โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

338 ปีที่ถูกลืม “วัดมหาธาตุฯ” พระอารามหลวงแห่งแรกกรุงรัตนโกสินทร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ธ.ค. 2566 เวลา 05.56 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 05.48 น.

นับเป็นข่าวดีในรอบ 338 ปี ที่คนไทยและนักเดินทางทั่วโลกจะรู้จัก “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์” อย่างเข้าใจและลึกซึ้งมากขึ้น

เมื่อภาครัฐและเอกชน “กลุ่มจิตอาสา” ตั้งใจจะปลดล็อกให้วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หลังถูกลืมมานานนับร้อยปี ทั้งคนทั่วไปยังเข้าใจผิด คิดว่า “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร” คือ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ย่านบางเขน หรือไม่ก็ วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้ง ๆ ที่เป็นคนละวัด คนละทำเล เพียงมีชื่อคล้ายกัน และยังเข้าใจคลาดเคลื่อนอีกว่า “วัดมหาธาตุฯ” เป็นวัดปิด ซึ่งวัดนี้เป็นวัดเปิดเหมือนวัดทั่วไปปกติ

เดิมชื่อ “วัดสลัก” เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายบุญ

ล่าสุด คณะกรรมการจัดงานสมโภชพระอารามหลวง 338 ปี นำโดย“ฐนิวรรณ กุลมงคล” กรรมการอำนวยการฝ่ายฆราวาส และนายกสมาคมภัตตาคารไทย ได้จัดบิ๊กอีเวนต์เยือนวัดมหาธาตุฯ ก่อนงานสมโภช พระอาราม โดยเปิดเส้นทางท่องเที่ยวสายบุญ “ไหว้พระ-ขอพร รับปีใหม่ 2567” ชมสถาปัตยกรรม ศิลปะวัดดัง ยุคต้นรัตนโกสินทร์ เรียนรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ และพระพุทธศาสนา

โดยมี อาจารย์นัท จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา เป็นวิทยากรเล่าให้ฟังว่า

วัดมหาธาตุฯ เดิมชื่อ “วัดสลัก” สันนิษฐานว่า วัดนี้แต่ก่อนมีพระภิกษุเป็นชาวฝีมือแกะสลักอยู่จำนวนมาก อาจเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกชื่อวัดว่า “วัดสลัก”

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี สร้างพระนครทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา วัดสลักอยู่ในพระนครฝั่งตะวันออก จึงทรงยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เป็นที่สถิตของพระราชาคณะ

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนารถ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ย้ายพระนครมาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้มีวัดที่อยู่ใกล้ชิดพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่ 2 วัด คือ วัดโพธาราม และวัดสลัก

1.วัดโพธาราม อยู่ชิดกับพระบรมมหาราชวังข้างด้านใต้ รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาวัดนี้และพระราชทานนามว่า “วัดพระเชตุพน”

2.วัดสลัก อยู่ข้างเหนือพระบรมมหาราชวัง แต่อยู่ชิดด้านใต้พระราชวังบวรฯ สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสถาปนาวัดสลักและขนานนามใหม่ ชื่อว่า “วัดนิพพานาราม” “วัดพระศรีสรรเพชญ” “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ” และในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เพิ่มสร้อยนามของวัดเป็น “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์”

ท่ามกลางแลนด์มาร์ก-แหล่งท่องเที่ยว

นอกจากนี้ วัดมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นไข่แดง ใจกลางแลนด์มาร์กและแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ อาทิ วัดพระแก้ว หรือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร และ 3 วังถนนหน้าพระลาน คือวังท่าพระ (วังหน้าพระลานตะวันตก ปัจจุบันเป็นสถาบันการศึกษาด้านศิลปะ คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร) วังกลาง และวังตะวันออก

รวมถึงโบราณสถานทุ่งพระสุเมรุ หรือ “ท้องสนามหลวง” อยู่ด้านหน้าวัดมหาธาตุฯ ระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล เขตพระนคร ด้วยเนื้อที่เฉียด 75 ไร่ที่กว้างใหญ่ ทำให้เป็นจุดนำสายตาให้วัดมหาธาตุฯ ดูโดดเด่นสง่างาม เคียงคู่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และด้านหลังอยู่ใกล้ท่าเรือริมเจ้าพระยาคือ ท่าช้าง ท่ามหาราช และท่าพระจันทร์

ทั้งหมดคือแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมที่น่าศึกษา

ที่สำคัญ วัดนี้ยังเป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐานนานาชาติ สถานที่สัปปายะ สำหรับฆราวาสทุกเพศ วัย และเชื้อชาติ สามารถเข้าเรียนรู้และฝึกปฏิบัติธรรม โดยมีพระอาจารย์ พระวิปัสสนาจารย์ และแม่ชี เป็นผู้สอน

ไฮไลต์ 3 สถานที่สำคัญ

จากเส้นทางเข้าชม สถานที่สำคัญของวัดวังหน้า เริ่มจาก ประตูทางเข้า ฝั่งถนนพระจันทร์-สนามหลวง

จุดแรก พบกับ 3 สถานที่สำคัญ ได้แก่ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ลังกา พระบวรราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

“ต้นพระศรีมหาโพธิ์” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “โพธิ์ลังกา” ที่เก่าแก่ที่สุด อายุประมาณ 205 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ส่งคณะพระสงฆ์สมณทูตไทยออกไปสืบพระศาสนาในลังกาทวีป เป็นเวลาประมาณ 5 ปี และในตอนกลับ ได้นำหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ จากเมืองอนุราธบุรี ประเทศศรีลังกา มาปลูกในปี พ.ศ. 2361 นับเป็นครั้งแรกที่นำต้นพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกา เข้ามาปลูกในกรุงรัตนโกสินทร์

“วิหารโพธิ์ลังกา” เป็นพระวิหารน้อย สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 และเคยเป็นตำหนักที่ประทับเมื่อครั้งทรงพระผนวช

“พระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” ปี 2521 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จมาวางศิลาฤกษ์ และทรงเททองหล่อพระบวรราชานุสาวรีย์ มีขนาดเท่าครึ่ง อยู่ในลักษณะประทับยืนบนเกย หันพระพักตร์ออกสู่สนามหลวง พระหัตถ์ทั้งสองยกพระแสงดาบเหนือพระอุระเพื่อจบถวายเป็นพุทธบูชา ภายในฐานบรรจุเนื้อดินซึ่งเก็บจากแผ่นดินที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เสด็จกรีธาทัพเข้ามาทั้งสิ้น 28 แห่ง

จุดที่สอง ตึกแดง หรือ “ตึกถาวรวัตถุ หอสมุดวชิราวุธ” ชมสถาปัตยกรรมสำคัญของอาคารก่ออิฐถือปูนสมัยรัชกาลที่ 5 กราบสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และทรงเป็นมกุฎราชกุมารพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งบริเวณด้านหลังเป็น อาคารเบญจมราชวรานุสรณ์ (สถานปฏิบัติธรรม ศูนย์วิปัสสนานานาชาติ) จัดสร้างในสมัยรัชกาลที่ 9

จุดที่สาม ศาสนสถานที่สำคัญ คือ เขตพุทธาวาสของวัด 3 แห่ง ได้แก่ พระมณฑปพระธาตุ พระอุโบสถ พระวิหาร

-พระมณฑปพระธาตุ เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทย หลังคาลด 2 ชั้น ประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันเป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก ตรงกลางเป็นรูปพระลักษมณ์ทรงหนุมานยืนแท่น ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ส่วนบนของพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนใต้ฐานพระเจดีย์ บรรจุพระบรมอัฐิของพระปฐมบรมมหาชนก (ต้นราชวงศ์จักรี)

-พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถใหญ่ที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ ปูลาดด้วยศิลาอ่อน หน้าบันเป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจก ใบเสมาสลักเป็นภาพนารายณ์ทรงสุบรรณ อยู่ด้านในพระอุโบสถ ส่วนด้านนอกตามมุมทั้ง 4 สลักเป็นภาพครุฑยุดนาค ภายในมีพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย นามว่า “พระศรีสรรเพชญ์” และพระอรหันต์ 8 ทิศ ซึ่งพระอุโบสถของวัดแห่งนี้ถือเป็นพระอุโบสถที่เชื่อกันว่าใหญ่ที่สุดในประเทศ

-พระวิหาร กราบพระประธานพระพุทธเจ้า 5 พระองค์

หลวงพ่อหิน (พระพุทธรูปหินศิลาแลงเก่าแก่ที่สุด) หนึ่งในพระประธานในพระวิหาร เดิมเป็นพระประธาน ในอุโบสถวัดสลัก (ชื่อเดิมของวัดมหาธาตุฯ) สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันมีอายุกว่า 338 ปี เมื่อครั้งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระวิหารหลวงจนถึงปัจจุบัน

แผ่นศิลาจารึกดวงชะตา (พิชัยสงคราม) ซึ่งจารึกเป็นอักษรสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นหลักฐานสำคัญเก่าแก่ที่สุด ซึ่งมีหลักฐานปรากฏปีที่สร้าง พ.ศ. 2228 เป็นเครื่องแสดงว่า วัดมหาธาตุฯ มีอายุ 338 ปี แต่เดิมติดอยู่ที่ฐานพระประธาน ต่อมาได้ถูกอัญเชิญไปไว้ในสระทิพยนิภา เป็นเวลาประมาณ 33 ปี และนำมาเก็บไว้ในพระวิหารมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น ภายในพระวิหารยังมีพระแท่นบรรทมสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงนาท พิพิธภัณฑ์ โบราณวัตถุ คัมภีร์พระไตรปิฎกที่ได้ทำการสังคายนาในสมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2331) และผ้าห่อคัมภีร์ใบลานเก่าแก่ให้ชมอีกด้วย

เฉลิมฉลองงานสมโภช 7 วัน 7 คืน

และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทางวัดได้เตรียมสมโภชใหญ่ 338 ปี 7 วัน 7 คืน ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2566-2 มกราคม 2567 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา ในปี 2567 และรำลึกถึงบูรพกษัตริย์และบูรพาจารย์ พร้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)
ภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มจิตอาสา ซึ่งเป็นบุคคลในแวดวงนักธุรกิจและสังคม อาทิ กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง อดีตรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บมจ.บัตรกรุงไทย หรือ KTC

อัยย์ วีรานุกูล ศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง Producer & Creative รายการ ผู้เชี่ยวชาญการใช้เสียงร้องและพูดในที่สาธารณะ และผู้เชี่ยวชาญและสนใจด้านศิลปวัฒนธรรม ปริศนา รัตนเกื้อกูล อดีตคอลัมนิสต์ นิตยสารสกุลไทย นิศานาถ กาญจนวรรณ เจ้าของร้านกาแฟและต้นไม้เศรษฐีนำโชค ยูทูบเบอร์ คู่หูพาชิลล์ สราญภัทร หอมสุวรรณ อดีต พี.อาร์.ฟรีแลนซ์ทรูวิชั่น ปริศนา รัตนเกื้อกูล

ที่สำคัญ ยังมีซีอีโอหญิง มรกต ยิบอินซอย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อพระอารามหลวงดังกล่าวมาโดยตลอด ล่าสุดได้จัดทำน้ำดื่มบริสุทธิ์ ประทับแบรนด์ “ยิบอินซอย” ให้กับผู้มาเยี่ยมชม เช่นเดียวกับผู้สนับสนุนหลัก ฐนิวรรณ กุลมงคล ผู้คุ้นเคยกับวัดมหาธาตุฯ ตราบเท่าอายุ 62 ปี โดยมีบ้านพักอาศัยคือ เลขที่ 1 ของถนนท่าพระจันทร์ ขณะที่วัดมหาธาตุฯ คือ สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 2

ด้วยการบอกบุญร่วมบูรณปฏิสังขรณ์ ปรับภูมิทัศน์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ให้งามสง่าสืบไป สั่งสมเสบียงบุญ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ผ่านการท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...