โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สรุปคดี วินด์ เอนเนอร์ยี่ คุณหญิงกอแก้ว-ณพ ไม่ได้โกง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 พ.ย. 2566 เวลา 03.16 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2566 เวลา 03.16 น.

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา พร้อมด้วยลูกเขยคือ นายณพ ณรงค์เดช และที่ปรึกษากฎหมาย ทั้งนายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ และนายอภิวุฒิ ทองคำ แถลงข่าวสรุปคดีหุ้นวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WEH) และปมร้าวครอบครัวณรงค์เดช หลังจากคดีความทั้งหมดถูกพิสูจน์ความจริง ยืนยันความบริสุทธิ์มานาน 6 ปี

จุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้นจากกรณีที่ “นายนพพร ศุภพิพัฒน์” ได้ขายหุ้นของบริษัท วินด์ฯ ผ่านบริษัท REC ที่เขาถือหุ้นอยู่ หลังติดคดีมาตรา 112 โดยสัญญาซื้อขายเป็นแบบ “ขายขาด” ซึ่งตอนนั้น ภาพรวมโครงการทั้งหมดมี 7 โครงการ 717 เมกะวัตต์ มูลค่า 700 ล้านเหรียญ แต่เพิ่งสร้างเสร็จไป 2 โครงการ รวม 175 ล้านเหรียญทั้งก้อน หรือประมาณ 6,000 กว่าล้านบาท แบ่งชำระเงินเป็น 2 งวด คือ งวดแรก 90.5 ล้านเหรียญ และ 85.75 ล้านเหรียญ

ส่วนที่เหลืออีก 5 โครงการตอนนั้นยังไม่เสร็จ จึงได้ทำสัญญาจ่ายส่วนที่เหลือเป็นแบบ “bonus payment” รวม 525 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งความแน่ใจคือ ต้องมีสัญญาที่ดินกับ ส.ป.ก. และสัญญาซื้อขายไฟด้วย

ภายหลังเมื่อเปลี่ยนผู้บริหารจากนพพร เป็นนายณพ ส่งผลให้ธนาคารไทยพาณิชย์ยอมปล่อยสินเชื่อที่เคยอนุมัติ นั่นแปลว่าธุรกิจนี้ไปได้ฟื้นจากการใกล้ล้ม จึงทำให้นายนพพรฟ้องขอหุ้นคืน ซึ่งสุดท้ายอนุญาโตตุลาการมีคำตัดสินว่า“สัญญาขายขาดไม่สามารถคืนหุ้นได้” นายนพพรจึงต้องรับเงินงวด 2

แต่นายนพพรไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะยังไปร้องที่ประเทศอังกฤษ โดยอาศัย “กองทุนค้าความ” และได้ขยายการฟ้องไปที่จำเลยใหม่ คือ “ธนาคารไทยพาณิชย์” หรือ SCB ด้วย (จากที่ในไทยไม่มีการฟ้อง SCB)

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ตามหลักแล้วหากฟ้องคดีอาญา (โกงเจ้าหนี้) ที่ประเทศไทยก่อน โจทก์ก็จะสามารถฟ้องคดีแพ่งต่อที่ประเทศไทยได้เลย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายฐาน “ละเมิด” ซึ่งผลการพิจารณาความแพ่งจะจบหลังคดีอาญา

แต่นายนพพรกลับเลือกจะไปฟ้องที่อังกฤษ เหมือน “เปลี่ยนสนามรบ” และพยายามที่จะดึงเพื่อรอจนคดีที่อังกฤษจบก่อนซึ่งให้นายนพพรชนะ จากนั้นนำเอกสารผลสรุปคดีอังกฤษมายื่นที่ศาลไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ผลสรุปสุดท้ายด้วยหลักฐาน พยาน และความแตกต่างของวิธีการพิจารณาความ นำมาสู่บทสรุปที่ “ศาลแขวงพระนครใต้” ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ว่า“นายณพ”ไม่ได้โกงเจ้าหนี้ ถือเป็นบทสรุปคดีที่ 5 ซึ่งเป็นบทสรุปคดีสุดท้ายในประเทศไทย เท่ากับว่า “ชนะทุกคดี

ขณะที่ศาลอังกฤษ ซึ่งเป็นศาลเดียวที่ตัดสินให้ “นพพร” เป็นสุจริต และให้นายณพและคุณหญิงชดเชยค่าเสียหาย โดยไม่รับฟังความเห็นข้อโต้แย้ง ทั้งเรื่อง การหนีคดี 112 การบิดเบือนใช้เอกสารเท็จที่ศาลฮ่อง เป็นต้น ซึ่งการพิจารณาของอังกฤษจะถือเป็นเรื่องที่สุดสุดไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นการยื่นต่อศาลใหม่ ซึ่งขณะนี้จำเลยร่วมรายใหญ่ ได้ยื่นคำร้องเพื่อพิจารณาอีกครั้ง

ประเด็นนี้ ที่ปรึกษากฎหมาย “วีระวงค์” ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ศาลอังกฤษใช้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตพิจารณาทั้งที่รู้ว่ามีคดีอาญาคาอยู่ที่ศาลไทย และจนกระทั่งได้ข้อสรุปออกมานั้น อาจจะมองได้ว่าเป็นการ “ละเมิดอำนาจตุลาการของไทย” หรือไม่ และคดีนี้เป็นเพียงคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นจากหลาย ๆ คดี ซึ่งต่อไปหากเกิดข้อขัดแย้งในลักษณะนี้ คนไทยจะไม่สามารถฟ้องอังกฤษได้

ยืนเงินครอบครัว ไม่ใช่ลงทุน

ในฝั่งคดีความกับครอบครัว ซึ่งได้ผลสรุปเช่นเดียวกันว่า ไม่ได้มีพยานและหลักฐานยืนยันได้ว่ามีการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ซึ่งกรณีฝ่ายโจทก์เบิกความแบบลอยๆ ไม่สามารถยืนยันเรื่องเงินที่อ้างว่ามาร่วมลงทุนได้ และนายณพก็ยังเป็นผู้รับภาระเงินกู้เอง จึงพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่การโกงพี่โกงน้อง

เงินลงทุนใน WEH นั้นเป็นเงินกู้ครอบครัว ที่มีสัญญาและจ่ายดอกเบี้ยให้ครอบครัวตามระบบเงินกู้ โดยขณะนี้ทยอยจ่ายไปพอสมควรแล้ว ประเด็นนี้จะนำมาอ้างว่าเป็นการลงทุนโดยธุรกิจกงสีของครอบครัวไม่ได้ เพราะตอนแรกที่ได้ชวนครอบครัวร่วมลงทุนด้วยกัน ได้รับการปฏิเสธ โดยบอกว่าเป็นธุรกิจ “เพ้อฝัน” จึงได้ขอให้คุณกอแก้วช่วย

สำหรับทรัพย์สินที่ถือร่วมกันกับพี่น้อง คือ ทรัพย์มรดกคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช หลายรายการที่กำหนดตามพินัยกรรม ซึ่งยังไม่ได้แบ่งตามเจตนารมณ์คุณแม่ แต่ยังไม่ได้มีการแบ่งมา โดยบริษัทที่ 3 พี่น้องถือหุ้นร่วมกันสัดส่วนคนละ 1 ใน 3 ก็มีเพียงบริษัท เคพีเอ็นแลนด์ เท่านั้น ซึ่งในอดีตผมได้ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจนี้ให้ครอบครัวด้วยความเต็มใจ จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งเรื่อง WEH ผมจึงโดนกันออกมาไม่ให้บริหาร หรือร่วมตัดสินใจใด ๆ รวมถึงกรณีเคพีเอ็นแลนด์เข้าไปถือหุ้น บมจ.ไรมอนแลนด์ด้วย

อีกด้านหนึ่ง “นายณพ” ยังได้มีความสนใจทำธุรกิจส่วนตัว เพราะจากที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่สอนให้ทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์สุจริต สำหรับธุรกิจส่วนตัว คือ สถาบันดนตรีเคพีเอ็น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผมรักและภูมิใจมากเพราะตามความปรารถนาของคุณแม่ ปัจจุบันมี 26 สาขา ทั่วประเทศ ส่วนธุรกิจโรงพยาบาลนวเวช**ได้เกิดจากการร่วมหุ้นกับพันธมิตร 2 ราย

“ที่ผ่านมาเมื่อพบธุรกิจที่น่าสนใจจะชวนพี่และน้องก่อนเสมอ รวมถึงการลงทุน WEH ด้วย ถามว่าสนใจจะร่วมทุนหรือไม่ ผมได้คำตอบว่าเพ้อฝัน เขาปฏิเสธไม่ลงทุนกับผม ผมจึงเดินหน้าสรรหาเงินทุนด้วยตนเอง เพราะเชื่อเป็นธุรกิจที่มีอนาคต และเมื่อผมได้เข้าไปบริหารจนมีกำไร สามารถจ่ายปันผลได้ พี่กับน้องก็มากล่าวอ้างว่าได้ร่วมลงทุนด้วย ผมได้ชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

แต่ทั้งสองได้ไปยื่นฟ้องผม ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ บังคับให้โอนหุ้น WEH ให้เขาทั้งสองคนรวมกัน 49% แบบฟรี ๆ โดยอ้างว่าลงทุนด้วย ซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาว่าไม่ได้มีการร่วมลงทุนซื้อ WEH นอกจากนี้ยังฟ้องคดีอาญาว่าผมและคุณหญิงกอแก้วใช้เอกสารปลอม เพื่อเป็นการกดดันให้ผมยอมแบ่งหุ้น WEH ให้เขาทั้งสอง ซึ่งศาลได้ยกฟ้องทั้งคดี”

กราฟฟิก คดี

สรุปคำพิพากษาชนะคดีตลอด 6 ปี

บทสรุปไล่เรียงไปคดีที่ 1-5 ทั้งในไทยและฮ่องกง (กราฟิก) ขณะนี้ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง 3 คดี ถอนฟ้อง 1 คดี และถอนฟ้องให้ชำระค่าเสียหาย 1 คดี

โดยคดีที่ 1 คดีฮ่องกง HCA 1525/2018 (ศาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง) ดร.เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ ฟ้องบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด จำเลยที่ 1 ณพ ณรงค์เดช จำเลยที่ 2 คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา จำเลยที่ 3 เรื่องละเมิดและขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อ 2561 คำพิพากษา อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง โดยให้ชำระค่าใช้จ่ายในอัตราสูงสุด ให้แก่จำเลย

คดีที่ 2 คดีใช้เอกสารปลอม อ.2497/2561 (ศาลอาญา รัชดา) นายเกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์อ้างว่าตนเองในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด ฟ้องคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา จำเลยที่ 1 ณพ ณรงค์เดช จำเลยที่ 2 และสุรัตน์ จิรจรัสพร จำเลยที่ 3 เรื่องความผิดเกี่ยวกับเอกสาร เมื่อปี 2561 คำพิพากษา ยกฟ้อง พยานผู้เชี่ยวชาญยันกันไม่อาจรับฟังเป็นยุติ ลายมือชื่อไม่ได้ผิดแผกแตกต่างให้เห็นชัดเจนว่าเป็นลายมือชื่อปลอม เงินช่วยเหลือจากครอบครัวก็เป็นเงินกู้ยืม ซึ่ง นายณพ รับผิดชอบภาระหนี้และการบริหารจัดการคนเดียว จึงไม่ใช่การร่วมลงทุนในความหมายของกฎหมาย พยานโจทก์รับฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัย ว่าเอกสารทั้ง 3 ฉบับเป็นเอกสารปลอม

คดีที่ 3 คดีเรียกทรัพย์คืน พ.1031/2562 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) ดร.เกษม ณรงค์เดช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 14 คน และมีจำเลยร่วมอีก 31 คน เมื่อปี 2562 เรื่องให้เรียกทรัพย์คืน (หุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด) คำพิพากษา โจทก์ขอถอนฟ้อง ไปเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ซึ่งเรื่องนี้ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง หลังจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนการอายัดเงินปันผลของบริษัท วินด์ฯ โดยให้เหตุผลชัดเจนว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้หากฟังว่า เกษม ให้หุ้นดังกล่าวแก่ ณพ การเรียกคืนจะต้องปรากฏว่า ณพ ประพฤติเนรคุณ แต่ไม่ปรากฏเหตุว่า ประพฤติเนรคุณ

คดีที่ 4 คดีผิดสัญญา เรียกทรัพย์คืน พ.978/2565 (ศาลแพ่งกรุงเทพใต้) นายกฤษณ์ และนายกรณ์ ณรงค์เดช เป็นโจทก์ร่วมฟ้อง ณพ ณรงค์เดช เป็นจำเลยที่ 1 บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นจำเลยที่ 2 บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด จำกัด เป็นจำเลยที่ 3 และคุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา เป็นจำเลยที่ 4 เมื่อปี 2565 เรื่องสัญญาเพิกถอนนิติกรรม เรียกทรัพย์คืน

คำพิพากษา ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เอกสารดังกล่าวในการโอนหุ้นไม่เป็นเอกสารที่แท้จริง หรือเป็นพยานเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเหตุใด ข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานกฎหมาย เมื่อโจทก์สืบไม่ได้จึงต้องฟังว่า การโอนหุ้นพิพาทหรือการซื้อหุ้นพิพาทมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ก็ทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไม่เป็นโมฆะ เรื่องความเห็นเจ้าของหุ้นของโจทก์ทั้งสอง เมื่อได้

ความว่า เงินที่ซื้อหุ้นพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสองและไม่ปรากฏว่าเอกสารที่อ้างเป็นเอกสารปลอม การโอนหุ้นพิพาทถูกต้องตามแบบของกฎหมาย จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของหุ้นพิพาท ไม่จำต้องโอนหุ้นคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

และคดีที่ 5 คดีปลอมลายเซ็น อ.1708/2564 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) คดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1) เป็นโจทก์ฟ้อง นายณพ ณรงค์เดช กับพวกรวม 3 คน เมื่อปี 2564 ในฐานความผิด ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม

คำพิพากษา ยกฟ้อง ศาลใช้ดุลพินิจรับฟังว่า เอกสารทั้ง 6 ฉบับปลอม แต่ทางนำสืบและพยานหลักฐานรวมทั้งคำเบิกความของเกษมไม่มีข้อเท็จจริงใดที่ยืนยันว่า ณพ คุณหญิงกอแก้ว และสุภาพร เป็นผู้ปลอม มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงลายมือชื่อหรือนำมาใช้หรืออ้างชื่อใด ซึ่ง กฤษณ์ ก็เบิกความว่า ไม่ทราบว่าใคร เป็นผู้ลงลายมือชื่อปลอม ส่วน กรณ์ ก็เบิกความว่า ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในขณะลงลายมือชื่อ จึงไม่ทราบว่า ผู้ใดลงลายมือชื่อ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ร่วมกันปลอมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการปลอม

ไม่ปลอม-ไม่โกง

ไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดใจของคุณหญิงกอแก้ว ครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่อดทนรอจนศาลยกฟ้องคดีปลอมลายเซ็นและการปลอมเอกสาร ด้วยประโยคที่ว่า “ศาลมีคำพิพากษาออกมาทั้ง 3 ศาลว่าดิฉันไม่ได้โกงและไม่ได้ปลอมลายเซ็นใครอย่างที่กล่าวหา” ที่ผ่านมามีการให้ข่าวที่ไม่ครบถ้วนทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด ดิฉันอายุ 70 ปีแล้ว ชีวิตครอบครัวอยู่อย่างสงบร่มเย็นเป็นสุข ใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ ไม่จำต้องการอะไรของใคร

เหตุผลที่ช่วยเพราะ “ณพเป็นพ่อของหลานสองคน และเป็นสามีของลูกสาว ซึ่งเรารักเหมือนลูก วันนั้นไม่มีใครให้ความช่วยเหลือเขาเลย และไม่มีใครอยากยุ่งกับบริษัทนี้ เมื่อรักลูก รักหลาน ก็ต้องรักลูกเขยด้วย ถ้าดิฉันไม่ได้ซื้อหุ้นวินด์ฯไว้ บริษัทอาจถึงขั้นล้มละลาย เพราะธนาคารไทยพาณิชย์ก็จะไม่ให้สินเชื่อ ณพมาพูดกับดิฉันเป็นคนสุดท้าย เพื่อขอความช่วยเหลือ จึงตัดสินใจว่าจะให้ความช่วยเหลือ แต่มีเงื่อนไขว่าแม่จะไม่ออกหน้า ณพหาคนที่เชื่อใจและไว้ใจได้มาใส่ชื่อแทนแม่”

แต่ไม่เคยคิดว่าเมื่อวินด์ฯพ้นวิกฤตทำรายได้หลายพันล้าน จะมีเหตุการณ์วุ่นวายตามมา

สถานะการถือหุ้น ณ ปัจจุบัน

“วีระวงค์” อธิบายว่า มูลค่าหุ้นที่ซื้อขายกัน ตีราคาด้วยการประเมินเป็นช่วงเวลาขึ้นกับสภาพแต่ละช่วงซึ่งต่างจากทรัพย์อื่น ๆ หากธุรกิจดีราคาก็ดี ซึ่ง วันนั้น ราคาที่ซื้อขายกันเป็น “ราคาบุ๊กแวลู” เพราะไม่สามารถบอกได้ว่า โรงไฟฟ้าวะตะแบกจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งบุ๊กแวลูขณะที่คุณหญิงซื้อคือ 2,400 ล้านบาท

ซึ่งเมื่อสัญญาซื้อขายหุ้น REC มาให้ ดร.เกษม ถูกบอกว่าปลอม แสดงว่าการขายเป็น “โมฆะ” หรือไม่ แล้วตอนนี้ใครถือหุ้น เราก็ต้องเป็นคำถามไว้เช่นกัน เพราะตอนนี้ GML ซึ่งได้จาก ดร.เกษมก็ไม่ได้หุ้น เพราะถ้า ดร.เกษมบอกว่าสัญญาปลอมก็ยกเลิกไป เป็นคุณหญิงหรือไม่ก็ไม่ทราบนั่นยังเป็นคำถาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...