โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

Copywriter ข้ามมิติมาเขียนนิยาย ( ลงทุกวันศุกร์-เสาร์ )

นิยาย Dek-D

อัพเดต 02 ธ.ค. 2566 เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2566 เวลา 10.59 น. • ผู้งมงายในนิยาย
" ผู้อื่นข้ามมิติไปยุคโบราณ ย่อมกลายเป็นผู้ฝึกตนอันเก่งกาจ แต่เหตุใดข้าข้ามมิติมา ต้องเป็นนักเขียนด้วยวะ "

ข้อมูลเบื้องต้น

จางหนิงหลง เด็กหนุ่มวัย 20 ปี ที่มีฐานะเป็นบุตรชายคนรองของขุนนางใหญ่ประจำแคว้น แต่จิตวิญญาณของเขาคือติ่งนิยายจีนที่ข้ามมิติมาเกิดใหม่ พร้อมกับผู้ช่วยอย่างระบบที่ต้องการให้เขาเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางยุคสมัยการฟื้นฟูงานศิลปะและวรรณกรรม ตัวของเด็กหนุ่มต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย เพื่อเป็นที่ 1 ในวงการวรรณกรรมในแผ่นดินจงหยวน !!!

ระดับนักเขียนในเรื่อง

นักเขียนระดับทองแดง

นักเขียนระดับเงิน

นักเขียนระดับทอง

นักเขียนปรมาจารย์

ระดับการฝึกวรยุทธ์ในเรื่อง ( จากต่ำไปสูง )

ขั้น 9

ขั้น 8

ขั้น 7

ขั้น 6

ขั้น 5

ขั้น 4

ขั้น 3

ขั้น 2

ขั้น 1

ขั้นปรมาจารย์

*แก้ไขเพิ่มเติม นิยายเรื่องนี้ลงทุกวันศุกร์และเสาร์นะครับ ( วันอาทิตย์บ้าง หากงานประจำในอาทิตย์นั้นไม่หนักมาก ) ขอบคุณครับ

………………………………………………………..

สวัสดีทุกคนนน เสี่ยวจางเองนะขอรับ

นี่เป็นนิยายเรื่องแรกของเสี่ยวจางที่เขียนออกมา หลังจากที่อยู่ในฐานะของคนอ่านมานาน 555+

ยังไงก็ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ด้วยนะขอรับ

ป.ล. หากทุกท่านอยากให้เสี่ยวจางปรับหรือมีคำแนะนำอะไร ก็คอมเมนต์บอกกันได้เน้อ

ป.ล.2 นิยายเรื่องนี้ เสี่ยวจางเขียนเพื่อสนองนี้ดของตัวเองที่อยากอ่านินยายที่มีตัวเอกเป็นนักเขียนแบบเพียว ๆ แต่หาไม่ได้เลยเขียนเองซะเลย 5555

ป.ล. 3 นิยายที่อยู่ในเรื่องนี้คือนิยายที่เสี่ยวจางเคยอ่านและชื่นชอบ หากไม่ถูกใจต้องขออภัยด้วยนะขอรับบ

ระบบวรรณกรรมและนวนิยายจีน

บทที่ 01

รัชสมัยเว่ยจงที่ 8 กลางเดือนแปด แสงแดดอ่อน ๆ ที่ส่องลงจากท้องฟ้าพร้อมกับกลิ่นของน้ำค้างที่ลอยโชยตามสายลม ใบไม้บนต้นไม้ใหญ่เริ่มเปลี่ยนสีและร่วงหล่นลงมาแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเป็นฤดูใบไม้ร่วงได้เป็นอย่างดี

บนถนนทางด้านทิศใต้ที่นำไปสู่ราชธานีฮูโต๋ เมืองหลวงของแคว้นเว่ยทั้งสองข้างกลับเต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าที่เปิดแผงขายของอย่างมันเทศ องุ่น ลำไย มาวางขายกันเต็มทั้งสองฝั่ง แน่นอนว่าลูกค้าของพวกเขาก็คือเหล่าพ่อค้าหรือบัณทิตจากต่างเมืองที่รอการตรวจการของทหารที่รักษาการณ์อยู่ตรงประตูเมืองทำให้ประตูฝั่งทางทิศใต้ที่เคยเงียบเหงากลับมาครึกครื้นอีกครั้ง

เกร๊ง เกร๊ง เกร๊ง~~

เสียงเคาะระฆังอันแสบหูดังขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มพ่อค้าและบัณฑิตที่รอการตรวจอยู่หน้าประตูเมืองจนต้องยกมือขึ้นมาปิดหู เมื่อหันมามองที่มาของต้นกำเนิดเสียงก็พบเกวียนลาลากที่วิ่งมาอย่างรวดเร็ว จนผู้คนต้องหลบหลีกเปิดทางให้อย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นความวุ่นวายเล็ก ๆ ขึ้นมา

บนเกวียนลาลากที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนั้น มีคนอยู่สองคนอยู่บนเกวียนหนึ่งคือชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำเป็นคนบังคับ บนใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็นรูปกากบาทตรงแก้มขวาแต่งกายด้วยเสื้อผ้ามอมแมม ด้านหลังสะพายดาบยาวที่ห่อผ้าเก่าขาด

ส่วนผู้ที่นอนอยู่ในเกวียนอีกหนึ่งคน เป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียว บนใบหน้ามีหนวดเคราที่แข็งเป็นตอ สวมเสื้อผ้าป่านที่เห็นได้ตามท้องตลาดทั่วไป ดูไม่ต่างจากชาวบ้านที่อยู่บริเวณนอกเมือง

คน 2 คนพร้อมเกวียนลาลากเก่า ๆ กลับกล้าสร้างความวุ่นวายเล็ก ๆ ในบริเวณประตูทางทิศใต้ที่อยู่ใกล้จวนของตระกูลที่มีชื่อและขุนนางใหญ่ของราชสำนักช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากและดึงดูดสายตาเสียจริง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ก็ดึงความสนใจของทุกคนไปหมดสิ้นจนไม่มีใครสังเกตเห็นเหยี่ยวสีขาวที่บินอยู่เหนือประตูแล้วผ่านเข้าไปในเมืองแม้แต่น้อย

แน่นอนว่าสายตาที่มองมาที่พวกเขาสองคนนั้น มันไม่ได้มีความชื่นชมแต่อย่างใด แต่มันเต็มไปด้วยการดูถูกเหยีดหยามเสียมากกว่า และบางกลุ่มก็มองมาด้วยความรังเกียจที่แสดงผ่านสายตาอย่างชัดเจน

แต่สายตาของคนรอบข้างก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้ทั้งสองคน แถมชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเกวียนใช้แขนหนุนรองหลังคออย่างสบายใจ พลางฮัมเพลงที่ไม่มีใครรู้จักราวกับว่ารอบกายของเขาตอนนี้ไม่มีผู้ใด

" คุณชายรอง อีกไม่ไกลก็ถึงจวนแล้ว หลังจากพักผ่อนแล้ว เราไปเหลาสุราทางเหนือดันไหมขอรับ ก่อนที่เราจะออกเดินทางข้าน้อยได้ยินว่าสุราที่เหลาแห่งนี้เลิศรสมาก"

ชายวัยกลางคนที่เป็นคนบังคับเกวียนเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยเสียงเบา ๆ

" เหล่าซ่ง ข่าวที่เจ้าได้รับมามันไม่เก่าไปหน่อยหรือ? 4 ปีที่เราออกเดินทางไปทั่วทั้งแคว้น เจ้าว่าเหลาสุราของเจ้ายังคงมีสุราเลิศรสที่ว่าอยู่อีกหรือ? "

ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเกวียนตอบพลางหลับตาลงอย่างอ่อนแรง การเดินทางทั่วทั้งแคว้นในระยะ 4 ปีที่ผ่านมาทำเขาเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก แถมในยุคที่การเดินทางยังต้องอาศัยแรงของสัตว์หรือการเดินเท้ายิ่งเพิ่มความลำบากให้แก่ผู้ที่เคยใช้ชีวิตในยุคศตวรรษที่ 21 อีกเป็นเท่าตัว

ใช่แล้ว ชายหนุ่มคนนี้คือผู้เดินทางข้ามโลกด้วยวิธีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในนิยายแฟนซีหลาย ๆ เรื่องคือการประสบอุบัติเหตุจากโลกเก่าและได้มาเกิดในโลกใหม่ที่ต่างออกไปตามที่เขาเคยอ่านมา แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือตัวเขาไม่ได้เกิดใหม่ในร่างของคุณชายผู้ตกกระป๋องที่ถูกคู่หมั้นทิ้งหรือคนเสเพลประจำตระกูลที่เสียชีวิตจากการโดนรุมทำร้าย เขากลับได้เริ่มต้นจากการเป็นเด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลกในจวนของตระกูลจาง ตระกูลแม่ทัพใหญ่อันดับหนึ่งของแคว้นเว่ย

แต่ไม่ว่าจะเป็นโลกเก่าหรือโลกในตอนนี้ที่เขาได้มาเกิดใหม่ แต่ชื่อของเขาก็ยังคงเป็น จางหนิงหลง ผู้ที่รักความสงบ (1) นั่นเอง

ซ่งจินที่ได้ยินเจ้านายบ่นออกมาก็ยิ้มออกมาราวกับเป็นเรื่องปกติ ในการเดินทางครั้งนี้มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ตัวของซ่งจินโดนบ่นด้วยคำพูดของชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง แถมยังรู้ด้วยว่าคำพูดของตนเมื่อครู่ คนข้างหลังย่อมสนใจและคิดที่จะไปแน่ ๆ เพียงแต่ต้องการพูดปัดออกเป็นพิธีก็เท่านั้น คนที่ดื่มสุราดั่งน้ำอยู่ทุกวันจนเรียกตัวเองว่าเป็นปีศาจสุรา หากได้ยินว่ามีสุราเลิสรศที่ตนไม่เคยดื่มแล้วยังนิ่งเฉยอยู่ได้ ก็ไม่ต่างจากได้เห็นหมูที่ปีนต้นไม้ได้แล้ว ดังนั้นซ่งจินจึงเงียบแล้วควบคุมลาที่ลากเกวียนต่อไป

จางหนิงหลงที่นอนอยู่ด้านหลังเอนกายลงพร้อมหลับตาลงโดยที่ไม่รู้ความคิดของซ่งจิน ถึงรู้เขาก็ไม่ได้สนใจมัน ในหัวของเขาตอนนี้คิดเพียงแค่การได้หลับสักงีบในระหว่างที่รอระบบกำลังติดตั้งอยู่ แต่ในหัวก็คิดถึงเรื่องการเดินทางที่ผ่านมากับความฝันในชาติที่แล้ว

ในชาติก่อนตัวเขาเคยมีความคิดที่อยากออกท่องเที่ยวไปทั่วโลก ตั้งแต่เรียนจบมาเขาจึงตั้งใจทำงานหาเงินอย่างหนัก แต่ด้วยเวรกรรมหรือพระเจ้าเผลอทำอะไรกับชีวิตของเขา ตัวเขาได้เสียชีวิตจากการถูกรถชน และเดินทางมาที่โลกแห่งนี้พร้อมกับวิธีเปิดนิ้วทองคำ (2) ของเขา

‘ระบบของรุ่นพี่คนอื่น ๆ ที่ข้ามโลกมาไม่เห็นจะมีเงื่อนไขเยอะแยะเช่นนี้ แต่ของเรากลับ แล้วต้องผ่านเงื่อนไขทั้งหมดก่อนอายุ 20 อีกต่างหาก’

นี่คือความในใจของจางหนิงหลงตั้งแต่เห็นเงื่อนไขการเปิดระบบ และได้ใช้เวลาในวัยเด็กของเขาฝึกฝนศิลปะทั้ง 6 แขนง (3) และวรยุทธ์ที่ระบบมอบเอาไว้ และเมื่อ 4 ปีก่อนจางหนิงหลงก็ได้ทำตามเงื่อนไขสุดท้ายก็คือการออกเดินทางทั่วทั้งแคว้นเพื่อหาประสบการณ์

เวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงที่จางหนิงหลงได้รับประสบการณ์ที่ลำบากและเจอผู้คนมากมายและทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นจอมยุทธ์ผู้ยึดมั่นในคุณธรรม เหล่าบัณทิตที่คอยยกย่องตนเองว่าสูงส่งแต่เนื้อแท้กลับเป็นคนที่ไร้น้ำใจ ชนเผ่านอกด่านที่ขึ้นชื่อเรื่องป่าเถื่อน หรือแม้กระทั่งกลุ่มโจรที่อาศัยการต้มตุ๋นลูกขุนนางหรือชาวยุทธ์ที่เพิ่งออกท่องโลก ที่ตัวจางหนิงหลงเองก็คือเหยื่อของกลุ่มโจรพวกนั้นเช่นกัน จนทำให้สภาพในปัจจุบันของพวกเขาสองนายบ่าวต้องอาศัยลาแก่ลากเกวียนตัวนี้

แต่ถ้าคิดในแง่ดีตัวของจางหนิงหลงก็ได้เติมเต็มความฝันในชาติที่ต้องการออกไปท่องโลกกว้าง เพียงแค่เปลี่ยนจากโลกยุคสมัยที่มีเทคโนโลยีและการเดินทางที่แสนสะดวกกลายเป็นนั่งเกวียนลาลากหรือเดินเท้ายุคจีนโบราณในโลกคู่ขนานเพียงเท่านั้น

[ติ้ง !ติดตั้งระบบเสร็จสิ้น กำลังผูกมัดและเปิดใช้งาน ]

เสียงแข็ง ๆ ของคล้ายเสียงของหุ่นยนต์ในโลกเก่าดังขึ้นมาในหัวของจางหนิงหลง พร้อมกับหน้าจอสรุปผลของภารกิจเงื่อนไขของการเปิดใช้งานระบบ

[เงื่อนไขในการเปิดใช้งานระบบของดาวเคราะห์ NO.2512270340

ฝึกวรยุทธ์ของระบบ (ความสำเร็จ : ดี) ประกอบไปด้วย

- วิชาพัดทลายนภา (สำเร็จ : 9 ส่วน)

- วิชาดาบล่องนภา (สำเร็จ : 7 ส่วน)

- วิชาทวนมังกรสงคราม (สำเร็จ : 7 ส่วน)

ฝึกศิลปะทั้ง 6 แขนง (ความสำเร็จ : ดีมาก) ประกอบไปด้วย

- ดนตรี (สำเร็จ : 7 ส่วน)

- การคำนวณ (สำเร็จ : 10 ส่วน)

- คัดพู่กัน (สำเร็จ : 9 ส่วน)

- หมากล้อม (สำเร็จ : 9 ส่วน)

- วิถีแห่งขุนนาง (สำเร็จ : 8 ส่วน)

- ขี่ม้ายิงธนู (สำเร็จ : 10 ส่วน)

- เดินทางไกลเพื่อหาประสบการณ์ (ความสำเร็จ : ดีมาก) ]

[ยินดีด้วย !โฮสต์ได้เปิดระบบห้องสมุดวรรณกรรมและนิยายจีนแห่งโลกสีน้ำเงิน ขอให้ใช้งานได้อย่างราบรื่น ]

คิ้วของจางหนิงหลงขมวดเข้าหากันทันทีเมื่อคำพูดของระบบจบลง ถึงแม้ว่าเขาเคยอ่านนิยายที่มีระบบเป็นผู้ช่วยในด้านวรรณกรรมและความบันเทิง แต่นั่นมันก็ยังอยู่ในโลกยุคปัจจุบันไม่ใช่ยุคโบราณ ถ้าไม่นับรุ่นพี่ฟ่านเสียน (4) ที่ข้ามไปยังยุคโบราณแล้วอาศัยความทรงจำของตนเองในการเขียนความฝันในหอแดง แต่ก็เป็นเพียงแค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น แถมไม่มีระบบคอยช่วยเหลืออีกด้วย

“ระบบ เจ้าช่วยแนะนำวิธีการใช้งานเจ้าหน่อยได้ไหม ? ”

จางหนิงหลงเอ่ยถามระบบอยู่ในใจการได้ระบบแบบนี้ในโลกยุคโบราณก็คงมีแต่จางหนิงหลงนี้แหละที่เป็นคนแรก หวังว่าระบบนี้จะไม่ให้ตัวเขาเป็นนักเขียนใช่ไหม?

[ติ้ง !รับทราบขอรับ ระบบขอแนะนำตัวกับโฮสต์อย่างเป็นทางการนะขอรับ ระบบวรรณกรรมและนวนิยายจีนแห่งดาวโลกสีน้ำเงิน คือห้องสมุดของพระผู้เป็นเจ้าที่รวบรวมงานเขียนจองแผ่นดินจีนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นนิยาย นิทาน บทกลอน ตำนานพื้นบ้าน เพลง ภาพวาด ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงช่วงที่โฮสต์ที่เสียชีวิต หน้าที่หลักของระบบคือช่วยโฮสต์เผยแพร่สิ่งที่ระบบได้รวบรวมเอาไว้ ออกสู่สายตาผู้คนในโลกนี้ และช่วยเหลือโฮสต์ให้เป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่… ]

“เดี๋ยวก่อนนะ !?อะไรคือช่วยเหลือให้เป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ หมายความว่าข้าต้องหลายเป็นคนเขียนนิยายงั้นหรือ ”

จางหนิงหลงรีบพูดขัดออกมาเมื่อได้รู้ว่าสิ่งที่เขาคิดเป็นจริง ก่อนที่ระบบจะเปิดขึ้นมา เขาเคยคิดว่าจะได้ระบบที่เกี่ยวข้องกับการฝึกวรยุทธ์หรือระบบอัญเชิญแม่ทัพที่มีชื่อเสียงในโลกเก่าของเขา เพราะเงื่อนไขที่ใช้ไปในการเปิดมันเกี่ยวข้องกับการต่อสู้และการเป็นขุนนางในราชสำนักชัด ๆ

[ใช่แล้วขอรับ แต่โฮสต์ไม่ต้องเป็นห่วงไป เมื่อโฮสต์ได้เผยแพร่งานวรรณกรรมออกไป และมีการตอบรับจากผู้อ่าน โฮสต์จะได้รับสิ่งของที่อยู่ในงานวรรณกรรมชิ้นนั้น 1 อย่างขอรับ ]

ถึงแม้ว่ารางวัลตอบแทนจากระบบจะน่าสนใจยังไง แต่จางหนิงหลงยังคงผิดหวังอยู่ดี จนอดถามออกมาไม่ได้

“ระบบ หากข้าไม่ต้องการเป็นนักเขียนเล่า? เจ้าสามารถเปลี่ยนเป็นระบบตัวอื่นได้หรือไม่ ”

หากเป็นโลกที่เข้าข้ามมาอยู่มีความใกล้เคียงกับโลกเก่าของเขา ในฐานะนักอ่านตัวยงและมีสายเลือดติ่งนิยายขั้นสุดคงตอบรับด้วยความยินดี แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น โลกที่เขาข้ามมามันเป็นโลกยุคโบราณที่ยังมีการแบ่งชนชั้น งานวรรณกรรมมักเป็นเรื่องของ
ชนชั้นสูงอยู่เสมอ ชนชั้นอย่างชาวนาหรือพ่อค้าต่างไม่มีโอกาสได้เสพงานพวกนี้มากกนัก พวกเขาต่างต้องทำมาหากินเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นหรือเก็บเงินไว้ให้ลูกหลานสอบเข้าเป็นขุนนาง ดังนั้นแล้วการเป็นนักเขียนในโลกนี้จึงเป็นเรื่องยากที่ประสบความสำเร็จ

อีกอย่างคือหากเขานำนิยายจากโลกเก่ามาเผยแพร่จริง ๆ นี่ไม่นับว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของเหล่าอาจารย์นักเขียนในโลกเก่าหรอกหรือ?

หึ !ข้าจางหนิงหลง ผู้มีวิญญาณวิญญูชนเต็มเปี่ยม ไม่ทำเรื่องเสียเกรียรติ์แบบนั้นหรอก

[แน่นอนว่าถ้าโฮสต์ไม่ต้องการ ระบบก็พร้อมจะจากไปอยู่แล้ว ]

ระบบตอบกลับมาด้วยเสียงที่แข็ง ๆ เช่นเดิม ทำให้ใจของจางหนิงหลงเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาทันที แต่ไม่ทันได้ดีใจออกมา คำพูดต่อไปของระบบก็ดับความหวังในการเลิกเป็นนักเขียนจางหนิงหลงทันที

[เมื่อระบบจากไป โฮสต์ก็จะตายจากการถูกทัณฑ์สวรรค์และดวงวิญญาณของโฮสต์ก็ดับสูญไปตลอดกาล ]

เสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาราวกับพิสูจน์คำพูดของระบบ ว่าถ้าหากจางหนิงหลงกล้าที่จะไม่ต้องการระบบ สายฟ้าจากทัณฑ์สวรรค์ก็จะผ่าลงมาทันที

“อืม การเป็นนักเขียนคืออาชีพที่ยิ่งใหญ่ การเผยแพร่งานวรรณกรรมและนิยายที่พระผู้เป็นเจ้าเก็บรวบรวมมาคือภารกิจแสนสำคัญ ระบบ ข้าพร้อมที่จะรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้เอง”

จางหนิงหลงที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องก็เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว พร้อมทิ้งความคิดก่อนหน้านี้ไปทันที วิญญาณวิญญูชนกับผีนะสิ !ชีวิตข้าต่างหากล่ะที่สำคัญที่สุด

[…]

ระบบที่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วยิ่งการพลิกหน้าหนังสือของจางหนิงหลงก็ไร้คำพูดไปในทันที หากว่ามันมีหน้าตาเหมือนดังเช่นคนทั่วไป ตอนนี้มันคงกลอกตามองบนอย่างแน่นอน

“เรื่องให้การเป็นนักเขียน ข้าไม่ได้มีปัญหาหรอกนะ แต่ปัญหาของข้าคือเนื้อหาและรายละเอียดทั้งหมดของนิยายในโลกเก่า ถึงแม้ในชาติก่อนข้าจะอ่านพวกมันมาเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะจำพวกมันได้ทั้งหมดหรอกนะ”

จางหนิงหลงบอกระบบถึงปัญหาของเขาทันที ในเมื่อเขาต้องเป็นนักเขียนแล้ว การที่บอกปัญหาให้ระบบรับรู้แต่เนิ่น ๆ เขาก็มองว่าเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว

[เรื่องนี้โฮสต์ไม่ต้องห่วง เมื่อโฮสต์ซื้องานวรรณกรรมจากระบบ ต้นฉบับของเรื่องที่ซื้อได้จะถูกส่งให้โฮสต์ทันที รับรองว่าเหมือนกับที่โฮสต์เคยอ่านในโลกเก่าอย่างแน่นอน ]

“สุดท้ายก็ต้องมีการซื้อขายสินะ แล้วข้าจะใช้อะไรจ่ายในการซื้องานวรรณกรรมแต่ละเรื่องล่ะ?”

[โฮสต์สามารถใช้แต้มความนิยมที่ได้จากการตอบรับจากผู้ที่อ่านงานของโฮสต์ มาแลกเปลี่ยนกับร้านวรรณกรรมได้ ยิ่งงานที่โฮสต์เขียนมีชื่อเสียงมากเท่าไร แต้มความนิยมของโฮสต์ยิ่งมากเท่านั้น ส่วนค่าความนิยมโฮสต์สามารถดูได้จากหน้าต่างสถานะขอรับ ]

จางหนิงหลงกวาดตามองดูร้านค้าวรรณกรรมที่ระบบแสดงออกมา ซึ่งลักษณะของมันก็ไม่ต่างจากร้านค้าในเกมส์ในชีวิตก่อนสักเท่าไร ถ้าหาความแตกต่างของมันก็คงเป็นตรงหน้าปัดของร้านค้าที่แทนจะเป็นของรางวัลกลับกลายเป็นหมวดหมู่ของนิยาย บทกลอน เพลง ตำนานพื้นบ้าน บทละคร ยิ่งงานที่มีชื่อเสียงมากเท่าไร ราคาที่ต้องใช้แต้มความนิยมแลกมาก็ยิ่งแพงขึ้น

หลังจากที่ดูร้านค้าวรรณกรรมจนครบทุกมุมแล้ว จางหนิลลงก็ออกคำสั่งให้ระบบเปิดหน้าต่างสถานะในใจ

[ชื่อ : จางหนิงหลง

อายุ : 20 ปี

ระดับยุทธ์ : ขั้น 2

ผลงานที่เผยแพร่ : ไม่มี

รางวัลที่ได้รับ : แพ็คของขวัญมือใหม่ 1 ชุด

แต้มความนิยม : 9,678 ]

“ระบบ ข้าเพิ่งใช้งานเจ้า แต่ทำไมแต้มความนิยมของข้าจึงมีอยู่ 9 พันกว่า ๆ ได้เล่า?”

จางหนิงหลงถามระบบออกมา เมื่อพบว่าตัวเขามีแต้มค่าความนิยมอยู่ในระบบอยู่ก่อนแล้ว แถมยังมีเกือบหนึ่งหมื่นแต้ม

[แต้มความนิยมที่มีอยู่ก่อนนี้เป็นของโฮสต์อย่างแน่นอน ตั้งแต่ที่โฮสต์ได้ข้ามมายังที่โลกนี้ ระบบก็ได้ทำการเก็บแต้มความนิยมทันที แน่นอนว่าแต้มความนิยมเหล่านี้มาจากชื่อเสียงของโฮสต์ก่อนหน้านี้ ]

จางหนิงหลงร้องอ๋ออยู่ในลำคอเมื่อรู้ที่มาของแต้มความนิยมที่ติดตัวมา ส่วนเรื่องชื่อเสียงที่เป็นระบบพูดถึงนั้น ย่อมเป็นช่วงที่เขาอยู่ในเมืองหลวงอย่างแน่อน ในตอนนั้นเขาถือว่าเป็นเรื่องให้ชาวบ้านนินทาหลังเวลาน้ำชาอยู่ทุกวัน อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากหอพงไพรว่าเป็นคุณชายอันธพาลอันดับ 1 ในเมืองหลวง

ในอดีตจางหนิงหลงไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงหรือการตกเป็นหัวข้อให้นินทาของชาวบ้านหรือลูกหลานตระกูลใหญ่ เพราะเขาเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตตามที่ต้องการ หากไม่สร้างความเดือดรอนแก่ผู้อื่นก็เป็นอันใช้ได้ ส่วนเรื่องชกต่อยกับพวกคุณชายเสเพลก็เป็นเพราะถูกหาเรื่องก่อนก็เท่านั้น เขาแค่สั่งสอนมันไปเบาะ ๆ เท่านั้น !?

‘นี่คงเป็นผลบุญที่ข้า จางหนิงหลงยอมตกเป็นขี้ปากชาวบ้านมาเกือบ 20 ปีสินะ ทำให้ข้ามมีแต้มเยอะเช่นนี้ ’

“ระบบ ข้าต้องการเปิดของขวัญมือใหม่ตอนนี้เลย ”

จางหนิงหลงกล่าวกับระบบในใจ ในเมื่อมีเรื่องดีเกิดขึ้นแล้ว การสุ่มของขวัญที่ได้รับมา ย่อมได้ของดีตามมาอย่างแน่นอน

[รับทราบ กำลังเปิดแพ็คของขวัญมือใหม่ ]

[ยินดีด้วย !โฮสต์ได้รับนวนิยายระดับทองแดง ‘ฉางอัน 12 ชั่วยาม (5) ’ ของอาจารย์ ‘หม่าโป๋ย่ง (6) ’]

เชิงอรรถ

(1) : เป็นการล้อความหมายของชื่อของตัวเอก เพราะคำว่า หนิง (宁) ในชื่อของตัวเอกแปลว่าความสงบ แต่ตัวเอกถูกยกย่องให้เป็นอันธพาลอันดับ 1 ในเมืองหลวง

(2) : สำนวน หมายถึง สูตรโกงหรือความสามารถพิเศษของพวกพระเอกหรือนางเอกในนิยาย

(3) : เป็นวิชาที่ผู้ที่จะสอบเข้าขุนนางต้องเรียน ประกอบด้วย วิชาศิลป์ (Scholastic arts) 4 วิชา ได้แก่ ดนตรี (music) คณิตศาสตร์ (arithmetic) การคัดลายมือ (writing) และความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมทั้งพิธีในที่สาธารณะและในชีวิตส่วนตัว วิชาทหาร (Militaristic) 2 วิชา ได้แก่ การขี่ม้า (horsemanship) และยิงธนู (archery)

*ในนิยายเรื่องนี้ได้รวมวิชาขี่ม้าและวิชายิงธนูเป็นวิชาเดียวกัน และเพิ่มการเล่นหมากล้อมเข้ามาแทน

(4) : พระเอกจากนิยายเรื่อง หาญท้าชะตาฟ้า ปริศนายุทธจักร เป็นผลงานของ มาวนี่ ในไทยถูกซื้อลิขสิทธิ์และวางจำหน่ายโดย บ.สยามอินเตอร์

(5) : ผลงานการเขียนของ หม่าโป๋ย่ง ในไทยถูกซื้อลิขสิทธิ์และวาจำหน่ายโดย สนพ.Enter

(6) : นักเขียนนิยายจากจีนมีผลงานที่ขึ้นชื่อและถูกดัดแปลงเป็นซี่รี่ย์อย่าง ฉางอัน 12 ชั่วยาม และ ตำนานลับแห่งสามก๊ก

ครอบครัว (ต้น)

บทที่ 02

เมื่อระบบพูดจบ เนื้อหาของนิยายฉางอัน 12 ชั่วยามก็ถูกส่งเข้ามาในหัวของจางหนิงหลงด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว

“เคยอ่านมาว่าวิธีส่งข้อมูลมาให้ทางหัวแบบนี้มีผลข้างเคียงคืออาการปวดหัวเล็กน้อย ดูท่าว่าจะเป็นเรื่องจริงแฮะ แต่มันก็อยู่ในระดับความเจ็บที่พอรับได้”

จางหนิงหลงบ่นออกมาเล็กน้อยพร้อมเอามือนวดขมับเบา ๆ

[เพื่อให้ข้อมูลที่ระบบส่งให้ไม่มีทางถูกลืม ระบบจึงฝังข้อมูลให้อยู่ในสมองส่วนที่ลึกที่สุดของโฮสต์ หากโฮสต์ไม่ได้ฝึกวรยุทธ์ตามเงื่อนไขที่ระบบบอก การส่งข้อมูลพวกนี้ย่อมฆ่าโฮสต์ได้ในพริบตา ]

จางหนิงหลงไม่ได้สนใจคำพูดของระบบมากนัก คำพูดเมื่อครู่ก็เป็นเพียงแค่การบ่นไปเรื่อยเปื่อยของเขา สิ่งที่เขาอยากทำตอนนี้คือการอ่านเนื้อหาของฉางอัน 12 ชั่วยามที่เพิ่งได้รับมาต่างหาก

หลังจากอดอ่านนิยายมา 20 ปี ให้ข้าได้อ่านให้ชุ่มปอดหน่อยเถอะ

จางหนิงหลงนึกถึงเนื้อหาของนิยาย ในหัวก็ปรากฏเป็นหนังสือขึ้นมา 1 เล่มตรงหน้าปกของหนังสือก็มีอักษรเขียนประทับเอาไว้ เมื่อสั่งให้หนังสือเปิดออกเนื้อหาของฉางอัน 12 ชั่วยามที่เขาเคยอ่านเมื่อชาติที่แล้วออกมาชนิดที่ว่าไม่มีการบิดเบือนแม้แต่น้อย

นิยายเรื่องฉางอัน 12 ชั่วยาม เป็นนิยายแนวสืบสวนสอบสวนในยุคราชวงศ์ถัง เรื่องราวในนิยายกล่าวถึงปฏิบัติการตามไล่ล่าผู้ก่อการร้ายและผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังที่ต้องการเปลี่ยนเทศกาลโคมไฟอันสว่างไสวในเมืองฉางอันให้กลายเป็นทะเลเพลิง ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ปกป้องเมืองฉางอัน คือ นักโทษประหาร " จางเสี่ยวจิ้ง " และบัณฑิตหนุ่มนาม "หลี่ปี้" ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้กุมบังเหียนหน่วยงานเฉพาะกิจอย่าง “จิ้งอันซือ” (กองกำลังพิทักษ์นครา) โดยทั้งคู่มีเวลายับยั้งแผนร้ายเพียงไม่กี่ชั่วยาม

นิยายเรื่องนี้ถูกเขียนโดย ‘ หม่าโป๋ยง’ และโด่งดังจนถึงขั้นถูกนำไปแปลงเป็นซี่รี่ย์จนโด่งดังทั่วบ้านทั่วเมืองมาแล้ว แน่นอนในชาติก่อนจางหนิงหลงเองก็คือ 1 ในผู้ชมจำนวนมากเหล่านั้นนั่นเอง เขายังจำได้ว่าตอนที่ดูฉางอัน 12 ชั่วยามฉบับซี่รี่ย์ครั้งแรกก็ติดงอมแงมแล้ว

กุบกับ กุบกับ

“หยุด !”

เสียงฝีเท้าของม้าดังขึ้นมาพร้อมเสียงพูดของซ่งจินที่ดึงบังเหียนบังคับลาที่กำลังตื่นตกใจให้หยุดนิ่ง ทำให้จางหนิงหลงที่นอนอ่านนิยายแล้วลุกขึ้นมาทันที แล้วมองดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น ถ้าหากว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเขาจะได้หนีตามซ่งจินได้ในทันที เขาไม่ไว้ใจบ่าวคนนี้ที่พร้อมทิ้งเจ้านายให้เผชิญหน้ากับเหตุร้ายไว้คนเดียวหรอก

เมื่อมองไปที่ด้านหน้าของตน ก็เห็นบุรุษที่ขี่ม้าศึกสีดำที่ดูกำยำ บนซองที่ติดกับตัวอานก็บรรจุลูกศรและธนูคันยาวเอาไว้ เสื้อผ้าของบุรุษผู้นั้นก็เป็นผ้าชั้นดีสีม่วงที่ปักลายพยัคฆ์ ข้างเอวก็เหน็บกระบี่เอาไว้ แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้เป็นลูกหลานของขุนนางฝั่งบู๊และน่าจะมีตำแหน่งในราชสำนัก เมื่อมองไปที่ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นก็พบว่าใบหน้าของมันมีส่วนคล้ายจางหนิงหลงอยู่ 5-6 ส่วน

“น้องรอง เจ้ากลับมาแล้ว !”

น้ำเสียงของคนที่นั่งอยู่บนหลังมาเต็มไปด้วยความดีใจ จนผู้คนที่ยืนดูโดยรอบต่างรู้สึกผิดคาด ในตอนแรกที่พวกเขาเห็นบุรุษที่ขี่ม้ามาขวางเกวียนไว้ ย่อมต้องมีเรื่องอย่างแน่นอน แต่เมื่อเห็นท่าทางและน้ำเสียงที่ดูดีใจพร้อมได้ยิน
คำเรียกของบุรุษผู้นี้เรียกชายหนุ่มที่เพิ่งลุกขึ้นมา พวกเขาก็รู้แล้วว่าเหตุใดเกวียนลาแก่คันนี้ไม่มีทหารคนไหนกล้าขวางไว้

จางหนิงหลงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วตะโกนตอบกลับไป

“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านจึงมาขวางทางเล่า? หรือว่าท่านคิดจะไม่ให้ข้ากลับจวน ”

บุรุษบนหลังม้าหรือจางอวิ๋นที่ได้ยินคำพูดของน้องชายของตนก็หัวเราะออกมาทันที พร้อมลงจากหลังมาแล้วเดินเข้ามาหาจางหนิงหลงที่เกวียน ก่อนที่จะแย้งคำพูดของจางหนิงหลง

“ข้าไม่อยากให้เจ้ากลับมา? ไม่ใช่ว่าเจ้ามีอนุแล้วแอบซ่อนอยู่ที่อื่นหรืออย่างไร ถึงได้ผิดเวลาที่บอกไว้กับท่านแม่เช่นนี้ ”

จางหนิงหลงเลิกคิ้วขึ้นมาแล้วพูดกลับไปว่า

“หากข้ามีอนุด้านนอกจริง ตอนนี้ข้าคงหอบลูกของข้ามาคำนับและให้มันเรียกท่านว่าลุงแล้ว เสียดายที่การเดินทางครั้งนี้ไม่มีเรื่องเช่นนั้น ว่าแต่พี่ใหญ่ท่านไปสู่ขอคุณหนูหลินมาเป็นพี่สะใภ้ให้ข้ารึยัง?”

“ฮ่า ๆ ๆ เรื่องของข้า ยังไม่ต้องถึงเวลาให้เจ้ามากังวลหรอก ”

จางอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ แล้วหันไปทางซ่งจิน ก่อนที่ยกมือขึ้นมาคำนับแบบชาวยุทธ์

“ท่านอาซ่ง 4 ปีที่น้องข้าไปตระเวนหาประสบการณ์ คงลำบากท่านมาไม่น้อย ข้าขอบคุณท่านมากที่ยอมเสียเวลามาคุ้มครองมัน ”

ซ่งจินที่เห็นจางอวิ๋นก้มหัวคำนับตนก็รีบห้ามเอาไว้ทันที แล้วรีบกล่าวว่า

“คุณชายใหญ่ ไหนเลยจะให้ท่านต้องมาขอบคุณเรื่องนี้กัน ข้าน้อยเป็นบ่าวของจวนท่านแม่ทัพ เป็นผู้ใต้บัญชาของท่านแม่ทัพ นี่เป็นสิ่งข้าน้อยควรทำแล้วขอรับ ท่านทำเช่นนี้ถือเท่ากับว่าท่านทำให้ข้าลำบากแล้ว ”

จางอวิ๋นสั่นศีรษะและยังคงคำนับต่อไป

“ท่านอาซ่ง ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นทหารในสังกัดของท่านพ่อ แต่ข้ารู้ว่าท่านพ่อกับท่านได้สาบานเป็นพี่น้องกัน อีกทั้งในยุทธภพของแคว้นเว่ย… ไม่สิต้องในยุทธภพทั้งจงหยวนผู้ใดไม่นับถือ ‘ดาบอัสนี ’ ที่อยู่ในรายชื่ออันดับ 5 ของพรรคจันทร์กระจ่างได้กระมัง ”

จางหนิงหลงที่ได้ฟังคำพูดของจางอวิ๋นที่ยกย่องซ่งจินก็ทำใจเชื่อไม่ได้ส่วนนึง เรื่องที่ซ่งจินนั้นเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับพ่อของ
พวกเขา จางหนิงหลงรู้เรื่องนี้มาก่อนเดินทางแล้วแต่ที่จางอวิ๋นบอกว่าตัวของซ่งจินคือ ‘ดาบอัสนี ’ ผู้อยู่ในตำแหน่งที่ 5 ในการจัดอันดับของพรรคจันทร์กระจ่างนี่ เขาไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร แต่เมื่อครู่จางหนิงหลงสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของซ่งจินเมื่อพูดถึง ‘ดาบอัสนี ’ ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่แวบเดียว แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากสายตาของเขาได้

“พี่ใหญ่ คงไม่ได้จำผิดหรอกมั้ง หากเหล่าซ่งคือดาบอัสนีจริง ก็คงไม่ทิ้งข้าให้เจอกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ตอนเดินทางอยู่ข้างนอกหรอก ”

จางหนิงหลงพูดขัดขึ้นมาเพื่อคลี่คลายความกระอักกระอ่วนของทั้งสองคน เรื่องความลับของตาแก่ซ่ง เขาคร้านไปสนใจ แต่เพียงต้องการหลบเลี่ยงสายตาของคนที่มองดูพวกตนอยู่รอบ ๆ

“นั่นเป็นเพราะข้าน้อยคิดว่าคุณชายรองกล้าหาญชาญชัย ยอมสละตนเองเพื่อให้ข้าน้อยได้หนีไปขอรับ ”

ซ่งจินยิ้มและพยักหน้ารับคำพูดของจางหนิงหลงโดยไม่มีการปฎิเสธแม้แต่น้อย จนทำให้จางหนิงหลงขมวดคิ้วและคิดว่าอันดับ 5 ในใต้หล้าอะไรนั่น หากเป็นคนผู้นี้จริงข้าคงเป็นปรมาจารณ์แห่งยุคแล้ว

“เอาล่ะ ๆ เรื่องนั้นค่อยว่ากันเถอะ ว่าแต่น้องรอง เหตุใดเจ้าถึงกลับมาสภาพนี้ได้?”

จางอวิ๋นที่เห็นว่าซ่งจินไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงยอมเปลี่ยนเรื่องตามจางหนิงหลง และถามถึงเหตุการณ์ที่จางหนิงหลงกลับมาเมืองในที่ไม่ต่างจากผู้อพยพตามแนวชายแดน เขาจำได้ว่าตอนที่น้องรองออกเดินทางจากเมืองหลวง ก็ขี่ม้าออกจากจวนเหตุใดมันกลายเป็นลาแก่ตัวนี้ได้?

“พี่ใหญ่ เรื่องนี้ถ้าให้เล่าแล้วมันคงจะต้องเล่ายาว เอาเป็นว่าเรากลับที่จวนกันดีหรือไม่ แล้วข้าจะเล่าให้ท่านฟัง ”

จางหนิงหลงกล่าวขึ้นมา เพราะตอนนี้เขาสังเกตได้ถึงสายตาของกลุ่มคนหลาย ๆ กลุ่มที่แอบดูพวกเขาอยู่ หากให้เขาเล่าว่าโดนปล้นระหว่างการเดินทางตรงนี้ หน้าของเขาก็คงไม่เหลือที่ให้แสดงแล้ว

จางอวิ๋นตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ แล้วหัวเราะออกมา

“ฮ่า ๆ ๆ นั่นสินะ ตอนนี้ท่านแม่กับน้องเล็กคงรอเจ้าแย่แล้ว เช่นนั้นเรากลับจวนกันเถอะ หากช้าไปกว่านี้ข้าคงถูกท่านแม่บ่นแน่นอน ”

…………………………………………..

จวนตระกูลจาง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูทางทิศใต้ของราชธานีฮูโต๋ถือเป็นย่านที่พักอาศัยของเหล่าขุนนางส่วนใหญ่ในราชสำนัก จนผู้คนในเมืองต่างเรียกบริเวณนี้ว่าตรอกขุนนาง

โดยตัวจวนตระกูลจางเป็นเรือนสี่ประสานหลังใหญ่ที่ได้รับเป็นรางวัลจากองค์ฮ่องเต้องค์ก่อนและตกทอดมารุ่นสู่รุ่น ถือเป็นจวนที่ใหญ่ในตรอกขุนนาง ภายในตัวเรือนประกอบด้วยห้องปีกทั้งสองข้างซ้ายขวา ส่วนตรงกลางจะเป็นเรือนรับรอง ด้านหลังของจวนก็มีศาลาพักผ่อนกลางสวนย่อม

ตรงเรือนรับรอง ร่างของหญิงวัยกลางคนนั่งที่โต๊ะกลางห้องโถง ในมือของนางถือบัญชีตรวจสอบรายรับรายจ่ายของจวนและกิจการร้านขายผ้าของตระกูลจาง ด้านหลังของนาง
มีสาวรับใช้ในวัยแรกแย้มที่คอยพัดวีและฝนหมึกให้ตลอดเวลา

แน่นอนว่าสตรีที่สามารถมานั่งตรวจสอบบัญชีของตระกูลจางได้ ย่อมเป็นนายหญิงของจวนแห่งนี้ ผู้เป็นฮูหยินของแม่ทัพจางนามว่าตู้เหิง

“ท่านแม่ ๆ”

เสียงเล็ก ๆ ของเด็กหญิงดังขึ้นมาพร้อมกับร่างของนางที่วิ่งเข้ามาในห้องโถง ดึงดูดความสนใจของตู้เหิงจนต้องละสายตาจากการบัญชีที่อยู่ในมือ

“เฟิ่งเอ๋อร์ เจ้าจะวิ่งทำไม? เดี๋ยวก็ล้มหรอก ”

ตู้เหิงบ่นเด็กหญิงตัวน้อยวัย 10 หนาวที่วิ่งเข้าในห้องโถง เมื่อใบหน้าของบุตรสาวขึ้นสีและมีเหงื่อออกมาทำให้หญิงวัยกลางคนเปลี่ยนใจไม่บ่นต่อ ก่อนที่จะวางบัญชีในมือลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อบุตรสาวแทน

“แม่บอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าให้รักษาท่าทางของสตรีไว้บ้าง อีกไม่กี่ปีก็ถึงวัยปักปิ่น (1) แล้ว ถึงแม้เจาจะฝึกวรยุทธ์แต่เจ้าก็ยังเป็นสตรี… ”

“เจ้าก็ต้องมีท่วงท่าของสตรีบ้าง ท่านแม่ ท่านย้ำเรื่องนี้กับข้ามาหลายรอบแล้วนะ ”

เด็กหญิงบ่นออกมาด้วยความเบื่อหน่าย เพราะตู้เหิงบ่นทุกครั้งเวลาที่นางเข้ามาที่นี้ แล้วยังพูดกับนางด้วยประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ จนนางสามารถท่องกลับหลังก็ยังได้

ตู้เหิงไม่สนใจคำบ่นของจางหนิงเฟิ่งผู้เป็นบุตรสาวของนาง พลางซับเหงื่อบนใบหน้าด้วยความอ่อนโยนแล้วถามผู้เป็นบุตรสาวว่า

“เอาล่ะ ๆ แม่ไม่เถียงกับเจ้าแล้ว ไหนบอกแม่มาสิ ว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้เจ้าต้องวิ่งเข้ามาหาแม่แทนที่จะไปฝึกยุทธ์กับอาจารย์เจ้า?”

จางหนิงเฟิ่งที่เตรียมแง่งอนกับมารดาก็รีบพูดขึ้นมาทันด้วยความดีใจ

“พี่รองเจ้าค่ะ ! พี่รองกลับมาแล้วเจ้าค่ะ ”

มือของตู้เหิงหยุดชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของจางหนิงเฟิ่ง ประกายความตื่นเต้นและดีใจปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง ก่อนที่จะถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติ

“เจ้าว่าอะไร !? พี่รองของเจ้า !พี่รองของเจ้ากลับมาแล้ว ”

จางหนิงเฟิ่งผงกหัวรัว ๆ เป็นการยืนยันคำพูดของตน แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นไม่ต่างจากตู้เหิง

“จริง ๆ นะท่านแม่ ตอนที่ข้าอยู่ที่ลานฝึกยุทธ์กับพี่ใหญ่ เสี่ยวไป๋ได้บินเข้ามาในเมืองพร้อมกับสารที่พี่รองส่งมา ตอนนี้พี่ใหญ่กำลังไปรับพี่รองที่ประตูเมืองแล้ว ”

ตู้เหิงรับสารที่จางหนิงเฟิ่งยื่นมาให้แล้วเปิดออกมา ข้างในสารนั้นเขียนตัวอักษรหวัด ๆ เพียงไม่กี่ตัว แต่กลับทำให้ในใจของตู้เหิงเต็มไปด้วยความยินดีและความคิดถึงออกมา ก่อนที่จะหันไปสั่งสาวใช้ที่อยู่ด้านหลัง

“ชุนชิว เจ้าไปบอกพ่อบ้านหลี่ให้เตรียมรถม้า ข้ากับคุณหนูจะไปรับคุณชายรองกลับจวน ”

ตู้เหิงไม่รอให้สาวใช้กล่าวตอบกลับมา ก็จับมือของบุตรสาวแล้วเดินออกจากห้องโถง แต่เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวขาของนางก็หยุดลง พร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มในเสื้อผ้าชุดมอซ่อมายืนอยู่ตรงหน้านาง ก่อนที่เด็กหนุ่มผู้นั้นจะคุกเข่าลง

“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว !ข้าขอโทษที่จากท่านไปนานจนไม่ได้ดูแลท่าน ทำให้ท่านต้องไม่สบายใจอยู่ 4 ปีเต็ม ในใจของข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก ”

จางหนิงหลงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ในชาติก่อนของเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่เติบโตมาจากสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าในเมืองใหญ่ สิ่งที่เขาโหยหามาที่สุดตั้งแต่เด็กคือความรักจากพ่อแม่ และเมื่อได้เกิดใหม่ที่โลกแห่งนี้ตัวเขาก็ได้มีครอบครัวตามที่ตนเองปรารถนามาโดยตลอดและเมื่อต้องออกเดินทางเพื่อทำตามเงื่อนไขของระบบ ในใจของเขาย่อมคิดถึงครอบครัวของเขาเป็นอย่างมาก

ตู้เหิงที่เห็นบุตรชายของนางที่กลับมาในเสื้อผ้าที่มีรอยเย็บเพื่อปกปิดส่วนที่ขาด ใบหน้ามีหนวดขึ้นเป็นตอ ผิวที่เคยขาวก็กร้านแดดขึ้นมา ดวงตาที่เคยสดใสกลับมีน้ำตาคลอมา ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเรื่องปกติของบุรุษเพศที่ไม่สามารถเติบโตในห้องหอเหมือนสตรีได้ และรับรู้ถึงเหตุผลที่บุตรชายคนรองของนางต้องออกเดินทางเป็นเวลานาน แต่ในใจของตู้เหิงผู้เป็นแม่ก็อดเจ็บปวดไม่ได้อยู่ดี

นี่คือความรู้สึกคนเป็นแม่กระมัง ถึงแม่ว่าลูก ๆ ของนางจะเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง เป็นวีรบุรุษของชาติ เป็นยอดคนในยุทธภพ แต่สำหรับมารดาผู้หนึ่งไม่ว่าลูกของนางจะเติบโตเป็นใคร แต่ในสายตาของมารดาก็ยังคงเป็นเด็กน้อยอยู่วันยังค่ำ

ตู้เหิงปาดน้ำตาแล้วก้าวเดินมาข้างหน้า ก่อนที่จะประคองตัวของจางหนิงหลงลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า

“แม่ไม่โกรธเจ้า แม่เพียงแค่หวังว่าให้เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยเพียงเท่านั้น แค่นี้แม่ก็ดีใจมากแล้ว ดูสิ !เจ้าอยู่ข้างนอกคงลำบากมามากสินะ ตัวเจ้าถึงได้ผอมลงถึงเพียงนี้ ”

จางหนิงหลงสั่นศีรษะแล้วกล่าวปฎิเสธออกไป แต่นั้นก็ทำให้ตู้เหิงไม่สามารถเชื่อได้

“ไม่ลำบากเลยท่านแม่ ข้าสามารถกินอิ่มนอนหลับได้อย่างเต็มที่ตลอดการเดินทาง เพียงแต่ในช่วงแรก ๆ เท่านั้นที่ตัวข้าขาดประสบการณ์ในการมองคน จนทำให้ต้องกลับจวนในสภาพเช่นนี้ ”

“ยังจะเถียงแม่อีก !ก่อนออกไปแม่ก็บอกเจ้าแล้วว่าเรื่องงานหมั้น หากเจ้าไม่ต้องการ ข้าจะเข้าวังไปทูลไทเฮา (2) ด้วยตัวเองว่าเจ้าไม่ต้องการงานแต่งนี้ แต่เจ้าลับดื้อรั้นจะออกเดินทางให้ได้ แถมยังนานถึง 4 ปี ในใจของเจ้ายังคิดถึงแม่ของเจ้าอยู่หรือไม่ ”

จางหนิงหลงที่ถูกตู้เหิงยกเหตุผลนี้ออกมาก็พลันเถียงไม่ออก เพราะในใจของเขารู้สึกผิดกับมารดาอยู่จริง ๆ แต่เขาก็บอกเหตุผลจริง ๆ กับครอบครัวไม่ได้ว่าเหตุใดต้องออกเดินทาง ดังนั้นเขาจึงใช้ข้ออ้างในการหลบหนีงานแต่งงานที่ฮ่องเต้จะพระราชทานให้ อีกทั้งจางหยุนเฟยผู้เป็นบิดาก็ไม่ต้องการให้บุตรชายของตนแต่งงานเพื่อเป็นหลักประกันว่าตระกูลจางไม่มีสามารถหันคมดาบใส่ราชวงศ์หรือมีใจคิดเป็นอื่น จึงอนุญาตให้จางหนิงหลงออกเดินทางหาประสบการณ์และตัวเขาก็ออกเดินทางไปเฝ้าชายแดนเพื่อเป็นการลดความหวาดระแวงของฮ่องเต้ที่มีต่อตระกูลจาง

………………………………………………………………………………………………….

เชิงอรรถ

(1) : เมื่ออายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ เด็กหญิงชาวจีนจะต้องเข้าสู่พิธีการเกล้าผมปักปิ่น
โดยจะต้องเลิกถักเปียที่เคยปฏิบัติเป็นกิจวัตร และเปลี่ยนมาสู่การทำมวยผมโดยจะต้องใช้ปิ่นเสียบลงไปในมวยผม ซึ่งนอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อการยึดไว้ไม่ให้หลุดรุ่ย และเป็นการประดับตกแต่งให้สวยงามแล้ว ยังเป็นการประกาศก้องโดยไม่ต้องใช้เสียงว่า เด็กผู้นี้เข้าสู่วัยสาวและพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าสาวแล้ว

(2) : 太后 (ออกเสียง ไท่โฮ่ว ในสำเนียงจีนกลาง) คือตำแหน่งแม่ฮ่องเต้ เป็นตำแหน่งที่มีแต่เลื่อนยศขึ้น ไม่มีการลดตำแหน่ง ซึ่งก่อนจะได้ตำแหน่งไทเฮา อาจจะเคยหรือไม่เคยเป็นฮองเฮามาก่อนก็ได้ ถือเป็นตำแหน่งใหญ่ที่สุดในวังหลังที่ทุกคนต้องให้ความเคารพ แต่อาจจะไม่ได้มีอำนาจมากที่สุดในวังหลัง แค่คอยดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น

ครอบครัว (ปลาย)

บทที่ 03

จางหนิงหลงที่ไม่สารถหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองได้ จึงส่งสายตาไปขอความช่วยเหลือจากจางอวิ๋นและจางหนิงเฟิ่งที่ยืนอยู่อยู่ข้าง ๆ

จางอวิ๋นที่มองเห็นสายตาของจางหนิงหลงจึงกระแอมมอกมาเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นมา

“ท่านแม่ น้องรองเพิ่งกลับมาเหนื่อย ๆ ข้าว่าท่านปล่อยให้น้องรองไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวก่อนดีไหมขอรับ? หลังจากนั้นหากว่าท่านมีเรื่องอะไรจะกล่าวต่ออีกก็ไว้กล่าวหลังจากที่น้องน้องรองจัดการตัวเองเรียบร้อยดีไหมขอรับ”

“ใช่ ๆ ท่านแม่ ไม่ใช่ว่าท่านเคยกล่าวกับข้าหรือว่าถ้าพี่รองกลับมา ท่านจะเลี้ยงฉลองให้พี่รองที่หอสราญรมณ์ ข้าเคยได้ยินเพื่อนของข้าพูดว่า หากจะกินอาหารที่หอสราญรมณ์ ต้องรีบไปจองโต๊ะก่อนยามเซิน (1) ถ้าท่านไม่ปล่อยพี่รองไปเกรงว่างานเลี้ยงนี้คงต้องยกไปวันอื่นแล้ว ”

จางหนิงหลงที่เห็นจางอวิ๋นและจางหนิงเฟิ่งพูดขึ้นมา ก็รีบพูดตามน้ำไปในทันที

“ใช่แล้วท่านแม่ สิ่งที่ท่านพูดมาล้วนเป็นหลักเป็นผล คำสอนของท่านมีค่าดั่งทองคำ ดังนั้นหากข้าต้องการฟังคำสอนของท่าน ข้าต้องอาบน้ำชำระตัวให้สะอาดเสียก่อน นี่จึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำ ”

ตู้เหิงที่มองดูสภาพของลูกชายคนรองรวมทั้งฟังคำของลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็กก็เห็นว่าเป็นตามที่ทั้งสามคนพูดจริง ๆ ลูกคนรองเพิ่งกลับมาจากเดินทางไกลหากให้ตนอบรมตอนนี้คงไม่เหมาะจริง ๆ จึงหันไปสั่งสาวใช้ทั้งสองคน

“ชุนชิว ซูลี่ พวกเจ้าไปเตรียมน้ำและเสื้อผ้าให้คุณชายรอง แล้วไปบอกพ่อบ้านหลี่ให้ไปจองโต๊ะที่หอสราญรมณ์ไว้ด้วย ข้าจะพาลูก ๆ ของข้าไปเลี้ยงฉลองที่นั่น ”

……………………………………….

เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม (2) จางหนิงหลงที่ได้รับการช่วยเหลือจากสาวใช้ทั้งสองคนในการขัดผิวและโกนหนวดโกนเครา ทำให้สลัดคราบของคนอพยพตามชายแดนเป็นคุณชายรูปงามอีกครั้ง ยิ่งชุดสีฟ้าอ่อนยิ่งทำให้กลิ่นอายของความเป็นบัณฑิตที่ดูสูงส่งออกมา ทั้งคิ้วที่เรียวยาวดุจกระบี่ จมูกที่โด่งได้รูป ทำให้ภาพของคนอพยพก่อนหน้านี้เสมือนเป็นภาพลวงตาก็เท่านั้น

“ว่าแต่ทำไมห้องข้าถึงมันมีหนังสือเยอะกว่าเดิมได้ล่ะ?”

จางหนิงหลงที่กำลังเดินมองดูห้องของตนพูดขึ้นมาเบา ๆ ถึงแม้ว่าข้าวของในห้องของเขาจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อ 4 ปีก่อนมากนัก แต่ก็มีสิ่งที่เพิ่มเข้ามานั้นคือกองหนังสือกองใหญ่ ซึ่งหลังจากที่กวาดสายตามองดูแล้วกองหนังสือพวกนี้คือคือหนังสือนิยายและหนังสือรวมบทกวีทั้งหมด

ในความทรงจำของจางหนิงหลงนั้น ก่อนออกเดินทางห้องของเขาก็มีหนังสืออยู่บ้าง แต่หนังสือในห้องเขาส่วนใหญ่แล้วจะเป็นตำราพิชัยสงคราม ข้อมูลภูมิประเทศ ภาษาของแต่ละภูมิภาค ประวัติศาสตร์ แต่มันไม่เคยมีหนังสือนิยายหรือบทกวีมาก่อน

ไม่ใช่เพราะว่าข้าไม่ได้อยากอ่าน แต่เป็นเพราะเงื่อนไขการเปิดใช้งานระบบทำให้ข้าต้องศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก จนไม่มีเวลาไปหานิยายอ่านเลยต่างหาก

“ดูแล้วสำนักต่าง ๆ ในยุทธภพคงยินยอมให้มีชื่อวรยุทธ์ของตนปรากฏในนิยายได้สินะ นี่คงนับได้ว่าเป็นกลยุทธ์ดึงดุดลูกศิษย์ให้ไปสมัครเข้าสำนักได้หรือไม่นะ?”

จางหนิงหลงที่เปิดอ่านตัวนิยายคร่าว ๆ เพียงเพราะอยากอ่านนิยายของโลกใบนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะดุดตามากที่สุดคือชื่อของวรยุทธ์ของแต่ละสำนักในยุทธภพกลับมาปรากฏขึ้นมาในนิยายได้อย่างเต็มที่ บางเล่มถึงขั้นยกย่องวรยุทธ์ของสำนักขึ้นมาข่มสำนักอื่นอย่างเห็นได้ชัด หากเป็นในโลกเก่าเรื่องพวกนี้ไม่นับว่าเป็นอะไร เพราะเรื่องของวรยุทธ์มันเพียงแค่ตำนานเท่านั้น แต่ในโลกนี้มันมีจอมยุทธ์และสำนักต่าง ๆ อยู่จริงถึงแม้ว่าชื่อของสำนักจะไม่เหมือนในโลกเก่าก็เถอะ แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือการเย่อหยิ่งและการรักษาความลับของวิชาสำนักตนเอง การที่ในนิยายเขียนยกย่องสำนักพวกนี้ได้ ย่อมต้องได้รับการอนุญาตมาแล้วอย่างแน่นอน

ส่วนในด้านเนื้อเรื่อง ในฐานะผู้เดินทางข้ามมิติมาจากดาวโลกสีน้ำเงินในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นติ่งนิยายมาเกือบค่อนชีวิต การผูกปมและเนื้อเรื่องของนิยายในโลกนี้ยังขาดความน่าสนใจอยู่ ยิ่งในหัวของจางหนิงหลงมีนิยายที่ได้รับความนิยมอย่าง ‘ฉางอัน 12 ชั่วยาม ’ ทำให้ความน่าติดตามของนิยายที่อยู่ในมือลดลงด้วยหรือไม่ ตัวจางหนิงหลงก็ไม่รู้ว่านิยายจากนักเขียนที่มีชื่อเสียงในโลกนี้เป็นอย่างไรเช่นกัน เขาไม่อยากตัดสินจากวงการนี้ด้วยนิยายเพียงเล่มเดียว

‘หรือว่าการข้าเป็นนักเขียนในโลกนี้ มันคือทางเลือกที่ดีที่สุดจริง ๆ’

จางหนิงหลงถามตัวเองในใจ นับตั้งเกิดใหม่ในโลกใบนี้ตัวของเขาก็กลายเป็นคนที่ไร้เป้าหมายไปโดยปริยาย ด้วยงานการที่เคยใช้หาเงินในโลกเก่าไม่สามารถนำมาใช้หากินในโลกนี้ได้ อีกทั้งฐานะลูกชายคนรองของแม่ทัพอับดับ 1 ของแคว้นย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ หากโดดเด่นจนเกินไปย่อมสร้างความหวาดระแวงให้กับฮ่องเต้ได้ ทำให้พ่อของเขาสั่งให้ตัวเขาใช้ชีวิตเสเพลไปตามต้องการ ถึงแม้ตัวเขาจะยอมทำตามคำสั่งนั้น แต่นั้นก็เพื่อไม่ให้เป็นที่ถูกจับตามองของผู้คนที่เป็นคู่แข่งทางการเมืองและฮ่องเต้ แต่ในใจเขาก็ยังอยากสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองและอยากเป็นที่ยอมรับผู้คน ดังนั้นแล้วการเป็นนักเขียนที่มีความช่วยเหลือจากระบบในโลกนี้อาจจะทำให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริงก็ได้

“พี่รอง ”

เสียงเรียกของจางหนิงเฟิ่งทำให้จางหนิงหลงที่จมอยู่กับความคิดของตัวเองได้สติขึ้นมา เมื่อเขาหันไปตามเสียงเรียกก็เห็นจางหนิงเฟิ่งในชุดสีเหลืองอ่อนที่มีสีหน้าบูดบึ้งกำลังมองตนอยู่

“มีอะไรหรือเปล่าน้องเล็ก? ทำไมทำหน้าทำตาเช่นนี้เล่า?” จางหนิงหลงถามด้วยความสงสัย

“พี่รองเป็นคนนิสัยไม่ดี โกหกได้แม้กระทั่งเด็กเล็กอย่างข้า!!”

จางหนิงเฟิ่งพูดด้วยเสียงที่ไม่พอใจ นัยต์ตาและใบหน้าน้อย ๆ ก็มีความน้อยใจแสดงให้เห็นออกมา จนทำให้จางหนิงหลงเกิดความสับสนยิ่งกว่าเดิมว่าเขาไปโกหกน้องสาวตอนไหนกัน?

“น้องเล็ก ข้าเพิ่งกลับมาจะเอาเวลาตอนไหนไปโกหกเจ้าตอนไหนกัน เจ้าจำ… ”

จางหนิงหลงที่พูดแก้ตัวไม่จบประโยคก็ถูกขัดด้วยเสียงร้องไห้ของจางหนิงเฟิ่งเสียก่อน

“ฮือ ๆ ๆ แม้แต่คำสัญญาที่ท่านให้กับข้าไว้เมื่อ 4 ปีก่อนท่านก็จำไม่ได้แล้ว ข้าไม่ใช่น้องสาวคนสำคัญของท่านแล้ว เสียแรงที่เมื่อครู่ที่ข้าช่วยท่าน ฮือ ๆ ๆ ”

จางหนิงหลงที่ได้ยินคำพูดของน้องสาวก็นึกออกทันทีว่าตนสัญญาอะไรเอาไว้ เพียงแต่ว่าเขากลับหลงลืมไป

“โอ๋ ๆ น้องเล็ก !ข้าจะไปลืมสัญญาได้ไง แต่เพราะข้าเหนื่อยจากการเดินทาง ทำให้ข้าหลงลืมไปชั่วขณะ เจ้าอย่าโกรธพี่รองเลยนะ ”

“ฮือ ๆ ข้าไม่เชื่อหรอก !ตอนนั้นท่านให้สัญญากับข้าว่าท่านจะเดินทางเพียงแค่ 2 ปี แต่เอาเข้าจริง ๆ ท่านกลับเดินทางถึง 4 ปีเต็ม !”

จางหนิงเฟิ่งยังคงโกรธเคืองและร้องไห้ต่อ จนจางหนิงหลงถึงกับต้องถอนหายใจออกมาแล้วคุกเข่าลงให้อยู่ในระดับสายตาของเด็กหญิง

“น้องเล็ก ข้าขอโทษจริง ๆ ที่ผิดสัญญากับเจ้า เพราะว่าข้าเจอปัญหาเล็กน้อยตั้งแต่ออกเดินทาง ทำให้การเดินทางที่ควรจบตั้งแต่ 2 ปีก่อนต้องยืดยาว ข้าให้เจ้าลงโทษข้าดีไหมโทษฐานที่ผิดสัญญาดีไหม? ”

จางหนิงหลงลูบหัวของเด็กหญิงด้วยความรักใคร่ เขาจำได้ว่าตั้งแต่ที่จางหนิงเฟิ่งเกิดมา นางก็ติดพี่ชายอย่างเขาเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าบางครั้งนางจะหาเรื่องปวดหัวมาให้ก็ตาม แต่จางหนิงหลงก็เอ็นดูนางอยู่เสมอ เมื่อเขาออกเดินทางในใจของน้องสาวผู้นี้คงรอคอยให้เขากลับมาอยู่ตลอดเวลา

“ให้ข้าลงโทษจริง ๆ หรือเจ้าค่ะ? ”

จางหนิงเฟิ่งที่พยามหยุดร้องไห้ถามด้วยเสียงที่สะอกสะอื้น แล้วมองหน้าจางหนิงหลงด้วยแววตาคาดหวังจนทำให้จางหนิงหลงรู้สึกพลาดอะไรไป แต่ปากของเขาก็ยังพูดออกไป

“ใช่สิ !เจ้าจะลงโทษอะไ… โอ๊ย !!!!!”

ไม่ทันที่ตัวจางหนิงหลงได้พูดจบประโยค มือเล็ก ๆ ของจางหนิงเฟิ่งก็จับไปที่แก้มของเขาและออกแรงหยิกจนทำให้ต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับรู้แล้วว่าสายตาที่เต็มไปด้วยคาดหวังของน้องสาวคนเล็กคืออะไร แต่ตัวเขายังกล้าให้นางลงโทษเพราะลืมว่าน้องสาวของตนมีพรสวรรค์พิเศษอย่างพลังมหาศาลตั้งแต่กำเนิด

“โอ๊ย ๆ น้องเล็ก พอก่อน ๆ ข้ายอมแล้ว ปล่อยข้าก่อน ”

จางหนิงหลงพูดด้วยความเจ็บพร้อมตบไปที่แขนของจางหนิงเฟิ่งรัว ๆ ก่อนที่เด็กหญิงจะยอมปล่อยมือ

ให้ผู้ที่มีแรงมหาศาลตั้งแต่กำเนิดมาหยิกแก้มเช่นนี้ ตอนออกเดินทางข้าโดนลาเตะหัวมาแน่ ๆ

“พี่รอง เรื่องนี้ท่านโทษข้าไม่ได้นะ ท่านบอกเองว่ายอมให้ข้าลงโทษท่าน เพราะท่านผิดสัญญา นี่เป็นคำพูดของท่าน ดังนั้นข้าก็ทำตามความต้องการของท่านอย่างเสียไม่ได้ ”

จางหนิงเฟิ่งพูดออกมาโดยที่ไม่รู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว ทำเอาจางหนิงหลงพับเก็บความคิดที่ว่านางคงรอคอยเขากลับมาด้วยความคิดถึง แต่ดูแล้วคงรอเขาเพราะอยากหาคนแกล้งเสียมากกว่า

“ข้าจะโทษเจ้าได้อย่างไร ‘ก่อนพูดออกไปตัวเราคือนาย หลังพูดออกไปคำพูดคือนายเรา’ เมื่อข้าพูดให้เจ้าลงโทษ เจ้าก็ต้องลงโทษสิ ”

จางหนิงหลงที่เสียรู้ให้แก่น้องสาวของตน ก็ยังคงวางท่าความเป็นปราญช์ที่พูดแล้วไม่ยอมคืนคำ

“ดีแล้ว !งั้นเราไปกันเถอะ ป่านนี้รถม้าคงพร้อมแล้ว ท่านแม่กับพี่ใหญ่ก็รอนานแล้ว ”

จางหนิงเฟิ่งปัดมือสองสามครั้งแล้วหันหลังเดินออกจากห้องจางหนิงหลงทันที ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อหันมาเห็นว่าจางหนิงหลงยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ตามมาก็ก้าวมาจับมือแล้วบ่นออกมา

“ไอหยา !พี่รอง วันนี้ท่านแม่จะเลี้ยงตอนต้อนรับท่านที่หอสราญรมณ์เชียวนะ ท่านอย่าได้ทำตัวโอเอ้เลย อีกอย่างข้าได้ข่าวมาว่าวันนี้นักเล่าเรื่องหลี่ชุนก็จะเล่านิยายของคุณชายหลัวซี พวกเราต้องรีบไปแล้ว ”

….……………………………………………

หอสราญรมณ์ เป็นเหลาสุราขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในตรอกการค้าทางตะวันตกของราชธานีฮูโต๋และได้รับความนิยามจากเหล่าขุนนาง ผู้ฝึกยุทธ์จากสำนักต่าง ๆ รวมถึงพ่อค้าจากต่างเมืองที่เข้ามาค้าขาย จนผู้คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘หากต้องการหาความบันเทิงในราชธานีฮูโต๋ให้ครบ ก็จงมาที่หอสราญรมณ์ ท่านก็จะได้เห็นความบันเทิงทุกรูปแบบ ’ ซึ่งคำกล่าวนี้ก็ไม่ได้เกินจริงแม้แต่น้อย เพราะในทุก ๆ วันที่หอสราญรมณ์แห่งนี้จะมีการแสดงของคณะดนตรี นางรำ คณะละคร นักเล่าเรื่องที่มีชื่อเสียงผลัดเปลี่ยนกันมาทำการแสดงอยู่เป็นประจำ ดังนั้นแล้วหอสราญรมณ์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ต้องการหาเสพความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่แห่งความฝันของเหล่าผู้ที่ใช้งานศิลปะในการเลี้ยงชีพอีกด้วย

ด้วยนโยบายการปฎิรูปและความต้องการฟื้นฟูงานด้านวรรณกรรมของแคว้นเว่ย ฮ่องเต้เว่ยกงจึงมีรับสั่งให้ราชครูประจำราชสำนัก ประกาศไปยังเหล่าบัณฑิตจากสำนักศึกษาหรือผู้ที่มีความสามารถในด้านอักษรและการประพันธ์ ให้ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานด้านวรรณกรรมเพื่อมอบความบันเทิงให้แก่ประชาชนในแคว้นที่ตึงเครียดมาสงครามมระหว่างแคว้นมานานและช่วยฟื้นฟูงานวรรณกรรมที่ตกต่ำลง และการปฎิรูปและฟื้นฟูงานวรรณกรรมขององค์ฮ่องเต้เว่ยกง ก็เป็นเสมือนการจุดไฟให้แก่เหล่าอาชีพคณะละคร วณิพกกลุ่มเล็ก ๆ รวมไปถึงนักเล่าเรื่องและนักเขียนนิยายที่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ ได้มีโอกาศในการพลิกชีวิตของตน

“นั้นก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เหล่าบัณฑิตหลายคนหรือชาวบ้านบางส่วนก็หันมาเอาดีด้านนี้ ทำเอาวงการวรรณกรรมได้ดูคึกคักยิ่งนัก โดยเฉพาะนักเขียน ! ข้าบอกเลยว่า หากผลงานที่เขียนนั้นดีจริงก็ถือว่าจะมีโอกาสที่จะพลิกชีวิตไม่ต่างจากการสอบขุนนางเลยทีเดียว อย่างคุณชายหลัวซี ข้าได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นบัณฑิตของสำนักฮั่นหลิน แต่เพราะพรสวรรค์ด้านการแต่งนิยาย ทำให้ตัวเขามีชื่อเสียงขึ้นมาและถูกเชิญไปศึกษาต่อสำนักศึกษากลางเป็นกรณีพิเศษอีกด้วย ”

ในห้องรับรองชั้นบนของหอสราญรมณ์ จางอวิ๋นได้อธิบายให้จางหนิงหลงฟังถึงเหตุผลว่าทำไมการที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งนำนิยายเรื่องใหม่มาเล่าสามารถดึงดูดผู้คนได้มากขนาดนี้

“ข้าพอเข้าใจนะว่าการปฎิรูปงานวรรณกรรมทำให้คนตัวเล็ก ๆ มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก แต่เหล่าบัณฑิตในสำนักศึกษาที่ตั้งหน้าตั้งตาในการสอบขุนนางกลับทิ้งการสอบนั้นแล้วมาเอาจริงเอาจังกับการแต่งนิยาย ข้าไม่ค่อยเข้าใจเลย ”

จางหนิงหลงถามออกมาด้วยความสงสัย ถึงแม้ว่าในโลกเก่าของเขาจะมียุคฟื้นฟูงานวรรณกรรมเหมือนกัน แต่งานประเภทนวนิยายมักจะถูกมองข้ามเสมอ เพราะเหล่าบัณฑิตทั้งหลายมองว่าเป็นสิ่งที่มอมเมาและหลอกให้อยู่ในมายาคติ น้อยมากที่จะมีนิยายจากเหล่าบัณฑิตในยุคนั้นและผู้ที่อ่านวนิยายจริง ๆ ก็จะมีแค่สตรีและชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากโลกนี้อย่างสิ้นเชิงที่เหล่าบัณฑิตไม่ได้มีอคติกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย

……………………………………………………………………………………………………………………………..

เชิงอรรถ

(1) : ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. - 16.59 น.
(2): ประมาณ 1 ชั่วโมง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...