โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤติการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยุคบรรพกาล ที่กวาดล้างสิ่งมีชีวิตทั่วโลกกว่า 90%

The Structure

อัพเดต 18 พ.ย. 2566 เวลา 19.21 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2566 เวลา 12.21 น. • The Structure

หลายร้อยล้านปีก่อน โลกของเราเคยประสบกับวิกฤติที่นำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต (Mass Extinction) มาก่อนถึง 5 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายพันธุ์ที่มากเกินไปของสิ่งมีชีวิตบางจำพวก, ยุคน้ำแข็ง หรืออุกกาบาตพุ่งชนโลก

แต่ไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะเลวร้ายมากไปกว่าเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นราว ๆ 250-252 ล้านปีก่อน และเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลก ทั้งบนบกและใต้น้ำกว่า 90% จนทำให้เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถูกเรียนขานในอีกชื่อว่า “การตายครั้งยิ่งใหญ่” (Great Dying)

และสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เหตุการณ์นี้ มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ขั้นสุด เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์จำนวนมหาศาลถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ จนสร้างภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) อย่างรุนแรง เพิ่มอุณหภูมิของโลกขึ้นไป 10 องศาเซลเซียส

โลกของเราในช่วงเวลาก่อนเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกเรียกขานว่ายุคพาร์เมียน (Permian Period) อยู่ในช่วงเวลาราว ๆ 293 – 252 ล้านปีก่อน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวโลกของเราเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจี มีพรรณไม้กว่า 4 แสนสายพันธุ์ที่ปกครองโลก สร้างระบบนิเวศน์ราวสรวงสวรรค์ให้สัตว์น้ำได้พัฒนาสายพันธุ์ ขึ้นมาอยู่อาศัยบนบก กลายเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, สัตว์เลื้อยคลาน และแมลง

ระดับออกซิเจนที่มากกว่าในยุคปัจจุบันถึง 60% [1] กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้สัตว์บางชนิดมีขนาดที่ใหญ่มาก อาทิเช่น อาเธอเพอรา (Arthropleura) กิ้งกือดึกดำบรรพ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ ก็ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ มันมีความกว้างลำตัวราว 55 เซนติเมตร (ประมาณ 2 ไม้บรรทัด) และมีความยาวระหว่าง 1.9 – 2.6 เมตร ก็ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้เอง [2]

สัตว์ในยุคสมัยนี้ มีทั้งสัตว์กินเนื้อ และสัตว์กินพืช ทั้งอยู่ร่วมกัน และออกล่ากันเอง ภายใต้ระบบนิเวศน์ที่อุดมสมบูรณ์ ฟืนป่าที่เขียวขจี

แต่แล้ว ราว ๆ 250 -252 ล้านปีก่อน กลับเกิดเหตุการณ์ปะทุขึ้นของภูเขาไฟครั้งใหญ่ ซึ่งยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ถือสาเหตุของการระเบิดว่าเกิดขึ้นจากการระเบิดขึ้นด้วยตัวเอง หรือเกิดขึ้นจากอุกกาบาตพุ่งชน การระเบิดครั้งนั้นเป็นการระเบิดของภูเขาไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการระเบิดของภูเขาไฟในครั้งนั้น เกิดขึ้น 3 – 4 จุด [5] เพียงเฉพาะจุดระเบิดในแถบพื้นที่ไซบีเรีย ในประเทศรัสเซียในปัจจุบันเพียงจุดเดียวก็ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ “ไซบีเรียน แทรปส์” (Siberian Traps) ซึ่งในปัจจุบันมีพื้นที่กว่า 7 ล้านตารางกิโลเมตร (4,735 ล้านไร่) และมีปริมาณลาวาถึง 4 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร (4 ล้านล้านล้านลิตร) [3] แล้ว

การระเบิดของภูเขาไฟในครั้งนั้นกินเวลามากถึง 1 แสนปี และภูเขาไฟได้ปลดปล่อยสารพิษออกมาเป็นฝนกรดที่กัดกร่อนทำลายพืชพรรณให้ตายลงอย่างช้า ๆ แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า และคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบ ๆ ไร้สี ไร้กลิ่น คือ “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”

ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่ถูกปล่อยออกมานั้น มีมากกว่าที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศยุคปัจจุบันถึง 6 เท่า อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นจากเดิม 10 องศาเซลเซียส [1] ภูมิอากาศของโลกแปรปรวนจนถึงขีดสุด บนพื้นผิวโลก สิ่งมีชีวิตทั้งหลายถูกภัยธรรมชาติที่ไร้การควบคุมกระหน่ำทำลาย

สิ่งมีชีวิตใต้น้ำเองก็ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์โลกร้อนขั้นวิกฤติด้วยเช่นกัน ในบรรดาเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของโลกทุกเหตุการณ์ ใต้ทะเลลึกเป็นที่หลบภัยชั้นเยี่ยมของเหล่าสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ แต่ในครั้งนี้ แม้แต่ใต้ทะเลลึกเองก็ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง

น้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ทำให้ทะเลมีสภาพเป็นกรด ปะการังถูกฟอกเป็นสีขาว และตายลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ระดับออกซิเจนในทะเลลดฮวบ เปลี่ยนท้องทะเลที่เป็นจุดกำเนิดของสรรพชีวิตทั้งมวล ให้กลายเป็นมหาสุสานที่วังเวง

สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกกว่า 90% สูญพันธุ์ไปตลอดกาล สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลสูญพันธุ์ 95% ในขณะที่บนบกสูญพันธุ์ไป 70% [4] และโลกของเราต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูตัวเองอย่างยาวนานถึง 30 ล้านปี [6]

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์โลกร้อนในอดีตที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น จะจบสิ้นลงไปแล้วหลายร้อยล้านปี แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นสิ่งพิสูจน์ถึงอำนาจการทำลายล้างของภาวะโลกร้อนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และโชคยังดีที่มนุษยชาติรู้ตัวกันทัน หันมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พยายามลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์

สำหรับในประเทศไทย รัฐบาลไทยของเราได้ประกาศเป้าหมายที่ไทยจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero greenhouse gas emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (UNFCCC COP26) เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 64

และภาคเอกชนของไทยอีกหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม CP, ปตท. และ SCG ต่างก็เข้าร่วมในภารกิจเพื่อการปกป้องโลกของเราจากภาวะโลกร้อน ผ่านโครงการต่าง ๆ อีกมากมาย

สำหรับในภาคประชาชน ทุกคนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการใช้พลาสติก ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ นำสิ่งเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ และแยกขยะพลาสติกที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้

โลกเป็นของพวกเราทุกคน พวกเรามาร่วมมือกัน ปกป้องโลกของเราจากวิกฤตโลกร้อนครั้งใหม่ และการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ของโลกไปด้วยกันนะครับ

โดยศิราวุธ ภุมมะกสิกร

อ้างอิง

[1] Amblin Television and Silverback Films (2023), “Life on Our Planet: Ep 3 Invaders of the Land”

[2] The largest arthropod in Earth history: insights from newly discovered Arthropleura remains (Serpukhovian Stainmore Formation, Northumberland, England), https://www.lyellcollection.org/doi/10.1144/jgs2021-115

[3] Siberian Traps, https://en.wikipedia.org/wiki/Siberian_Traps

[4] Permian extinction, https://www.britannica.com/science/Permian-extinction

[5] Permian, https://en.wikipedia.org/wiki/Permian

[6] Recovery from the most profound mass extinction of all time, https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2596898/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...