โซ่ทอง...ของใจ
นิยาย Dek-D
อัพเดต 31 ธ.ค. 2566 เวลา 02.01 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2566 เวลา 02.01 น. • << ส้มผัก >>ข้อมูลเบื้องต้น
+++++++++++++++++++++++++++
"ทางเดียวที่แกจะได้ที่ผืนนี้คือต้องแต่งงานและมีลูกกับปอแก้วเท่านั้น"
นั่นคือเงื่อนไขที่ทำให้ 'เขา' ต้องแต่งงานกับเด็กอุปการะคนโปรดของแม่
คนที่เขาเกลียดที่สุด เกลียดพอๆ กับที่เกลียดแม่ของตัวเอง
อยากแต่งนักใช่ไหม…ได้…เดี๋ยวจัดให้!กับผู้หญิงที่ยอมแต่งงานตามคำสั่งของคนอื่น
เขาไม่เคยคิดจะไยดี…อยากได้ลูกก็จะทำให้
แล้วจากนั้นก็จบกัน ทางใครทางมัน!
ทว่า…ในความเป็นจริง เรื่องดูจะไม่ง่ายอย่างนั้น
เมื่อใจเขาเริ่มเปลี่ยนไป…
+++++
ตะวัน นฤนารถพัลลพ: เป็นคนหัวดี มีความรับผิดชอบ ทำงานเก่ง เป็นที่ยอมรับของทุกคน แต่มักถูกมองว่าอำมหิตเด็ดขาด พูดคำไหนคำนั้น เขาไล่พนักงานออกเป็นว่าเล่นถ้าทำงานไม่ได้ดั่งใจ เพราะถูกพ่อและย่าเลี้ยงอย่างตามใจ อยากได้อะไรแล้วก็ต้องได้ ถูกย่าสอนให้เกลียดแม่ แต่มีของสองสิ่งที่ย่าอยากได้จากแม่ คือชุดมรกตแก้วกินรีและที่ดินกลางเมืองที่ติดกับธุรกิจของตระกูล ไม่มีวิธีที่จะเอามาครอบครองได้นอกจากทำตามเงื่อนไขของคนที่ตนเกลียด คิดว่าแค่มีลูกจะไปยากอะไร แต่กลายเป็นว่าการได้กลับมาอยู่ในบ้านที่เคยผูกพัน ได้เปลี่ยนความคิดของเขาโดยไม่รู้ตัว…
+++++++++
ปอแก้ว กิจรุ่งโรจน์: ครูสาวจบใหม่ของโรงเรียนที่ตั้งบนที่ดินที่ตะวันต้องการ เธอและพี่สาวคือเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาอุปการะ ตอนเด็กเคยมีความผูกพันกับตะวัน ภาพที่เธอจำได้คือตะวันเป็นคนจิตใจดี คอยปกป้องเธอในทุกๆ เรื่อง แต่นั่นก็เป็นเรื่องก่อนที่เขาจะประสบอุบัติเหตุและถูกทำให้เกลียดแม่ตัวเอง เพราะเชื่อว่าแม่ทำให้ปู่ต้องตาย ทั้งสองห่างกันสิบปีกว่า เจอกันอีกครั้งต้องมาแต่งงานกัน ตามความต้องการของผู้มีพระคุณ เพื่อที่จะดึงลูกชายกลับมาอยู่ด้วย…ซึ่งเธอก็เต็มใจ เพราะคุณตะวัน คือรักแรกของปอแก้ว และเธอเชื่อว่าถ้าเขาจำเรื่องราวก่อนเสียความจำได้ เขาจะเข้าใจแม่ของตัวเอง และกลับมาเป็นคุณตะวันคนดีของเด็กหญิงปอแก้วได้
แอด Fav โซ่ทองของใจ ---> คลิ๊กตรงนี้เลยค่ะ
โซ่ทอง…ของใจ : บทที่ 1
บทที่ ๑
+++++++++++
ไฟรั้วรอบกำแพงอิฐแดงสูงตระหง่านซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองถูกเปิดขึ้นเมื่อตะวันลับขอบฟ้า ก่อนที่รถเก๋งยุโรปป้ายแดงจะเลี้ยวเข้ามาในอาณาเขตของ ‘บ้านวีรภัทรเมธี’ ซึ่งคนในละแวกนี้ต่างรู้ดีว่าเป็นบ้านของเศรษฐินีใจบุญวัยกลางคนที่รับอุปการะเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งไว้มากมาย พร้อมส่งเสียให้เรียนสูงๆ มีอนาคตหน้าที่การงานที่ดีไปหลายต่อหลายรุ่น
หนึ่งในนั้นคือ เฟื่องฟ้า หญิงสาวที่เพิ่งจอดรถอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ เธอเป็นคนสวย ผิวสีแทน แม้อายุย่างเข้าเลขสาม แต่ก็ยังจัดว่าสวยสง่าสมวัย แต่งตัวเปรี้ยวตามสไตล์สาวทำงานสมัยใหม่ เธอก้มมองนาฬิกาพร้อมพึมพำว่าสายจนได้ แล้วจึงรีบก้าวลงจากรถ
“แบตก็หมด ที่ชาร์จก็ลืมหยิบมา ป่านนี้ปอแก้วด่าเปิงแล้วมั้ง”
“พี่เฟื่อง! ทำไมช้านัก! ไหนว่าออกมาตั้งแต่บ่ายสาม!” เสียงบ่นยาวเหยียดนั้นดังออกมาจากตัวบ้าน แม้ไม่ต้องหันไปมอง เฟื่องฟ้าก็รู้ได้ทันทีว่า คนที่มายืนจังก้าอยู่ข้างหลังเธอในเวลานี้ เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากปอแก้ว น้องสาวที่อายุห่างกันแปดปีของเธอเอง
“เฮ้ย นี่พี่นะ ไม่คิดจะยกมือไหว้รึไง” เฟื่องฟ้าทำเป็นเสียงขรึมใส่ กลบเกลื่อนความผิดแบบทีเล่นทีจริง แต่คนน้องบอกว่าไหว้แล้ว แต่เธอมองไม่เห็นเอง “อ้าวเหรอ…ทีหลังก็หัดไหว้กันตอนที่มองตากันสิ จะได้ไม่พลาด”
“อย่ามาทำเป็นเสียงเข้มใส่นะพี่เฟื่อง! ทำผิด มาช้าแล้วยังแกล้งดุใส่” พี่น้องรู้ทันกันเสมอ “เร็วเข้า คุณผู้หญิงรออยู่”
หญิงสาวผมบ๊อบยาวเคลียไหล่ยังคงตรงเข้ามาเร่งพี่สาว เธอจัดว่าเป็นคนเครื่องหน้าสวยมาก ผิวขาวอมชมพู ตาโต ปากรูปกระจับ แม้บอกว่าเป็นพี่น้อง แต่ก็คนละพ่อ จึงทำให้ทั้งเฟื่องฟ้าและปอแก้วมีรูปลักษณ์ที่ต่างกัน คนหนึ่งผิวขาวปานหยวก อีกคนผิวสีแทน คนหนึ่งเป็นสาวมั่น ความคิดอย่างคนสมัยใหม่ อีกคนเป็นสาวหัวโบราณ แต่ก็ไม่ได้ดูหวานจนเรียกว่าเรียบร้อยเกินไป
“เร็วๆ ทำอะไรอยู่เนี่ย ซื้อรถใหม่แล้ว อย่ามามุกรถเสียนะ…ให้ไวๆ”
“รู้แล้วน่าปอแก้ว ไม่ต้องย้ำนักหรอก มาช่วยพี่ถือนี่ก่อน พี่ซื้อขนมมาฝากคนในบ้านกับปอแก้วด้วย”
“เอาไว้ก่อนค่ะ” ถ้าเป็นเมื่อก่อน ปอแก้วคงกระโจนใส่ขนมไปแล้ว เพราะรู้กันว่าหญิงสาวเป็นคนที่โปรดปรานของหวานมาก จนขึ้นชื่อว่าถ้าอยากให้ปอแก้วทำอะไรให้ ก็แค่เอาขนมมาล่อก็ได้แล้ว “ไปหาคุณผู้หญิงก่อน ท่านรอนานแล้ว เร็วๆ พี่เฟื่อง”
“มีเรื่องอะไรกัน เห็นเร่งพี่ให้มาตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อนแล้ว ตัวคุณผู้หญิงก็บอกพี่ว่าไม่ต้องรีบ ให้ว่างก่อน มีแต่ปอแก้วนั่นละ โทร.ตามพี่อยู่นั่น นี่หนีประชุมมาเลยนะ มันเรื่องอะไรกัน”
“ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ รู้แค่ว่าท่านอยากคุยกับพี่เฟื่อง บอกว่ามีเรื่องจะขออนุญาตพี่เฟื่อง”
“ขออนุญาตพี่?” เฟื่องฟ้าเลิกคิ้ว “จะมีสักกี่เรื่องกันเชียวที่ท่านจะต้องขอพี่ก่อน…หรือพูดให้ถูกคือ ไม่มีแล้วมั้ง เรื่องที่ท่านต้องขออนุญาตพี่ มีแต่พวกเรานั่นละที่จะขออนุญาตท่าน เพราะท่านเป็นผู้ปกครองพวกเรา”
“นั่นน่ะสิ ปอแก้วถึงอยากรู้ไงจ๊ะ”
“สรุปคือ ที่เร่งก็เพราะเราอยากรู้ว่าคุณผู้หญิงจะขออะไรพี่”
คนน้องพยักหน้าทำทะเล้น ก่อนรีบคล้องแขนกึ่งลากกึ่งฉุดพาพี่ไปพบเจ้าของคฤหาสน์ ซึ่งเวลานี้รออยู่ที่ห้องนอนแล้ว
“เบาๆ ลากพี่แบบนี้ เดี๋ยวพี่ก็ล้มหรอกปอแก้ว”
“ก็พี่เฟื่องทำไมต้องใส่รองเท้าส้นสูงแล้วก็แหลมขนาดนี้ด้วย”
“แฟชั่นย่ะ…เด็กติดรองเท้าผ้าใบอย่างปอแก้วจะรู้อะไร”
สองพี่น้องพูดคุยกันอย่างสนิทสนมขณะเดินเข้าไปในตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลวีรภัทรเมธี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตกลางเมืองที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพมหานคร ที่ดินผืนนี้แบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนของ ‘บ้านวีรภัทรเมธี’ และส่วนของ ‘โรงเรียนวีรภัทรเมธี’ เป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก เปิดสอนระดับประถมศึกษา แม้โรงเรียนแห่งนี้จะขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเอกชน แต่ค่าเรียนนั้นแสนถูก
เด็กนักเรียนก็เป็นบุตรหลานของคนละแวกใกล้เคียงที่ขัดสน ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่ติดค่าเล่าเรียน จึงพูดได้ว่าโรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน เป็นการเปิดขึ้นเพื่อสังคมตามความตั้งใจของผู้ก่อตั้งโรงเรียน แล้วส่งต่อมาถึงสองรุ่น กระทั่งถึงรุ่นปัจจุบัน นั่นคือ ‘จันทร์ฉาย’ ทายาทผู้มีสิทธิ์ขาดเพียงคนเดียว
วันนี้จันทร์ฉายในวัยกลางคนดูเหนื่อยล้ายิ่งนัก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหล่อนเจ็บออดๆ แอดๆ โชคดีที่มีปอแก้วคอยอยู่ด้วย หญิงสาวในวัยยี่สิบสองเป็นคนกตัญญู เธอเลือกที่จะเรียนครูเพื่อมาช่วยผู้มีพระคุณดูแลโรงเรียน โรงเรียนที่ไม่ได้สร้างกำไรให้ รายได้ส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ในโรงเรียนเป็นรายได้จากทรัพย์สินส่วนอื่นของจันทร์ฉาย ส่วนเฟื่องฟ้าเลือกที่จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอก นานๆ จึงจะแวะกลับมาเยี่ยมผู้มีพระคุณและน้องสาวอย่างเช่นวันนี้
“คุณผู้หญิงคะ” ปอแก้วเคาะประตูหน้าห้องนอนใหญ่ “พี่เฟื่องมาแล้วค่ะ”
เมื่อคนในห้องบอกอนุญาต ปอแก้วก็เดินนำพี่สาวเข้าไปส่ง ก่อนทำท่าจะออกไป แต่จันทร์ฉายที่นั่งอยู่หน้าโซฟาตัวยาวเรียกไว้ก่อน
“อยู่ด้วยกันนี่แหละปอแก้ว เรื่องที่ฉันจะคุยกับเฟื่องฟ้าเป็นเรื่องของเธอ”
สองพี่น้องนั่งลงที่หน้าโซฟาอย่างเคย ไม่ใช่ว่าจันทร์ฉายจะยกตนเหนือกว่าพวกเธอ แต่เป็นเพราะความเคยชิน ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก พวกเธอชอบนั่งนวดขาให้ผู้มีพระคุณ บางครั้งก็กอดขาคู่นั้นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกอบอุ่นตามประสาเด็กกำพร้าที่ได้รับเมตตา โดยเฉพาะปอแก้วที่ดูจะสนิทกับจันทร์ฉายมาก รักเหมือนแม่ เพราะเมื่อครั้งถูกรับมาอุปการะ เธอยังเด็กมาก ไม่มีความทรงจำของแม่ แม่ของเธอก็คือผู้หญิงตรงหน้านี้
“ฉันจะไม่อ้อมค้อมนะ เฟื่องฟ้า” จันทร์ฉายเข้าประเด็นทันที “ฉันจะขอปอแก้วกับเธอ”
“ขอปอแก้ว?” เฟื่องฟ้าที่ค่อนข้างเป็นคนฉลาดก็ยังไม่เข้าใจความหมาย ปอแก้วก็เช่นเดียวกัน
“ฉันจะให้ปอแก้วแต่งงานกับลูกชายคนเดียวของฉัน”
สองพี่น้องมองสบตากันอย่างตกใจ ก่อนเบือนหน้าไปทางผู้มากวัยกว่า
“ใช่…ฉันจะให้ปอแก้วแต่งงานกับตะวัน”
“คุณตะวัน?” สองพี่น้องตกใจยิ่งกว่าตอนแรก
“ว่ายังไงเฟื่องฟ้า” จันทร์ฉายเอ่ยถามเมื่อเห็นสองพี่น้องยังอึ้ง “เธอจะขัดข้องมั้ย”
“เฟื่องไม่มีอะไรขัดข้องหรอกค่ะ คงต้องถามปอแก้วมากกว่า” คนพี่ตอบในสิ่งที่ควรเป็นอย่างนั้น ก่อนหันมามองหน้าน้องสาว เพียงแค่สบตาก็พอเดาได้ว่า น้องเองก็คงเพิ่งได้ยินเรื่องนี้ไม่ต่างกัน “มันเกิดอะไรขึ้นคะคุณผู้หญิง ทำไมอยู่ดีๆ คุณผู้หญิงถึงพูดอย่างนี้ คุณตะวันจะยอมมาแต่งงานกับผู้หญิงอย่างปอแก้วได้ยังไงคะ ตอนนี้เธอเหมือนอยู่คนละโลกกับเรา…ต่อให้เธอยอม คุณย่าคุณตะวันล่ะ คุณพ่ออีก อะไรทำให้จู่ๆ คุณผู้หญิงถึงพูดแบบนี้คะ”
เฟื่องฟ้าคือคนที่ออกไปใช้ชีวิตยังโลกภายนอกมากกว่าทุกคนในบ้านหลังนี้ จึงรู้ดีว่า ‘ตะวัน’ ที่จันทร์ฉายเอ่ยถึง ก็ไม่ได้ต่างกับตะวันที่อยู่บนท้องฟ้า ไม่มีวันที่จะโคจรกลับมาที่บ้านหลังนี้ เขาไม่มองมาด้วยซ้ำ
“ฉันยังไม่ได้บ้า” จันทร์ฉายเหมือนรู้สิ่งที่เฟื่องฟ้าคิด “ส่วนเรื่องที่ว่าตาตะวันหรือญาติฝ่ายโน้นจะยอมมั้ย นั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องไปกังวล เธอก็แค่ตอบว่าจะยอมให้น้องสาวไปแต่งงานกับตะวันหรือเปล่า แค่นั้นพอ เรื่องอื่นฉันจะจัดการเอง”
“เฟื่องไม่ใช่คนตัดสินใจค่ะ” เฟื่องฟ้ามองสบตาปอแก้ว ซึ่งเธอก็แน่ใจว่า ถ้าเป็นคำสั่งของจันทร์ฉาย อย่างไรน้องสาวก็ต้องทำ “คิดให้ดีนะปอแก้ว คุณตะวันในเวลานี้เป็นคนที่ร้ายกาจมากนะ จำที่พี่เคยเล่าวีรกรรมคุณตะวันได้มั้ย…คิดให้ดี ถ้ายอมตกลง ปอแก้วก็ไม่ต่างจากตกนรกเลยนะ”
“พี่เฟื่อง!” ปอแก้วรู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของจันทร์ฉายที่พี่สาวพูดออกมาอย่างนั้น
“เฟื่องฟ้าพูดถูกนะปอแก้ว เธอก็รู้ว่าตะวันเป็นคนร้ายกาจแค่ไหนกับคนที่เขาไม่ชอบ ฉันอยากให้เธอแต่งงานกับตะวัน แต่ฉันก็จะเคารพการตัดสินใจของเธอ ถ้าเธอจะไม่ยอมแต่ง ฉันก็จะไม่ฝืนใจ…ฉันเข้าใจ”
ปอแก้วครุ่นคิดขณะมองสบตาจันทร์ฉาย “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมอยู่ดีๆ คุณผู้หญิงถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา บอกเหตุผลให้ปอแก้วฟังหน่อยได้มั้ยคะ เมื่อฟังแล้ว ปอแก้วสัญญาว่าจะทำตามที่คุณผู้หญิงต้องการทุกอย่าง แม้ต้องแต่งงานกับคุณตะวัน”
“ปอแก้ว!” เฟื่องฟ้ารั้งแขนน้อง “ต่อให้สงสารคุณผู้หญิง แต่นี่คือชีวิตทั้งชีวิตของเธอเลยนะ”
“พี่เฟื่อง ชีวิตปอแก้วเป็นของคุณผู้หญิงตั้งแต่วันที่ท่านช่วยเรามา พี่เฟื่องอาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะพี่เฟื่องมาอยู่ที่นี่ตอนโตแล้ว ถ้าไม่มีท่านเลี้ยงดู พี่เฟื่องก็คงไม่เป็นไร แต่ปอแก้วเป็นแค่เด็กน้อย ปอแก้วโตมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะท่าน ตลอดมาท่านไม่เคยขออะไรปอแก้ว การที่อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องนี้ ปอแก้วเชื่อว่าท่านมีเหตุผลที่จำเป็นต้องทำแบบนี้ แล้วปอแก้วแค่อยากรู้เหตุผลนั้น…”
สองพี่น้องหันหน้ามาทางจันทร์ฉายเพื่อรอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ…
“พวกเราอธิบายได้ครับ เราทำทุกทางแล้ว แต่เจ้าของที่ก็ไม่ยอมขาย บอกว่าจะคุยกับท่านรองคนเดียวเท่านั้น ถ้าได้พบท่านรอง ทางนั้นถึงจะยอมเจรจา” ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อวัยกลางคนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะมองไปที่หัวโต๊ะประชุม ตรงเก้าอี้ที่หันหลังให้เขาอยู่คือคนสร้างแรงกดดันให้แก่เขาเป็นอันมาก “ท่านรอง…”
‘ท่านรอง’ ที่ว่าทำเพียงโบกมือส่งสัญญาณให้เงียบๆ ขณะยังคงนั่งหันหลังให้ผู้ร่วมโต๊ะประชุม บ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากฟังคำอธิบายหรือแก้ตัวใดๆ แล้ว เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เก้าอี้โยกผู้บริหารตัวนั้นจึงได้หมุนกลับมา เผยให้เห็นว่าท่านรอง ที่ทุกคนให้ความเคารพยำเกรงนั้นเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ด ที่ชื่อ ‘ตะวัน นฤนารถพัลลพ’
ใบหน้าคมแม้ดูอ่อนเยาว์ แต่ก็น่าเกรงขามด้วยบุคลิกท่าทางสุขุม เยือกเย็น อย่างผู้บริหารที่มีอำนาจในบริษัท จะเป็นรองก็แค่สองคนเท่านั้น คนหนึ่งคือท่านประธานใหญ่ มีศักดิ์เป็นบิดา ส่วนอีกคนคือย่าที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งทั้งสองก็แทบจะยกทุกอย่างให้ชายหนุ่มเป็นคนตัดสินใจแทบทั้งสิ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้คนที่ทำงานมานานอย่างผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อต้องให้ความยำเกรง สิ่งที่ทำให้คนที่นี่ยอมรับตะวันคือความสามารถในการทำงาน เขาไม่ใช่แค่ลูกคนรวยบ้าอำนาจที่ดีแต่สั่งให้คนอื่นทำงาน แต่ถ้าทำไม่ได้ก็คือจบ!
“ทำงานไม่สำเร็จ?” ตะวันยืนขึ้น เผยให้เห็นว่าเขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงสง่ากว่าชายไทยทั่วไปมาก
“ทางนั้นไม่ยอมคุยกับคนอื่นเลยครับ จะขอคุยแค่กับท่านรอง”
“คุณก็เลยกลับมาบอกผม?” คำย้อนถามนั้นบ่งบอกความไม่พอใจ “ให้ผมไปทำงานให้…”
ผู้จัดการวัยกลางคนก้มหน้าต่ำอย่างสำนึกผิด แต่ก็จนใจแล้วจริงๆ พวกเขาพยายามไปเจรจาเรื่องซื้อที่ดินที่อยู่ติด ‘โรงแรมดิโอเชียนสตาร์’ มาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ ลองมาหลายวิธี แต่ก็ไม่เป็นผล กระทั่งได้รับการติดต่อมาจากทนายเจ้าของที่ ด้วยความดีใจจึงรีบรายงาน บอกว่าจะไปเจรจาซื้อ แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่าฝ่ายนั้นต้องการคุยกับ ‘ตะวัน นฤนารถพัลลพ’ เพียงคนเดียวเท่านั้น
“สรุปง่ายๆ คือ หมดปัญญาแล้ว”
“ไม่ครับ เราแค่ขอเวลา เพราะอีกไม่นานโรงเรียนวีรภัทรเมธีก็น่าจะปิดตัวไปเอง ไม่เกินสิ้นปีนี้แน่นอนครับ แค่ปีเดียวเองครับ ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยไปเจรจาซื้อที่ จากราคาที่เราเสนอไป ทางนั้นต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอนครับ ผม…”
ดวงตาคมของผู้เป็นนายที่ตวัดมองหยุดทุกคำพูดของผู้จัดการ “ยังไม่ดีพอ ถ้าคุณมีความสามารถแค่นี้ก็ไปซะ ไปจากที่นี่ซะ ที่นี่ไม่ต้องการคนไร้ประสิทธิภาพ ขนกันไปให้หมดนั่นละ!”
คนทั้งสามถึงกับทรุด แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าอาจจะแค่คำพูดประชดของผู้เป็นนาย พวกเขาไม่ใช่แค่เลขาฯและพนักงานใหม่ๆ ที่จะโดนไล่ออก เพราะทำงานขัดใจท่านรอง แต่พวกเขาเป็นถึงคนทำงานที่นี่มาเป็นสิบยี่สิบปี คงไม่โดนไล่ออกด้วยเรื่องแค่นี้ เรื่องที่ใครก็ไม่สามารถทำได้ ไม่มีใครเจรจาซื้อที่ของตระกูลวีรภัทรเมธีได้
“ไล่ออก…” แล้วก็จริงอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ หลังผู้เป็นนายออกไป หัวหน้าฝ่ายบุคคลก็เข้ามาพร้อมกับซองขาวสามซองยื่นให้ทุกคน “เสียใจด้วยนะ คุณตะวันจ่ายเงินล่วงหน้าให้ห้าเดือน…”
“แค่นี้เหรอ” หนึ่งในคนที่ถูกไล่ออกโวยวาย “มันไม่ยุติธรรม ก็รู้ว่าที่นั่นไม่มีใครจะซื้อที่ดินผืนนั้นได้อยู่แล้ว รู้มั้ยว่าพวกเราทุ่มเทให้ที่นี่แค่ไหน แค่ทำงานไม่สำเร็จครั้งเดียวถึงกับต้องไล่กันออกเลยเหรอ นี่เหรอคือสิ่งที่ตอบแทนคนทำงานให้เป็นสิบยี่สิบปี”
“สามสิบปี…” ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด “จบแล้วสินะ…”
“ไม่จบหรอกครับ” ลูกน้องคนสนิทเอ่ย อีกคนก็พยักหน้าสนับสนุน “พวกเราจะไปร้องเรียนคุณสุริเยนทร์ บอกว่าคุณตะวันไม่ยุติธรรม ต่อให้ต้องไปร้องเรียนผู้อำนวยการ ผมก็จะทำ พวกคุณจะมาไล่พวกเราออกอย่างนี้ไม่ได้ พวกเราทำงานกันเต็มที่ เต็มกำลังแล้ว เชื่อว่าทั้งสองท่านต้องรับฟัง ต้องรู้ว่าพวกเราทุ่มเทแค่ไหน จะให้เด็กเมื่อวานซืนที่เข้าบริหารงานแค่สองปี มาทำแบบนี้กับพวกเราไม่ได้”
“พอเถอะ” หัวหน้าฝ่ายปรามอย่างรู้ว่าป่วยการที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะหัวหน้าฝ่ายบุคคลก็แค่ทำตามหน้าที่ “เต็มที่ แต่ยังไม่ดีพอสำหรับท่านรอง ตอนเราทำงานได้ ท่านก็ให้เงิน ให้สวัสดิการเราเต็มที่ เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับผลของมัน”
“คนเรามันก็มีพลาดกันได้ ตัวเองเถอะ ทำได้รึเปล่าล่ะ กับแค่ไปพบเจ้าของที่แค่นี้ ทำไมถึงกับต้องโกรธ ต้องไล่ออก ทำยังกับเกลียดอะไรกันนักหนา หรือถือตัวว่าสูงส่ง ทำงานแบบนี้ไม่ได้ งานเหล่านี้คืองานของพวกขี้ข้า! ไอ้กุ๊ยเอ๊ย!”
คำพูดนั้นชะงักไป เมื่อคนที่เปิดประตูเข้ามาคือตะวัน สีหน้าของชายหนุ่มบ่งบอกว่าได้ยินทุกคำพูดที่ถูกด่า สีหน้าที่ไม่ได้บอกว่าโกรธ แต่เป็นอาการมองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ เดินเข้ามาหา ทำเอาคนที่แสดงความโกรธเกรี้ยวก่อนหน้านี้เป็นฝ่ายต้องก้าวถอย
“แทนที่จะเอาเวลามาตีโพยตีพาย เอาเวลาไปหางานดีกว่านะ” ตะวันบอกเสียงเย็น ยังคงเดินเข้าหา ทำเอาอีกฝ่ายผงะจนล้ม แต่กลายเป็นว่าตะวันไม่ได้คิดจะทำอะไร แค่จะไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ลืมไว้บนโต๊ะ เมื่อได้แล้วก็ทำท่าจะเดินออกไป แต่ก็หันกลับมาเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีอะไรค้างใจอยู่ “ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองสูงส่ง เพราะฉันก็มักทำตัวเหมือนกุ๊ยอยู่บ่อยๆ”
ตะวันยื่นมือไปให้คนล้มจับแล้วฉุดให้ยืนขึ้น ปัดเสื้อที่เสียรูปให้ ก่อนตบไหล่ เอี้ยวตัวจะเดินออกไป แต่ก็หันขวับมาซัดหมัดเข้าเต็มดั้งของพนักงานปากดีเต็มแรง ล้มทั้งยืนเลือดกำเดาผุดออกมาราวท่อแตก
“ถ้าจะไปหาหมอ ก็ส่งบิลมาเบิกละกัน เดี๋ยวกุ๊ยอย่างฉันจะจ่ายให้ และถ้าจะแจ้งความก็ได้เลย…”
ทุกคนต่างตะลึงงัน รู้ว่าตะวันเป็นคนเด็ดขาด แต่ไม่เคยเห็นสักครั้งที่จะทำร้ายร่างกายใคร ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างรบกวนจิตใจท่านรองของพวกเขาจนนอตหลุดทำให้มีคนโชคร้ายขั้นสุด ไม่แค่โดนไล่ออก แต่ยังต้องเจ็บตัวด้วย…
โซ่ทอง…ของใจ : บทที่ 2
+++++++
‘ให้ฉัน?’ เด็กหนุ่มวัยสิบห้าตีหน้าประหลาดใจ เมื่อเด็กหญิงตัวเล็กๆ ผิวขาว ตาโต ยื่นโลมาแก้วขนาดสองมือกำเกือบมิดมาตรงหน้าเขา ‘ให้ฉันทำไม มันคือของดูต่างหน้าแม่ของเธอไม่ใช่เหรอปอแก้ว’
เด็กหญิงยังคงพยักหน้า
‘ฉันไม่เอาหรอก แล้วของแบบนี้มันเหมาะกับเด็กผู้หญิงมากกว่า’
‘ปอแก้วให้คุณตะวัน คุณตะวันจะได้ไม่ลืมปอแก้ว ลืมที่นี่’ เธอบอกเหมือนจะร้องไห้ พลางเอื้อมมาจับมือเขาให้รับโลมาแก้ว โลมาที่ปลายหางข้างหนึ่งมีรอยแตกและติดกาวไว้ ‘อย่าลืมปอแก้ว อย่าลืมที่นี่นะคะ’
‘ฉันแค่จะไปซัมเมอร์ที่อังกฤษนะปอแก้ว เดี๋ยวก็กลับ’
‘งั้นกลับมาค่อยคืนปอแก้วนะคะ คุณตะวัน พาพี่โลมาไปเที่ยวด้วย’
‘โอเคๆ งั้นคราวนี้จะพาพี่โลมาของปอแก้วไปด้วย คราวหน้าค่อยพาปอแก้วไปละกัน…’
โลมาตัวนั้นถูกรับมาและเป็นโลมาตัวเดียวกับที่วางบนโต๊ะข้างเตียงนอนใหญ่ ซึ่งเด็กชายวัยสิบห้าในวันนั้นได้เติบใหญ่กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม เขากำลังตกอยู่ในฝัน…ความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นอกจากชื่อ ‘ปอแก้ว’ แล้ว เขาก็จำอะไรเกี่ยวกับเด็กคนนั้นไม่ได้เลย มีเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าภาพในฝันอาจเป็นความจริงคือ ‘พี่โลมา’ ที่อยู่ข้างเตียงนอน
ชายหนุ่มเริ่มพลิกตัวแรงขึ้น มีอาการกระสับกระส่าย เมื่อภาพในฝันเริ่มเปลี่ยนไป เป็นภาพที่เขานั่งอยู่บนรถกับปู่ของเขา กำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง สองข้างทางแทบไม่มีรถวิ่งบนถนน น่าจะเป็นนอกเมือง ราวกับว่าคนที่กำลังตกอยู่ในฝันรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น รู้ว่าต่อจากนี้จะเป็นฝันร้าย…
เสียงรถเบรกอย่างแรงและเร็วจนเสียการทรงตัวไถลลงคูน้ำข้างทาง แรงเหวี่ยงทำให้เด็กหนุ่มแทบสิ้นสติ แต่มือยังกำโลมาแก้วไว้แน่น รับรู้ได้ว่าร่างตัวเองติดอยู่กับเข็มขัดนิรภัย รถคว่ำ ตัวเขาติด…
‘ตะวัน! เป็นอะไรมั้ยลูก ตะวัน! ได้ยินปู่มั้ย ทนหน่อยนะ ปู่จะไปเรียกคนมาช่วย’
“อย่าลงไป!” คนที่หลับอยู่ร้องออกมา “ปู่ครับ อย่าออกไป! อย่าออกไป ได้โปรด ปู่ครับ ได้ยินผมมั้ย!”
เสียงเรียกที่ตะวันรู้ดีว่ามันไม่มีทางส่งไปถึงปู่ได้ แต่ในทุกค่ำคืนที่ฝัน เขาก็พร่ำเรียกพร่ำเตือนว่า นอกตัวรถมีคนดักรออยู่ คนที่เพิ่งยิงคนขับรถบาดเจ็บอย่างเลือดเย็น และรายต่อไปก็กำลังจะเป็นปู่ของเขา
‘พวกแกทำอะไร พวกแกเป็นใคร’ ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา ‘ตะวัน หนีไปลูก ตะวัน!’
‘ปู่ อย่าทำ อย่าทำปู่!’
‘คุณตะวัน?’ เสียงของคนที่เขารู้สึกคุ้นหู ‘คุณตะวันมาอยู่ด้วยได้ยังไง!’
ภาพต่อมาที่ตะวันเห็นคือผู้ชายใส่หน้ากากไอ้โม่งก้มมองลงมา แสงไฟแม้ไม่ได้สว่างมาก แต่ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคย แน่ใจว่าเคยเห็นแววตาคู่นี้มาก่อน เขาอยากเห็นให้ชัดจึงพยายามจะปลดเข็มขัดนิรภัย แต่แล้วภาพในหัวก็เริ่มเบลอ
‘จะฆ่าฉันก็ได้ แต่อย่าทำร้ายตะวัน…ช่วยตะวันด้วย นั่นเลือดเนื้อเชื้อไขของนายแก อย่าฆ่าตะวัน!’
‘ไม่นะปู่ ไม่! อย่า! อย่าทำ!’
“ไม่!” เสียงกรีดร้องอย่างตระหนกของคนในฝัน ตะวันผุดลุกขึ้นจากเตียง เหงื่อกาฬซึมชุ่มไรผม “ให้ตายสิ ฝันบ้าแบบนี้อีกแล้ว!”
ฝันบ้าที่ทำให้เขาปวดแปลบที่แผลเป็นจากรอยผ่าตัดสมอง อาการปวดที่หมอบอกว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะผลของโรค แต่อาจเป็นผลจากความฝังใจ ความเจ็บที่เขาจินตนาการขึ้นเพราะยังเหมือนติดอยู่กับเหตุการณ์ร้ายในวันนั้น
“ถ้าแค่คิดไปเอง ทำไมมันเจ็บ มันทรมานขนาดนี้วะ!”
ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าอาการปวดนั้นจะบรรเทาลง อาการตาพร่าเริ่มดีขึ้น มันทำให้เขามองเห็นโลมาแก้วตัวเดียวกับที่อยู่ในฝัน
“พี่โลมา…ปอแก้ว” นั่นคือความทรงจำเดียวที่ทำให้เขาสามารถผ่านความฝันเลวร้ายไปได้ “ปอแก้ว…ทำไมเราจำไม่ได้ จำไม่ได้ว่าปอแก้วเป็นใคร ทำไมต้องฝันเห็นซ้ำๆ ทำไม…”
นั่นคือสิ่งที่อยากจะรู้เป็นที่สุด แต่ไม่เคยมีใครให้คำตอบได้…
ในเมื่อทุกคนยืนยันว่ารอบตัวเขาไม่มีเด็กผู้หญิงที่ชื่อ ‘ปอแก้ว’
“ถ้าเธอมีตัวตนจริง ก็มาปรากฏตัวซะทีได้มั้ย…ฉันจำไม่ได้ จำอะไรไม่ได้เลย แต่ฉันอยากจำให้ได้ ฉันรู้ว่าเธอมีตัวตนจริง และเธอยังรอ รอให้ฉันเอาพี่โลมาไปคืน…เธอรออยู่ใช่มั้ย ปอแก้ว”
หลังจากฝันร้าย ตะวันก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ชายหนุ่มลุกจากเตียงมายืนมองภาพวาดครึ่งตัวของหญิงสาวตากลมโต ริมฝีปากรูปกระจับ เป็นรูปของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเจอตอนไปลานโชว์โลมา นั่งมองโลมาแสดงอยู่แล้วสายตาก็เบือนไปเจอคนที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าวเดิน เธออยู่ตรงหน้าในมุมที่เขาเห็นเพียงเสี้ยวของใบหน้า
ครั้งนั้นไม่ใช่การได้เจอผู้หญิงสวยจนสะดุดมองครั้งแรก แต่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนตกหลุมรัก ตัวเย็นเฉียบ ไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้ ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างฉายชัดขึ้นในใจ ภาพของเด็กหญิงในฝันเหมือนจะซ้อนทับกับเธอคนนั้น คนที่เขาเพิ่งเห็นเพียงเสี้ยวหน้า
‘ปอแก้ว…เร็วเข้า ออกไปช้ากว่านี้รถติดแน่’ ผู้หญิงที่ดูโตกว่าเรียกเธออย่างนั้น
ตะวันได้ยินไม่ชัดทุกคำ แต่เขามั่นใจว่าผู้หญิงคนนั้นถูกเรียกว่าปอแก้ว ถ้าการพบเจอกันนี้คือเรื่องบังเอิญทั้งหมด บังเอิญว่าเธอจะหน้าเหมือนคนในฝัน บังเอิญว่ามีชื่อเหมือน บังเอิญว่าเธอเป็นคนสวย สวยจนเขารู้สึกประทับใจและคิดว่าตนเองกำลังตกหลุมรัก ตกหลุมรักผู้หญิงเพียงเห็นแค่เสี้ยวหน้าของเธอ เขามีแค่นั้นจริงๆ มีแค่เสี้ยวหน้าในความทรงจำ จนเป็นที่มาของภาพวาดที่ให้ช่างวาดมืออาชีพร่างขึ้นจนกลายเป็นรูปวาดในกรอบรูปที่เขาเฝ้ามองเธอทุกวัน
จากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านไปสองปี สองปีที่ทุกวันว่างตะวันจะไปขลุกอยู่ที่ลานโชว์โลมา ไปเพื่อมองหาผู้หญิงคนนั้น หวังเหลือเกินว่าเธอจะย้อนมา สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง ความผิดหวังที่ไม่อาจบอกเล่าใครได้ เขาไม่ต้องการให้ใครมองเหมือนเขาเป็นคนบ้า เพราะคนรอบตัวยังคงยืนยันว่าก่อนเสียความจำจากการผ่าตัดสมอง เขาไม่เคยรู้จักเด็กที่ชื่อปอแก้ว
นั่นคือคำโกหกจากคนรอบตัว พวกเขาอยากให้ตะวันขาดจากทุกอย่างในบ้านวีรภัทรเมธีเป็นทุนอยู่แล้ว เมื่อได้โอกาสตะวันความจำเสื่อมจากอุบัติเหตุ ก็ได้ทีใส่ไฟว่าตลอดมาแม่ทำแต่งาน ไม่เคยสนใจ รักแต่เด็กในอุปถัมภ์ ทำงานสังคมเอาหน้าเอาตา แต่ไม่เคยสนใจลูกตัวเอง จนปู่และย่าทนไม่ไหว ต้องเอามาเลี้ยง
‘เขาไม่ได้รักลูกเลยนะตะวัน เขาเกลียดพ่อของตะวัน ก็เลยทำเฉยชาใส่ตะวัน…ทุกวันตะวันจะโทรศัพท์มาหาปู่กับย่าบอกให้ไปรับมาอยู่ด้วย ปู่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตะวันมาอยู่กับพวกเรา ปู่ยอมเสียเงินหลายสิบล้าน ยอมฉีกสัญญาที่ทางฝ่ายนั้นบอกจะขายที่ดินผืนเจ้าปัญหาก็เพื่อให้ได้ตะวันกลับมาอยู่กับปู่กับย่านะลูก ตอนนี้ไม่มีปู่แล้ว ย่าไม่เหลือใครแล้วนะลูก…ตะวันต้องอยู่กับย่า อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นมาเอาตัวลูกไปนะ’
ตลอดมาเพ็ญนภาไม่เคยชอบสะใภ้คนนี้ ที่ยอมให้แต่งงานกับลูกชายคนโตก็เพราะเล็งเห็นผลประโยชน์จำนวนมหาศาล คิดจะใช้เงินต่อเงิน แล้วทางฝ่ายสะใภ้ก็เป็นลูกคนเดียว เรือล่มในหนองทองจะไปไหน แต่กลายเป็นว่าสะใภ้คนนี้ไม่ใช่คนอย่างที่หล่อนอยากให้เป็น
จันทร์ฉายเองก็ไม่เคยคิดจะปิดโรงเรียนเพื่อขยายกิจการโรงแรมของครอบครัวสามี หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอม นั่นทำให้ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ลุกลามบานปลายใหญ่โตจนเป็นความเกลียดฝังใจ เพราะคนอย่างจันทร์ฉาย ถ้าเพื่อปกป้องโรงเรียนแล้ว หล่อนจะไม่มีวันอ่อนข้อให้ใครแม้แต่แม่สามี จนสุดท้ายต้องย้ายกลับมาอยู่บ้านตัวเอง ปล่อยลูกให้อยู่กับสามี แม้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ถูก แต่หล่อนก็ทนต่อไปไม่ไหว ได้แต่ฝากฝังลูกชายไว้กับปู่ ซึ่งหล่อนเชื่อว่าท่านเป็นคนดีและเที่ยงตรง ตลอดมาท่านพยายามให้กำลังใจ บอกให้อดทน แต่สุดท้ายตัวท่านเองก็เข้าใจ ไม่ห้าม แต่ก็ไม่อยากให้พาตะวันไปจากบ้าน โดยรับปากว่าจะดูแลหลานชายคนนี้เป็นอย่างดี จันทร์ฉายจึงต้องยอม
แล้วนั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิด การออกจากบ้านนั้นทำให้ยิ่งห่างลูก ทำให้ลูกเข้าใจผิดว่าถูกแม่ทิ้ง แม้ทุกวันหยุดลูกจะถูกพามาทิ้งไว้ที่บ้านวีรภัทรเมธี แต่ก็เป็นการมาที่ขัดคำสั่งไม่ได้ เขาเพียงทำตามความต้องการของปู่เท่านั้น แล้วยิ่งมาเลวร้ายหลังจากสิ้นบุญของวราทิตย์ และตะวันก็ไม่เหลือความทรงจำเกี่ยวกับมารดาเลย
‘ในเมื่อแม่เกลียดผม ผมก็ไม่จำเป็นต้องรักแม่ แม่มีลูกมากแล้วนี่ ไปทำการกุศลของแม่ตามสบายเลย ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี ผมมีย่า มีพ่อก็พอแล้ว ผมไม่ต้องการแม่…อย่ามายุ่งกับชีวิตผมอีก!’
นับตั้งแต่นั้นความสัมพันธ์ของแม่ลูกก็เหมือนขาดสะบั้น ตะวันจดจำความรักที่แม่ให้ไม่ได้ ยิ่งเมื่อเขาไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศยิ่งห่าง กระทั่งวันที่กลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อสองปีก่อน ก็ไม่เคยคิดจะแวะเวียนไปหา
“คุณต้องการอะไร ยังอยากจะเจอผมอีกทำไม…ในเมื่อตลอดมาคุณก็ไม่เคยคิดว่ามีผมอยู่แล้วนี่”
สุดท้ายแล้วตะวันก็ยังหงุดหงิดเรื่องของผู้หญิงคนนั้น คนที่สังคมยกย่องว่าเป็นแม่พระของเด็กยากไร้ แต่ไม่เคยทำหน้าที่ของแม่ให้ลูกอย่างเขารู้สึกได้เลยแม้สักครั้ง…
รถสปอร์ตหรูเลี้ยวเข้ามาจอดในพื้นที่คฤหาสน์ของ ‘ตระกูลนฤนารถพัลลพ’ เป็นจังหวะเดียวกับที่เด็กในบ้านรีบวิ่งออกมาเปิดประตูให้ เพราะรู้ว่ารถคันนี้เป็นของตะวัน เจ้านายอีกคนของคฤหาสน์หลังนี้
“คุณย่ากับคุณพ่ออยู่ไหน” ชายหนุ่มเอ่ยถามเด็กเปิดประตู
“ท่านรอคุณตะวันที่ห้องรับแขกครับ”
ตะวันพยักหน้ารับ แต่สายตาเบือนไปเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกล รถที่เขาจำได้ว่าเป็นของอาทิตย์ ลูกชายของสุดา ซึ่งมีอายุห่างกับเขาห้าปี อาทิตย์เป็นน้องชายที่นิสัยดี ร่าเริง เข้ากับเขาได้ แต่คนที่ไม่ค่อยชอบคืออาสาวมากกว่า เพราะหล่อนมักจะชอบพูดเหน็บแนมเขาอยู่เรื่อยๆ แต่ต่อให้ไม่ชอบ ตะวันก็ยังมีความอดทนพอและรู้ว่านั่นคือญาติผู้ใหญ่ ควรให้เกียรติ ที่สำคัญเขายอมลงให้เพราะเห็นแก่น้องชาย
“อาสุดามากับอาทิตย์ด้วยมั้ย”
“ครับ คุณอาทิตย์กับคุณสุดาบอกว่าจะแวะมาทานข้าวกับคุณท่าน มาตั้งแต่บ่ายแล้วครับ ตอนนี้ก็อยู่ที่ห้องรับแขกด้วยกัน”
ตะวันพ่นลมหายใจเบาๆ เหมือนเตรียมใจรับฟังคำพูดประชดเหน็บแนมของสุดา ก่อนเดินเข้าไปในบ้าน แต่ยังไม่ทันจะได้ถึงห้องรับแขก หางตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่ทำท่าจะย่องเข้ามาหาเขาจากข้างหลัง แล้วกระโจนพรวดเข้ามากอดคอ
“พี่ตะวัน! โอ๊ย!” เสียงเรียกชื่อแทบจะมาพร้อมกับเสียงร้องอย่างเจ็บปวด เมื่อคนพี่ศอกเข้าที่ท้อง แม้ออมแรงไว้ แต่ก็ทำเอาคนจู่โจมตัวงอถอยออกห่าง พลางยกมือห้ามเมื่อพี่แกล้งยกขาจะตามไปซ้ำ “พอแล้วๆ พี่ตะวัน ถึงกับต้องลงไม้ลงมือกับผมเลยเหรอ เจ็บอะ จุกเลย!”
ตะวันส่ายหน้าระอาการแสดงละครของไอ้น้องชายตัวแสบ
“ตะวัน! ทำอะไรลูกฉัน” คนในห้องรับแขกแผดเสียงขึ้น พลางกระเหี้ยนกระหือรือเข้ามาหาตะวัน ผลักอกชายหนุ่มออกก่อนจะเข้าไปพยุงลูกชายตัวเอง “อาทิตย์ เป็นไงบ้างลูก ตะวัน เรื่องอะไรมาทำน้อง น้องก็แค่จะเล่นด้วย!”
“คุณแม่…อย่าโวยวายสิครับ ผมแค่ล้อพี่ตะวันเล่น พี่ตะวันเองก็ไม่ได้ศอกใส่ผมจริงๆ หรอก ผมแค่อำเล่น ใช่มั้ยพี่ตะวัน”
“ฉันตั้งใจ ว่าจะเอาหนัก โชคดีไปที่แกหลบได้ทัน” ตะวันยังคงเป็นพี่ชายหน้าตาย “โตเป็นวัวแล้วยังจะมาเล่นเป็นเด็กอยู่ได้ ถอยไปห่างๆ ฉัน ไม่ต้องมากอด…ขนลุก”
สุดาทำกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจ ในขณะที่คนโดนว่าเป็นวัวกลับหัวเราะชอบใจ ยังคงเข้าไปคลอเคลียพี่ชายขี้เก๊ก กอดคอพี่ไว้อย่างไม่สนคำไล่ เพราะรู้ว่าพี่ไม่ได้รังเกียจจริงๆ “ก็ยังดีที่บอกว่าน้องเป็นวัว ไม่ได้บอกว่าเป็นควาย”
“ปล่อยฉันได้แล้ว เกาะเป็นปลิงเลย”
“ทำไมตะวันชอบพูดแรงๆ กับน้อง” สุดาจะเอาความ แต่ชายหนุ่มกลับเดินผ่านหน้าเข้าไปในห้องทำเหมือนไม่ได้ยิน ไม่ได้สนใจ หล่อนจึงหันไปเล่นงานลูกชาย ดึงแขนไว้ กระซิบกระซาบอย่างคนเหลืออดเหลือทน “อาทิตย์! ทำไมชอบไปคลอเคลียให้เขาด่า! แกควรไปเอาใจคุณย่า ไม่ใช่ไอ้ตะวัน”
“ไร้สาระน่าแม่” ชายหนุ่มปัดมือมารดา ตรงเข้าไปในห้อง ซึ่งมีเพ็ญนภาและสุริเยนทร์รออยู่ก่อนแล้ว จึงทันเห็น ผู้มากวัยกว่าทั้งคู่ยกมือรับไหว้ตะวัน ก่อนที่เพ็ญนภาจะเรียกหลานชายคนโปรดเข้าไปนั่งข้างๆ ขณะอาทิตย์เข้าไปนั่งข้างพี่ชาย ทำเรื่องขัดใจแม่อีกตามเคย เพราะสุดาอยากให้เขาไปนั่งข้างยายคอยเอาใจมากกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องยอมลงให้เมื่อลูกชายทำเป็นมองไม่เห็นสายตาแม่ หล่อนจึงนั่งลงข้างพี่ชาย
“คุณย่ากับคุณพ่อเรียกผมมามีธุระอะไรเหรอครับ” ตะวันเปิดประเด็นทันที ขณะที่ส่งสายตาปรามน้องชายที่พยายามจะมาเกาะแขนเขาไว้ พฤติกรรมอย่างนี้ของอาทิตย์มักทำให้คนที่ไม่รู้จักมองเห็นบรรยากาศแนว ‘วาย’ ทั้งที่ความจริงมันก็แค่ภาพน้องชายขี้อ้อนกับพี่ชายขี้เก๊กเท่านั้น “ปล่อยแขนฉันได้แล้วอาทิตย์ เดี๋ยวก็ตบหัวทิ่มหรอก”
“ก็ผมคิดถึงนี่ ไม่ได้เจอพี่ตะวันเกือบเดือนได้แล้วมั้ง”
“เกือบเดือนบ้าบออะไร อาทิตย์ก่อนยังวิดีโอคอลมาขอเงินฉันอยู่เลย”
ถึงตอนนี้คนน้องขี้อ้อนก็ยิ้มแห้งๆ ยอมปล่อยแขนพี่ คนอื่นอมยิ้มกับบรรยากาศที่คุ้นตา ยกเว้นก็แต่สุดาเท่านั้นที่ขัดใจ มองว่าคำพูดของตะวันเป็นการหักหน้าหล่อน ที่ปล่อยให้ลูกไปขอเงินคนอื่น
“ว่าไงครับคุณย่า มีธุระอะไรกับผมถึงได้เรียกให้มาหาด่วนเลย”
“ไว้ค่อยคุยกันก็ได้ลูก” เพ็ญนภาบอกปัด เพราะต้องการคุยส่วนตัวแค่หล่อน ลูกชาย และหลานคนโปรด “วันนี้อาสุดากับอาทิตย์แวะมาทานมื้อค่ำด้วย ตะวันนอนที่บ้านนี้ได้ใช่มั้ยลูก”
“ผมว่าจะกลับไปพักที่คอนโดครับ พรุ่งนี้มีประชุมเช้า ไม่อยากตื่นเช้ามาก คุณย่ากับคุณพ่อมีอะไรก็คุยได้นะครับอาสุดากับอาทิตย์ก็คนในครอบครัว ไม่น่าจะมีความลับที่รู้ไม่ได้”
“นั่นสิคะ” สุดาสนับสนุนคำพูดของตะวันอย่างที่ไม่เคยเป็น “คุณแม่เรียกหลานคนโปรดมาทำไมคะ พี่สุริเยนทร์ก็มาด้วย คงไม่ธรรมดาแล้วละ ปกติตั้งแต่มีครอบครัวใหม่ ถ้าไม่มีธุระสำคัญ ก็ไม่ค่อยได้มาบ้านนี้นี่”
“อย่าพูดเหลวไหลน่าสุดา พี่ก็แวะมาหาแม่กับลูกเสมอนั่นแหละ” สุริเยนทร์บ่นอย่างรำคาญ “แล้วก็เลิกเรียกครอบครัวใหม่ซะที พี่อยู่กับปาจารีมาก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว”
สุดายังทำเหมือนหูทวนลม “ความจริงแล้วน่าจะพาครอบครัวใหม่พี่มาอยู่ที่บ้านนี้นะ ยังไงซะพี่ก็ลูกชายคนโต บ้านนี้ก็ต้องเป็นของพี่อยู่แล้วนี่ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปอยู่บ้านเมียคนที่สองเลย ตาตะวันก็ใจกว้างจะตาย คงไม่ว่าอะไรหรอก ใช่มั้ยจ๊ะ"
“พอได้แล้วแม่” อาทิตย์ทนไม่ไหว รู้ว่าแม่ต้องการพูดเสียดสีปมในใจตะวัน “คุณย่ากับคุณลุงคงมีเรื่องจะต้องคุยส่วนตัวกับพี่ตะวัน เราไปดูทีวีคอยที่ห้องนั่งเล่นดีกว่าครับ”
อาทิตย์นั้นมีนิสัยต่างจากมารดาอยู่มาก ชายหนุ่มเป็นเด็กจิตใจดี แล้วที่สำคัญคือติดตะวันมาก ตอนที่ตะวันไปเรียนเมืองนอกก็ตัดสินใจตามไปด้วย ต่อให้ตะวันดูเป็นคนแข็งๆ เย็นชา แต่เขาก็รู้ว่าพี่ชายรักและห่วงใยในแบบฉบับของคนที่แสดงออกด้านความรักไม่เป็น
“ไปเร็วแม่ มีมารยาทหน่อย เดี๋ยวคุณย่ากับลุงกับพี่ตะวันก็หาว่าผมไม่อบรมแม่หรอก”
“ไอ้อาทิตย์! นี่ฉันแม่แกนะ” อาทิตย์ยกไหล่ยั่วประสาทแม่ แถมทำหน้าทะเล้นใส่ แล้วลุกวิ่งหนีออกจากห้องทันที ทำให้มารดาต้องถลาตามจะไปเอาความ “อย่าหนีนะ ไอ้ลูกไม่รักดี สอนเท่าไหร่ไม่รู้จักจำ มานี่เลย!”
ตะวันส่ายหน้าระอา แต่ก็มีรอยยิ้มเล็กน้อย รู้ว่าน้องชายตัวดียอมโดนเล่นงานเพื่อจะพาแม่ไปจากห้อง เปิดโอกาสให้พวกเขาได้คุยธุระส่วนตัวกันสะดวก
“ออกไปได้ซะที” เพ็ญนภาเป็นคนเอ่ยปาก “ร้อยวันพันปีไม่ค่อยจะมาหรอก แต่ดันมาเจอวันที่ย่าเรียกหลานคุยเรื่องสำคัญ ย่าขอโทษแทนอาสุดาด้วยนะลูก ตะวันไม่โกรธอาสุดาใช่มั้ย”
“ไม่หรอกครับ ถ้าโกรธ ผมคงโกรธไปนานแล้ว ว่าแต่ธุระสำคัญที่คุณพ่อกับคุณย่าเรียกผมมาคุยคือเรื่องอะไรครับ”
เพ็ญนภาและสุริเยนทร์มองหน้าสบตากันก่อนที่ฝ่ายลูกชายจะเป็นคนออกปาก “ย่ากับพ่อมีเรื่องจะขอให้ตะวันช่วย เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนในตระกูลเรา”
“เรื่องอะไรครับ”
“ตะวันจำชุดมรกตแก้วกินรีนี้ได้มั้ยลูก” สุริเยนทร์ส่งภาพถ่ายชุดมรกตล้อมเพชรที่มีสร้อย ต่างหู แหวนให้บุตรชายดู “นี่เป็นชุดมรกตประจำตระกูลของเราที่คุณย่ารักมาก แต่มันไปตกอยู่ในมือของคนอื่นมานานแล้ว”
“แล้วยังไงครับ หรือคุณย่าอยากให้ผมช่วยตามมาคืนให้?”
“ตลอดมา เราไม่มีวิธีที่จะได้คืนเลย กระทั่งเมื่อวาน คนที่ครอบครองชุดมรกตแก้วกินรียื่นเงื่อนไขมาที่ย่ากับพ่อ จะบอกวิธีที่พวกเราจะได้ชุดมรกตแก้วกินรีคืน ขอแค่ตะวันยอมไปพบเขา”
“ใครครับ” ตะวันรู้สึกว่าเรื่องนี้ดูคุ้นๆ “อย่าบอกนะว่า…”
ทั้งสองคนพยักหน้า
“เอาที่ดินมาล่อไม่ได้ ก็เอาเรื่องนี้มาสินะ ผู้หญิงคนนั้นจะอยากพบผมอีกทำไม ในเมื่อตลอดมาก็ไม่เคยคิดจะสนใจอยู่แล้วนี่”
“ย่ารู้ว่าตะวันตัดขาดกับจันทร์ฉายแล้ว ย่ารู้ว่าตะวันเกลียดแม่ ย่าก็เกลียดผู้หญิงคนนั้นพอๆ กับตะวัน ถ้าเป็นไปได้ ย่าไม่อยากให้ตะวันเข้าไปใกล้พวกนั้นด้วยซ้ำ แต่…แต่ถ้านี่คือหนทางเดียวที่เราจะได้ชุดมรกตคืน ย่าก็อยากขอตะวัน ให้ตะวันลองไปเจอเขา…ได้มั้ยลูก ทำเพื่อย่าสักครั้งได้มั้ย”
“ไม่ต้องห่วงนะ พ่อจะไปกับตะวันด้วย” สุริเยนทร์ให้ความกล้าลูกชาย เพราะคิดว่าอีกฝ่ายหวั่นไหว
“ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมจะไปเอง นัดวันมาได้เลย ถ้าอยากเจอ ผมก็จะไปเจอ จะได้มองหน้าสักครั้งว่า แม่พระที่รักแต่ลูกคนอื่น ไม่เคยสนใจลูกตัวเอง จะยังน่ารังเกียจเหมือนเดิมไหม”
แววตาของตะวันสะท้อนความชิงชังชัดเจน มันสร้างความพอใจให้แก่เพ็ญนภาเป็นอย่างยิ่ง ในขณะสุริเยนทร์ก็ไม่ได้แสดงออกใดๆ มากไปกว่าวางเฉยอย่างที่เคยเป็นตลอดมา กระนั้นเขาก็เป็นคนได้รับการติดต่อจากจันทร์ฉาย นั่นจึงเป็นที่มาของการเรียกตะวันเข้ามาพูดคุยในวันนี้
‘ให้ตะวันมาพบฉันที่บ้านวีรภัทรเมธี แล้วฉันจะบอกวิธีที่คุณและแม่ของคุณจะได้ชุดมรกตและที่ดินของโรงเรียนวีรภัทรเมธีไปครอบครอง ฉันจะไม่คุยกับคนอื่นนอกจากตะวันเท่านั้น!’
โซ่ทอง…ของใจ : บทที่ 3 (1)
+++++
เมื่อตะวันตกลงใจว่าจะไปพบจันทร์ฉาย สุริเยนทร์โทร.แจ้งจันทร์ฉายนัดเป็นบ่ายวันพรุ่งนี้ แต่พอแจ้งตะวัน กลายเป็นว่าชายหนุ่มมีธุระด่วนเข้ามา เขาจึงให้บิดาโทร.ไปเลื่อนนัดเป็นรอบเช้า แต่กลายเป็นว่าเพ็ญนภามีแผนที่จะทำให้การเจอกันครั้งแรกของสองแม่ลูกในรอบหลายปีจบลงไม่สวย แผนนั้นคือไม่ต้องโทรศัพท์ไปแจ้งฝ่ายนั้นว่าตะวันขอเลื่อนนัดให้เร็วขึ้น
“เชื่อแม่เถอะ ยิ่งให้คอยนานเท่าไหร่ ตะวันยิ่งจะของขึ้นง่ายเท่านั้น”
“ก็ใช่ครับ แต่ถ้าตะวันเกิดโมโหจนไม่ยอมอยู่คุยล่ะครับ เราก็ไม่รู้สิว่าจันทร์ฉายต้องการอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการจะให้ชุดมรกตแก้วกินรีและก็ที่ดินทองผืนนั้นกับพวกเรา”
“ยังไงมันก็ต้องให้…แม่ว่า มันก็แค่อยากจะเอาใจตะวัน คงเพิ่งคิดได้เพราะใกล้ตาย”
“คุณแม่หมายความว่าไง”
“เมื่ออาทิตย์ก่อน แม่เจอนังจันทร์ฉายที่โรงพยาบาล มันไปตรวจร่างกาย แม่เห็นเข้าไปที่แผนกมะเร็ง แม่ว่าโรคเก่าคงกลับมากำเริบแน่ๆ แกจำได้มั้ยว่า ตอนนั้นก่อนที่มันจะออกไปจากบ้าน มันยอมให้ตาตะวันอยู่กับแกเพราะตรวจพบว่ามันเป็นมะเร็ง คิดว่ามันจะตาย ก็เลยไม่อยากดึงลูกไปอยู่ด้วย มันฝากลูกไว้กับพ่อแกเพราะไว้ใจพ่อแก พอต่อมามันรักษาตัวจนหาย มันจะกลับมาเอาลูกคืน ก็มาเกิดเรื่องซะก่อน ตาตะวันจำมันไม่ได้ พ่อแกตาย ทีแรกมันไม่ยอมจบนะ บอกจะไปฟ้องศาล รู้มั้ยว่าฉันทำให้มันหยุดได้ยังไง”
“ตอนนั้นคุณแม่ไม่ได้บอกผม แต่ถ้าจะให้เดา คุณแม่เอาเรื่องโรงเรียนของจันทร์ฉายมาขู่ ใช่มั้ยครับ”
“ใช่ ฉันบอกมันว่า จะมีเรื่องกันก็ได้ แต่ฉันจะทำให้มันและเด็กนักเรียนของมันอยู่ไม่สุข มันเลือกโรงเรียน เลือกเด็กคนอื่น แต่ยอมที่จะทิ้งลูก ที่ฉันบอกตะวันก็ไม่ใช่เรื่องโกหก…มันคือความจริง แค่เล่าไม่หมดเท่านั้นเอง”
เพ็ญนภายิ้มอย่างมีความสุข ในขณะที่สุริเยนทร์ทำเพียงพยักหน้าสนับสนุนคำมารดา ทั้งสองพูดคุยกันเรื่องนี้เพราะคิดว่าอยู่ลำพัง แต่ความจริงแล้วอาทิตย์ผ่านมาได้ยินเข้าพอดี ชายหนุ่มไม่ค่อยเข้าใจบทสนทนาเท่าไร แต่ก็พอจับต้นชนปลายพอได้ความว่ายายและลุงไม่ได้ชอบแม่ของตะวันนัก
“คุณแม่คะ เห็นอาทิตย์มั้ยคะ หนูจะกลับแล้ว” สุดาเข้ามาแทรกวงสนทนา “เห็นบอกว่าจะมาลายายกับลุง แต่ก็ไม่รู้หายหัวไปไหน ไม่ใช่ว่าหนีกลับไปแล้วนะ นี่บอกว่าจะไปคอนโดตาตะวันอีก ไม่รู้จะอะไรนักหนา”
“รถก็ยังอยู่” สุริเยนทร์บอกน้องสาว “คงอยู่แถวนี้ละมั้ง”
“แวะเข้าห้องน้ำรึเปล่า” เพ็ญนภาบอกอย่างไม่ได้ใส่ใจ “แกก็เลิกโวยวายได้แล้ว อาทิตย์ติดตาตะวันน่ะดีแล้ว จะได้พาน้องได้ดี แกนี่ก็เหลือเกิน นิสัยไม่เปลี่ยนตั้งแต่เด็กยันแก่”
แล้วก็จริงอย่างที่เพ็ญนภาต้องการ ตะวันมาถึงบ้านวีรภัทรเมธีตอนเก้าโมงเช้า ซึ่งทางฝ่ายนั้นเข้าใจว่าเวลานัดคือบ่ายสามโมง คนในบ้านยังไม่มีใครทันได้ตั้งตัว ทุกอย่างจึงดูวุ่นวายไปหมด คุณผู้หญิงของบ้านก็ยังติดงานอยู่ที่โรงเรียน เมื่อเด็กในบ้านเข้ามาแจ้งก็ทิ้งไปไม่ได้ จึงได้ให้คนไปบอกปอแก้ว ซึ่งเพิ่งจะเป็นครูใหม่ ยังไม่มีงานสอนประจำให้ช่วยไปรับหน้าแทนก่อน
“อะไรนะพี่ผิน” ปอแก้วได้ยินสิ่งที่คำเอื้องบอกชัดเจน ที่ถามซ้ำก็แค่ตกใจ “ทำไมต้องให้ปอแก้วไปล่ะ”
“บ่ให้เจ้า สิให้ไผไปล่ะ คุณผู้หญิงสั่งให้เอื้อยมาบอกเจ้า เจ้ากะต้องไป บ่แม่นมาย้อนถามเอื้อย”
“แล้วอยู่ไหน ตอนนี้คุณตะวันอยู่ไหนจ๊ะ”
“อยู่เฮือนพุ้น อยู่ห้องฮับแขก เพิ่นถ่ามาโดนแล้ว ฟ้าวไปเด้อ”
“คอยนานแล้ว กี่นาที”
“บ่แม่นสิเคิ่งชั่วโมงแล้วเบาะ”
“ครึ่งชั่วโมงเลยเหรอ” ได้ยินแค่นั้นปอแก้วก็ออกวิ่ง มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์หลังใหญ่ ที่แม้จะดูไม่ไกลมาก แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินพักใหญ่ ถ้าไม่รีบก็เดินเล่นสบายๆ แต่คราวนี้รีบ “ไหนคุณผู้หญิงว่านัดบ่ายสามโมงไง ทำไมมาตั้งแต่เก้าโมงล่ะ หรือว่าเลื่อนนัด ถ้าเลื่อนนัดทำไมคุณผู้หญิงไม่รู้ล่ะ”
ทั้งที่ปอแก้วยังนึกไม่ออกว่าเธอจะวางตัวอย่างไร ถ้าได้เผชิญหน้ากับตะวัน…
ผู้ชายที่แม่ของเขาบอกว่าจะให้เธอแต่งงานกับลูกชาย…
‘ตะวันจะมาที่นี่เพื่อคุยเรื่องแต่งงาน เขาจะต้องแต่งและต้องมาอยู่ที่บ้านหลังนี้จนกว่าฉันจะตาย หรือไม่ก็จนกว่าปอแก้วจะตั้งท้อง’
ปอแก้วไม่เข้าใจว่าคุณผู้หญิงของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เธอไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้มีพระคุณทำ แต่ในวันนั้นเธอกลับไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อได้เห็นน้ำตาของผู้หญิงที่เธอไม่เคยเห็นน้ำตาร่ำไห้ราวจะขาดใจ อ้อนวอนให้เธอเห็นใจ
‘ฉันกำลังจะตาย ปอแก้ว…มะเร็งที่ฉันรักษาเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วคิดว่ามันหายขาด มันกลับมา…แล้วลุกลามอย่างรวดเร็ว ถ้าการรักษาครั้งนี้ไม่ได้ผล ฉันอาจมีเวลาอยู่ไม่ถึงหกเดือน แปลกที่คราวนี้ฉันกลัวมาก กลัวว่าถ้าฉันตาย ฉันก็คงหมดโอกาสที่จะได้ปรับความเข้าใจกับลูก ฉันเคยคิดว่าตะวันจะมีชีวิตที่ดีกับครอบครัวพ่อเขา แต่อาทิตย์ก่อนฉันไปเจอลำดวน แม่บ้านที่ทำงานอยู่บ้านย่าของตะวัน’
ปอแก้วและเฟื่องฟ้านั่งฟังคำบอกเล่าถึงสาเหตุที่จันทร์ฉายต้องขอเรื่องที่เห็นแก่ตัวนี้อย่างตั้งใจ
‘ลำดวนเข้ามาทัก ฉันไม่กล้าถามถึงตาตะวัน แต่ลำดวนก็บอกว่าอยากให้ฉันช่วยตะวัน…ช่วยคุณตะวันด้วย…ถ้าคุณปู่ของตะวันอยู่ ท่านก็คงอยากให้ตะวันกลับมาอยู่กับฉัน…ลำดวนพูดแต่ว่าตะวันน่าสงสารมาก เหมือนได้รับความรัก แต่ก็เป็นคนที่ขาดความรักที่สุด ชีวิตที่มีทุกอย่าง แต่กลับไม่มีความสุข ใครล่ะจะมีความสุขได้ เมื่อถูกย่าและพ่อทำให้เกลียดแม่…แม่ที่ตะวันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเป็นยังไง แต่ก็เกลียดฉันไปแล้ว ลูกเกลียดฉันไปแล้วปอแก้ว ช่วยฉันด้วยนะปอแก้ว ช่วยกันดึงตะวันกลับมาเป็นคนเดิม พาคุณตะวันคนดีของปอแก้วกลับมาด้วยนะ ฉันเชื่อว่าเธอจะพาตะวันกลับมาได้’
ทั้งที่เฟื่องฟ้าพยายามค้านหัวชนฝา แต่เมื่อได้ฟังความทุกข์ของจันทร์ฉาย ปอแก้วก็พูดไม่ออก จึงตกปากรับคำไป และในใจลึกๆ แล้วเธอยังคงเชื่ออย่างสนิทใจว่า ‘คุณตะวัน’ ที่เธอรู้จักไม่ใช่คนร้ายกาจ ไม่ใช่คนใจร้าย ใจอำมหิต เหมือนที่พี่สาวเล่าให้ฟังเสมอ
“คุณตะวัน…คุณจะจำปอแก้วได้มั้ย…คุณจะจำคนที่คุณชอบเรียกว่ายายเปี๊ยกได้มั้ย”
สิ่งที่ตะวันเกลียดที่สุดคือการต้องมานั่งรอ แล้วยิ่งเมื่อเชื่ออย่างสนิทใจว่าตัวเองไม่ใช่คนผิดนัด ก็ยิ่งทำให้หงุดหงิด ชายหนุ่มมองนาฬิกาข้อมือ ช้าสุดที่รับได้คือสิบห้านาที แต่นี่ปาไปสามสิบนาที ชายหนุ่มขยับลุกจากห้องรับแขก คิดว่าจะกลับ แต่เมื่อเดินออกมาที่หน้าบ้าน เขากลับไปสะดุดตากับศาลาไม้สีขาว
ภาพไม่ปะติดปะต่อผุดขึ้นในหัวพร้อมอาการปวดแปลบจนต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะ ศาลานี้อยู่ในฝันเสมอเวลาที่ฝันเห็นเด็กหญิงปอแก้ว มันคือจุดที่เขาและเด็กหญิงมักทำกิจกรรมร่วมกัน ชายหนุ่มเหมือนถูกดึงให้เดินไปตรงจุดนั้นอย่างไม่รู้ตัว จึงคลาดกับปอแก้วที่กำลังวิ่งขึ้นไปบนคฤหาสน์เพียงนิดเดียว
“ใช่จริงๆ ด้วย…ถึงจะดูเก่ากว่าในฝัน แต่ก็เป็นที่นี่จริงๆ” ต้นไม้หลายต้นโดยรอบดูโตขึ้นสูงขึ้น “ถ้าศาลานี้อยู่ที่นี่ งั้นปอแก้วก็ต้องอยู่ที่นี่ด้วย”
คราแรกที่นึกได้ ตะวันรู้สึกดีใจ แต่ก็เป็นเพียงครู่เดียว เมื่อรู้สึกว่ามันไม่ควรเป็นที่นี่
“ไร้สาระน่า…ปอแก้วจะมาอยู่ในบ้านที่เราไม่คิดจะมาเหยียบนี่ได้ยังไง” เมื่อความสนใจหมดไป ชายหนุ่มก็คิดจะกลับอย่างที่ตั้งใจ รู้สึกว่าเสียเวลาอยู่ที่นี่มานานพอแล้ว อุตส่าห์ยอมมาที่นี่เพื่อจะฟังสิ่งที่อยากพูด แต่กลับต้องมาเจออย่างนี้ พอกันที
“คุณตะวัน จะกลับแล้วเหรอคะ” ก่อนที่ตะวันจะทันได้ขึ้นรถ เด็กผู้หญิงที่ออกมาต้อนรับเขาและคอยรับหน้าก็ออกมาเจอเข้าเสียก่อน เธอรีบร้องเรียกพลางวิ่งเข้ามาหา แต่ชายหนุ่มก็หาได้สนใจไม่ กดรีโมตเพื่อเปิดประตูรถ บ่งบอกว่าเขาจะไม่ทนรอต่ออีกแล้ว
“อย่าเพิ่งกลับเลยนะคะ เดี๋ยวคุณผู้หญิงกำลังมาค่ะ” เด็กหญิงพยายามอธิบาย “รออีกนิดนะคะ”
“หลบไป…” ตะวันเหลือบมองเด็กหญิงที่ผลักประตูรถเขาไว้
“อย่าเพิ่งกลับเลยนะคะ เดี๋ยวคุณผู้หญิงก็มาค่ะ คุณผู้หญิงตื่นเต้นที่จะได้เจอคุณตะวันมากเลยนะคะ” เธอยังคงยืนบังประตู ยกมือไหว้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเอาเรื่องของตะวันก็กลัว แล้วสายตาเธอก็มองข้ามหลังชายหนุ่มไป เห็นใครบางคนกำลังออกมาจากตัวบ้าน “ทางนี้ค่ะ คุณตะวันอยู่ทางนี้ค่ะ พี่ปอแก้ว”
“ปอแก้ว?” ตะวันเหมือนชะงักไปกับชื่อที่เด็กรับใช้ตรงหน้าเรียก
“ใช่ค่ะ คุณผู้หญิงให้พี่ปอแก้วมาต้อนรับคุณก่อน พวกเราไม่รู้จริงๆ ว่าคุณตะวันจะมาตอนเช้า นึกว่าเวลานัดคือบ่ายโมง คุณผู้หญิงเลยไม่ได้เลื่อนประชุมสำคัญ เพราะคิดว่าจะมาทันค่ะ คุณผู้หญิงอยู่ที่โรงเรียนนี่เอง ไม่เชื่อคุณถามพี่ปอแก้วดูสิคะ”
+++++++