โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศาลปกครอง แจง คดีท่อส่งก๊าซ ปตท. เป็นสมบัติของชาติ หรือ ปตท. ลากยาว 16 ปี ชี้ตัดสินชี้ขาดแล้ว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 พ.ย. 2566 เวลา 15.30 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2566 เวลา 08.30 น.

ศาลปกครอง แจงประเด็น รสนา ท้วงตัดสิน คดีท่อส่งก๊าซ ปตท. หรือของชาติ นาน 16 ปี ย้ำตัดสินชี้ขาดจบแล้ว พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคืนทรัพย์สินสู่สาธารณะ-แยกอำนาจสิทธิส่วนอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของ ปตท.

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ศาลปกครอง ชี้แจงกรณีมีการกล่าวอ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดใช้เวลา 16 ปีแล้วยังไม่ตัดสินท่อก๊าซในทะเลเป็นสมบัติชาติหรือ ปตท. ดังนี้

ตามที่ได้มีการกล่าวอ้างใน Facebook รสนา โตสิตระกูล ต่อสาธารณะและผ่านทางสื่อสารมวลชน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566

พอสรุปความได้ว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้ว หลังจากส่งหนังสือถึงนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว ผู้ฟ้องคดีกรณี ปตท. ได้สอบถามไปยังศาลปกครองสูงสุด ถึงกรณีการหมดอายุความการทวงคืนเรื่องท่อก๊าซภายในกำหนด 10 ปี คือ ภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2560

ต่อมาได้รับคำตอบจากศาลปกครองสูงสุด ว่า “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่มีอายุความ”

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมาแล้ว 6 ปี ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ตัดสินว่า ท่อก๊าซในทะเลเป็นสาธารณสมบัติหรือเป็นสมบัติของ ปตท.

ถ้าท่อก๊าซเป็นสาธารณสมบัติที่ไม่มีอายุความ แต่อาจจะถูกเอกชนเอาไปใช้ จนหมดอายุท่อก๊าซไปเสียก่อนหรือไม่ กรณีทวงท่อก๊าซสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมเวลาแล้ว 16 ปี คดีนี้ยังไม่มีคำตัดสิน ประชาชนสงสัยว่า การตัดสินมีอะไรยากมากจนต้องใช้เวลายาวนานขนาดนี้เชียวหรือ นั้น

สำนักงานศาลปกครอง ขอเรียนชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวคดีมีที่มาจากการที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ 1 นางสาวรสนา โตสิตระกูล ที่ 2 นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ที่ 3 นางภินันทน์ โชติรสเศรณี ที่ 4 และนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ที่ ๕ (ผู้ฟ้องคดี)

ได้ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี ที่ 1 นายกรัฐมนตรี ที่ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ 3 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ 4 (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครองสูงสุด และมีกระทรวงการคลัง เป็นผู้ร้องสอด

โดยมีคำขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ ประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544

โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษา (คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐) ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ

รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นก่อนการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550

ส่วนคำขอตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าที่ขอให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544 นั้น ให้ยก

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดต่อสำนักงานศาลปกครองเป็นระยะ ๆ

และเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ยื่นคำร้องรายงานสรุปการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดว่าได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดครบถ้วนแล้ว

ตุลาการเจ้าของสำนวนเดิมมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 มีนาคม 2552 ขอให้ศาลไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต้องคืนกระทรวงการคลัง

ศาลปกครองสูงสุดโดยตุลาการเจ้าของสำนวนเดิมมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 ว่า คดีนี้ (คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐) ศาลพิพากษายกคำขอของผู้ฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีนี้ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ยกคำร้อง

ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีที่ 2 และผู้ฟ้องคดีที่ 5 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ขอให้เพิกถอนคำสั่งคำร้องรายงานสรุปการดำเนินการตามคำพิพากษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ตุลาการเจ้าของสำนวนเดิมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และขอให้ศาลมีคำสั่งคำร้องใหม่ โดยพิจารณารายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินในคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง

ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 มีคำสั่งไม่รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา เหตุเพราะผู้ฟ้องคดีทั้งห้าในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐ ไม่ใช่คู่ความฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ที่จะมีสิทธิร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้

เพราะผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีคำขอท้ายฟ้องเพียงข้อเดียว คือ ขอให้ศาลเพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ ประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2554 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2554 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดในคดีนั้นได้พิพากษายกคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า

นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีที่ 2 และผู้ฟ้องคดีที่ 5 เคยยื่นคำร้องลงวันที่ 3 มีนาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดในคดีนั้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีนี้ และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงให้ยกคำร้อง

ดังนั้น การยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ในครั้งนี้จึงเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือประเด็นข้อใดแห่งคดีที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยแล้ว จึงเป็นกรณีต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นอีก ตามข้อ 96 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ยื่นคำขอ ลงวันที่ 22 กันยายน 2560 กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ยื่นคำขอ ลงวันที่ 27 กันยายน 2560 ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาและมีคำสั่งว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้แก่กระทรวงการคลังตามคำร้องรายงานสรุปการดำเนินการตามคำพิพากษาในคดีนี้ (คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐) เป็นการปฏิบัติถูกต้องและครบถ้วนตามคำบังคับของศาลปกครองสูงสุดแล้วหรือไม่ อย่างไร

ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ไม่รับคำขอทั้งสองดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในประเด็นปัญหาว่ากรณีได้มีการดำเนินการตามคำบังคับหรือคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถูกต้อง เป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือไม่ นั้น

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาไปหลายครั้งแล้วว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวถูกต้องครบถ้วน และได้มีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว อีกทั้งคำขอทั้งสองดังกล่าวไม่ใช่คำขอของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอบังคับคดี หากแต่เป็นคำขอของผู้ถูกฟ้องคดีในเชิงลักษณะขอให้ศาลทบทวนคำสั่งที่ศาลได้มีคำสั่งเป็นที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ ๘๐๐/๒๕๕๗ ในคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกับพวก รวม 1,455 คน ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๑/๒๕๕๕ ของศาลปกครองกลาง ที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าในคดีตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินการแบ่งแยกและส่งคืนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก จำนวน 8 โครงการ ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล จำนวน 4 โครงการ และโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล แหล่งอาทิตย์ - โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ระยอง

โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เนื่องจาก ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันแบ่งแยกทรัพย์สินที่ ปตท. ต้องคืนแก่กระทรวงการคลังในคดีนี้ เป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือประเด็นข้อใดแห่งคดีที่ศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ ได้วินิจฉัยแล้ว

จึงเป็นกรณีที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นอีก นอกจากนี้ การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันภายในหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรี มิใช่เป็นเหตุที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นการดำเนินการที่ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะเป็นกระบวนการที่กำหนดขึ้นโดยมติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

อนึ่ง ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ ๓๖๑/๒๕๕๙ (ประชุมใหญ่) ในคดีที่พันโทหญิง กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี กับพวกรวม 21 คน ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาของของศาลปกครองกลาง (ศาลปกครองชั้นต้น) ที่ฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีในฐานะประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้มีมติให้คณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติและทำหน้าที่บริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนมาจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เนื่องจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังมิได้ดำเนินการคืนท่อก๊าซและทรัพย์สินอื่น ๆ ให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดโดยมติที่ประชุมใหญ่

ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์ขอให้คณะกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ อันมีลักษณะเป็นการร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาดังกล่าว กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐

ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีการสั่งคำร้องในส่วนของการบังคับคดีไปแล้วว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีในคดีนี้จึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ศาลได้มีคำสั่งยุติการบังคับคดีไปแล้วได้อีก

นอกจากนั้น สำหรับการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดหลักการหรือวิธีการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ ไว้เช่นใดนั้น เป็นเรื่องขั้นตอนการดำเนินการภายในของหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว

ซึ่งหากหน่วยงานที่ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษาเห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันภายในหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นกระบวนการที่กำหนดขึ้นโดยมติคณะรัฐมนตรี

หรือหากเห็นว่าหน่วยงานใดละเลยมิได้ปฏิบัติ ก็อาจร้องต่อหัวหน้าหน่วยงานนั้นให้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่แยกต่างหากจากคดีนี้

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

นอกจากนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง (ศาลปกครองชั้นต้น) ว่ากระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และพวก รวม 11 คน ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ด้วยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบเอ็ดไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดให้ถูกต้องครบถ้วน โดยยังมิได้ดำเนินการคืนท่อก๊าซธรรมชาติและทรัพย์สินของแผ่นดินอื่น ๆ ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง (คดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๙/๒๕๖๔ คดีหมายเลขดำที่ ๕๑๐/๒๕๕๙)

ด้วยเหตุว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ตามคำสั่งที่ ๘๐๐/๒๕๕๗ และคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ ๓๖๑/๒๕๕๙ (ประชุมใหญ่) ดังกล่าวเป็นที่สุด

ศาลปกครองกลางไม่อาจยกคำขอของผู้ฟ้องคดีขึ้นพิจารณาและมีคำสั่งว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 10 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและโอนทรัพย์สินของ ปตท. ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำขอของผู้ฟ้องคดีในข้อหานี้ได้อีก ตามมาตรา 73 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 (คดีนี้ไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น คดีจึงเป็นที่สุด)

จากข้อเท็จจริงข้างต้น คดีอันเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ ที่กำหนดคำบังคับให้กระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ

รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ตลอดจนกรณีละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินการแบ่งแยกและส่งคืนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก จำนวน 8 โครงการ ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล จำนวน 4 โครงการ และโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล แหล่งอาทิตย์ - โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ระยอง นั้น

ศาลปกครองได้พิจารณาพิพากษาเป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น ข้อความตาม Facebook รสนา โตสิตระกูล เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 จึงเป็นข้อความที่ไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...