวกับผู้ที่อยู่ในระดับภพจักรพรรดิเป็นเรื่องที่เล่าต่อกันมาอย่างยาวนาน

ตอนนั้นจักรพรรดิถือกำเนิดจากสุสาน ทำให้เยี่ยเฟิงตะลึงมากพอแล้ว ตอนหลังไม่คิดว่าคัมภีร์จักรพรรดิจะตกอยู่ในมือของตัวเอง

ขณะนี้ ก้อนแสงนั่นสั่นไหวเล็กน้อย คัมภีร์โบราณถูกเปิดออกที่จุดชี่ไห่ของเขาช้าๆ มันลอยอยู่กลางอากาศ มีแสงสว่างรายล้อมเจิดจ้าเรืองรอง

ชั่วขณะนั้น เขาเห็นชัดเจนว่านั่นคือคัมภีร์โบราณที่เขาได้มาตอนแรกจริงๆ เขาตกตะลึงอยู่ในใจ ขณะเดียวกันก็เกิดความสงสัยมากมายด้วยเช่นกัน

ชัดเจนแล้วว่าเรื่องที่เขาสามารถกลับมาเกิดใหม่ต้องเกี่ยวข้องกับคัมภีร์จักรพรรดิโดยตรง

แม้กระดาษจะเริ่มเหลือง แต่กลับมีพลังหมุนเวียนอยู่ในนั้น ตอนนี้มันเปิดออกด้วยตัวเอง มีครรลองที่ประหลาด ทำให้เยี่ยเฟิงรู้สึกพิศวงแล้วพิศวงอีก

หลังจากคัมภีร์โบราณกางออก เยี่ยเฟิงก็ตกตะลึงอีกครั้ง มีคำสองคำประทับอยู่ในหัวของเขา…‘จักรพรรดิสูตร’

“นี่…เป็นคัมภีร์จักรพรรดิโบราณจริงหรือ!”

การสืบทอดพลังแห่งจักรพรรดิ

ตอนที่ 3 การสืบทอดพลังแห่งจักรพรรดิ

ก่อนหน้านี้เขายังลังเลอยู่บ้าง ทว่าขณะนี้กลับยิ่งมั่นใจ ทำให้ภายในใจของเยี่ยเฟิงเต็มไปด้วยความตกตะลึง

อักษรโบราณสองตัวยังเปลี่ยนแปลงไม่หยุด ไม่นานก็กลายเป็นลำแสงก่อนจะพุ่งเข้าไปในสมองของเขา คัมภีร์โบราณเล่มนั้นก็เกิดความเปลี่ยนแปลงทันที กระดาษเหลืองซีดเริ่มเปิดไปทีละหน้าด้วยตัวเอง ตัวอักษรโบราณสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง ในนั้นมีพลังสะสมที่ยากจะอธิบายซ่อนอยู่ มาพร้อมกับเสียงที่มีอยู่และเหมือนจะไม่มีอยู่จริง

“ชนรุ่นหลังผู้โชคดี ข้าขอมอบการสืบทอดพลังระดับภพจักรพรรดิทั้งหมดให้แก่เจ้า ให้เจ้าอยู่เหนือกาลเวลา และพิชิตสรรพสิ่งใต้หล้า”

เยี่ยเฟิงตะลึงจนพูดไม่ออก น้ำเสียงเยือกเย็นนี้ เหมือนมีความเสียดายเจือปนอยู่ คล้ายว่าได้ข้ามผ่านกาลเวลาที่ขวางกั้นมาอย่างยาวนาน

ขณะกำลังตกตะลึง ตัวอักษรโบราณก็ได้กลายเป็นลำแสงวิ่งเข้าสู่สมองของเขา เมื่อเขาได้สติ สมองเขาก็เหมือนจะระเบิดออก ข้อมูลจำนวนมหาศาลอัดแน่นเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดที่ยากจะอธิบายถูกส่งไปที่หัว คล้ายกำลังถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ทำให้เยี่ยเฟิงถึงกับหมดสติไปทันที

ทว่าคัมภีร์โบราณที่จุดชี่ไห่ถูกเปิดออกบางส่วนเท่านั้น ส่วนคัมภีร์ที่เหลือกลับถูกลงกลอนเอาไว้ ยากที่จะเปิดออก

ขณะเดียวกัน ในห้องรับแขกห้องหนึ่งของตระกูลเยี่ย เยี่ยอู๋เซิงนั่งอยู่ด้านใน ส่วนพ่อบ้านยืนอยู่ข้างกายเขาอีกที ปรากฏชายชุดดำคนหนึ่งเหมือนกับภูตผีปีศาจเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็ว

“เรียนนายท่าน เรื่องของคุณชายสืบจนแน่ชัดแล้ว”

ชายชุดดำโค้งตัวพร้อมเอ่ยปาก คนผู้นี้ปิดหน้าสวมชุดดำ เผยให้เห็นเพียงดวงตาพญาอินทรีเท่านั้น

เยี่ยอู๋เซิงขมวดคิ้ว ความโกรธเคืองในแววตาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาเอ่ยเสียงต่ำ

“เล่ารายละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบมาให้หมด อย่าให้ขาดตกแม้แต่คำเดียว!”

“เช้าวันนี้ คุณชายออกจากบ้านไปหอวั่งชุน เพื่อไปดื่มเหล้ากับหวังป้าคุณชายรองตระกูลหวังกับซือถูคงคุณชายใหญ่ตระกูลซือถู”

ตอนได้ยินคำว่าหอวั่งชุน เยี่ยอู๋เซิงโกรธจนอยากจะอาละวาด เขาแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาอยู่แล้ว

“หลานสารเลว ตระกูลเยี่ยของข้าเหตุใดจึงได้มีมารผจญเช่นนี้ เมื่อก่อนเอ็นดูเขามากเกินไป จึงทำให้เขากลายเป็นคนเสเพล เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ เกียรติของตระกูลเยี่ยถูกเขาทำจนป่นปี้หมดแล้ว พ่อบ้านโจว ไปลากตัวเจ้าสารเลวนั่นมา ข้าจะตีจนขามันหัก”

เยี่ยอู๋เซิงโกรธจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว แม้แต่คิ้วและหนวดของเขาก็สั่นไม่หยุด

“นายท่าน ตอนนี้คุณชาย…ยังนอนอยู่บนเตียง…”

เยี่ยอู๋เซิงเพิ่งนึกได้ว่าหลานชายไม่เอาไหนของเขายังลงจากเตียงไม่ได้ ตอนนี้ยังถูกขังไว้ในห้องอีก เขาถอนหายใจหนักๆ โบกมือพลางบอกว่า

“ช่างเถอะ รอให้พิษหยางในตัวเขาสลายไปจนหมด แล้วข้าจะไปถลกหนังเขาด้วยตัวเอง”

เขามองดูคนชุดดำตรงหน้า เอ่ยปากถามต่อ

“เจ้าหลานชั่วนั่นทำสิ่งใดที่หอวั่งชุน จงบอกมาอย่างละเอียด”

เมื่อเอ่ยถึงหอวั่งชุน ทำให้เยี่ยอู๋เซิงอึดอัดไปทั้งตัว ความโกรธในใจยิ่งทวีคูณมากขึ้น นั่นเป็นหอนางโลมในเมืองอวิ๋นอู่ เยี่ยเฟิงไม่มีพรสวรรค์แม้แต่น้อยด้านการฝึกฝน แต่ในด้านนี้กลับเชี่ยวชาญโดยไม่ต้องมีคนสอน

ชายชุดดำเห็นเยี่ยอู๋เซิงโกรธขึ้นมา จึงตกใจไปด้วย เลยรีบพูดต่อว่า

“จากนั้นไม่นานคุณชายก็เมาจนล้มพับไป คุณชายรองตระกูลหวังกับคุณชายใหญ่ตระกูลซือถูจึงยกคุณชายไปไว้ในห้องหนึ่ง แล้วให้นางโลมสี่คน เอ่อ…ไม่ใช่ ต้องบอกว่าให้นางโลมจำนวนไม่น้อยเข้าไปที่ห้องคุณชาย ทว่าขณะนั้นหลี่เสี้ยว คุณชายตระกูลหลี่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นพอดี เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงได้แอบเข้าไปในห้องนั้น แล้วพาตัวคุณชายออกมา”

หลังจากฟังจบเยี่ยอู๋เซิงหน้าเขียวหน้าซีด หน้าอกเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง รอบกายเขาแผ่รังสีน่ากลัวออกมา ถ้วยน้ำชาถูกบีบจนแหลกคามือ

ชั่วขณะนั้นภายในห้องมีเพียงความเงียบสงัด ชายชุดดำตกใจจนเหงื่อท่วมตัว เหงื่อของเขาซึมออกมาจากผ้าที่ปกปิดใบหน้า ก่อนจะหยดลงบนพื้น

ผ่านไปสักพัก เยี่ยอู๋เซิงถึงได้คลายมือ ถ้วยน้ำชาที่ถูกบีบจนแหลกร่วงหล่นลงบนพื้น เขาถอนหายใจเสียงเบา พลันโบกมือไปมา

“ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปก่อน”

ชายชุดดำเหมือนได้รับอภัยโทษ เขาตอบรับแล้วจากไป

พ่อบ้านโจวเห็นสีหน้าเหี้ยมเกรียมของเยี่ยอู๋เซิง จึงเอ่ยปากถาม

“นายท่าน เรื่องนี้…?”

เยี่ยอู๋เซิงสูดหายใจเขาลึกๆ “หวังซ่างเทียน ซือถูอู่โหว…ตาแก่สองคนนี้ กล้าลงมือกับตระกูลเยี่ยของข้าหรือ พวกมันคงมีชีวิตอยู่สุขสบายมากเกินไป รอให้งานเสกสมรสขององค์หญิงกับเฟิงเอ๋อร์ผ่านไปก่อน ข้าจะตอบแทนพวกนั้นอย่างสาสม”

เยี่ยอู๋เซิงหันมามองพ่อบ้านโจว

“เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ด้วย เลือกคนมาปกป้องเฟิงเอ๋อร์อย่างลับๆ สักยี่สิบคน หากมีใครกล้าบุกเข้ามา ไม่ว่าเป็นใครก็ฆ่าได้ทันที”

พ่อบ้านโจวตกใจ เอ่ยถามเสียงต่ำ

“นายท่านคิดว่าพวกมันจะลงมืออีกหรือ?”

เยี่ยอู๋เซิงหรี่ตาลงเล็กน้อย พูดอย่างหนักใจ

“ตระกูลเยี่ยเกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์ ย่อมทำให้พวกเขาระแวงอยู่แล้ว เรื่องก่อนหน้านี้พวกมันยังทำไม่สำเร็จ อีกสองเดือนต่อจากนี้จะเป็นพิธีเสกสมรสของเฟิงเอ๋อร์กับองค์หญิง หากพวกมันยังไม่สมใจ น่าจะลงมืออีกครั้งในช่วงเวลานี้ อีกอย่างไม่เพียงแต่พวกเขาสองตระกูลเท่านั้น ข้าคาดว่าพวกมันคงไม่กล้าบุกเข้ามาอย่างอุกอาจที่ตระกูลเยี่ย แต่ป้องกันไว้ดีกว่า หลายปีมานี้มีคนมากมายเหลือเกินที่อยากให้ตระกูลเยี่ยจบสิ้นสักที”

ภายในเมืองอวิ๋นอู่ ขอเพียงเยี่ยอู๋เซิงยังมีชีวิตอยู่ คนพวกนั้นจะรู้สึกกดดัน รู้สึกระแวง แต่ก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม

เยี่ยอู๋เซิงถอนหายใจอีกครั้ง

“พ่อบ้านโจว เจ้าไปเตรียมของขวัญแล้วนำไปมอบให้ตระกูลหลี่ พรุ่งนี้ข้าจะไปด้วยตัวเอง ข้าจะไปดูเฟิงเอ๋อร์ก่อน”

พ่อบ้านโจวทำท่าครุ่นคิด พยักหน้าบอกว่า “นายท่านวางใจได้ ข้ารู้ว่าต้องทำเช่นไร ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”

เยี่ยอู๋เซิงเดินออกจากห้องรับแขกเพียงลำพัง เมื่อมองดูจวนที่ว่างเปล่า ในใจพลันรู้สึกหดหู่เล็กน้อย

ตระกูลเยี่ยสืบสกุลโดยลูกโทนมาสามชั่วคน ทำให้จำนวนคนในตระกูลมีน้อย ส่วนบิดามารดาของเยี่ยเฟิงนำทัพออกรบตั้งแต่เขาอายุสามขวบ ทั้งสองถูกลอบโจมตีในขณะที่ฝีมือห่างชั้นจากศัตรูมาก ทำให้สองสามีภรรยาต้องตายในสนามรบ ลูกหลานในรุ่นที่สามจึงมีเพียงเยี่ยเฟิงคนเดียวเท่านั้น แต่เยี่ยเฟิงกลับไม่เอาไหน เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีต ทำให้เยี่ยอู๋เซิงไม่ได้คาดหวังในตัวเยี่ยเฟิงแล้ว เขาหวังเพียงให้เยี่ยเฟิงสามารถมีชีวิตอย่างปลอดภัยเท่านั้น

“เฮ้อ…”

เขาเดินผ่านศาลาห้องหับและหอมากมาย ในใจยิ่งหดหู่ ร่างกายก็ดูโศกเศร้าตามไปด้วย เสียงถอนหายใจดังออกมาจากปากเขาไม่หยุด

อีกสองเดือนจะเป็นงานแต่งของเยี่ยเฟิง การแต่งงานในครั้งนี้องค์ฮ่องเต้เป็นคนต้นคิดเอง ความหมายที่ซ่อนอยู่เขาจึงรู้ดีที่สุด บางทีนี่อาจเป็นคำมั่นสัญญาที่องค์ฮ่องเต้ให้กับเขา

ประเทศอวิ๋นอู่สงบสุขมาหลายปี ทว่าก่อนหน้านี้ไม่นานประเทศโดยรอบเริ่มฝึกฝนและสะสมกำลังทหาร ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาที่เป็นขุนพลอันดับหนึ่งของประเทศอวิ๋นอู่ เป็นผู้ที่มีพลังที่น่าเกรงขาม จะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ตอนนี้เขาหวังว่างานเสกสมรสของเยี่ยเฟิงจะผ่านไปอย่างราบรื่น หากเยี่ยเฟิงได้รับการคุ้มครองจากราชวงศ์ คาดว่าต่อไปเขาไม่น่าจะมีอันตรายใด

ภายในเรือนหลังเล็กของเยี่ยเฟิง

เขาเริ่มมีสติขึ้นมา ความเจ็บปวดภายในหัวสลายไปหมดแล้ว หนำซ้ำฤทธิ์ยาของพิษหยางเมื่อสักครู่ก็สลายไปอย่างน่าอัศจรรย์ แม้ตอนนี้เขาจะรู้สึกอ่อนล้าทว่ากลับไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ

เขาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ตอนที่เดินไปหน้าประตูนั้นกลับรู้สึกกลัดกลุ้ม เพราะประตูยังถูกลงกลอนจากด้านนอก

จากความทรงจำทำให้รู้ว่า เยี่ยเฟิงมีสาวรับใช้ใกล้ชิดอยู่สองคน เพียงแต่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เยี่ยอู๋เซิงจึงมีคำสั่งห้ามสตรีเข้าใกล้บริเวณนี้

จากความทรงจำใหม่นี้ เขาพอจะรู้คร่าวๆ ว่าที่นี่เป็นดินแดนแบบไหน ดินแดนหยวนเทียนเหมือนกับดินแดนอวิ๋นซวีที่เขาเคยอยู่มาก่อน นับถือการฝึกยุทธ์ ผู้ฝึกยุทธ์ยังคงเป็นผู้ที่ถูกเคารพนับถือ

“ดูท่าไม่ว่าจะอยู่ดินแดนใด ล้วนต้องมีความสามารถที่แข็งแกร่งพอ หากชาติที่แล้วข้าแข็งแกร่งมากพอ คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้”

เยี่ยเฟิงบ่นพึมพำคนเดียว เขาคิดมากมายหลายอย่าง ในชาติก่อนเขาเกือบประสบความสำเร็จอย่างงดงามในด้านการปรุงโอสถ ในชาตินี้เขาก็ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่มีชื่อเสียงให้ได้!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...