โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เด็กไทยอินเทรนด์ “Less Drink, More Life” ใช้เงินไปกับไลฟ์สไตล์มากกว่าสังสรรค์ ตัวเลขนักดื่มลดเหลือ 24.8% สะท้อนค่านิยมใหม่ ไม่ดื่มก็สนุกได้

TODAY

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

เราอาจเคยเชื่อว่าการดื่มคือเรื่องปกติของการเติบโต เป็นภาพแทนของความสนุก การเข้าสังคม และการก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ แต่วันนี้ความเชื่อเหล่านั้นกำลังถูกตั้งคำถามจากคนรุ่นใหม่ เมื่อเยาวชนจำนวนไม่น้อยเลือกปฏิเสธแก้วเหล้า ไม่ใช่เพราะถูกห้าม หากเพราะมองว่าไม่จำเป็นต่อชีวิตอีกต่อไป การขยับเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ อาจกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของค่านิยมเรื่องการดื่มในสังคมไทย

[ สสส. ทำงานเชิงรุก ต่อยอดกระแสการเลือกไม่ดื่มของเยาวชนรุ่นใหม่ ]

วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)กล่าวว่า ปัจจุบันปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่ดื่มสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณค่าของคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ ภาพลักษณ์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากขึ้น หลายคนมองว่าการไม่ดื่มคือทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ชีวิตก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบกลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี มีอัตราการดื่ม อยู่ที่ 24.8 % ลดลงจากปี 2564 ที่ 34.7% ขณะที่มูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการดื่มแอลกอฮอล์ของไทย ปี 2564 เท่ากับ 165,450.5 ล้านบาท คิดเป็น 1.02% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) โดยคนไทยเกือบ 80% เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มของผู้อื่น ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และครอบครัว

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ สสส. ทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย วางยุทธศาสตร์ทั้งงานด้านวิชาการ การรณรงค์ และการทำงานเชิงพื้นที่เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ยั่งยืน เพราะสสส.ตระหนักว่าการรณรงค์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอแต่ต้องอาศัยความเข้าใจในบริบททางสังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของประชาชนด้วย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นพลังสำคัญของประเทศ การเลือกไม่ดื่มต้องทำให้กลายเป็นกระแสเชิงบวก สอดรับกับกระแสโลกที่คนรุ่นใหม่ลดการดื่มลง ดังนั้นเราจะต่อยอดกระแสนี้อย่างไรเพื่อทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น”

[ ถอดรหัสเทรนด์การดื่มของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่เลือกดื่มน้อยลง ]

ถ้ามองภาพรวมของโลกตอนนี้ เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือเด็กยุคใหม่ดื่มน้อยลงจริงไหม? คำตอบคือ หลายประเทศเริ่มเห็นแนวโน้มชัดเจนว่า ใช่ ดื่มลดลงจริง ๆ

รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าเยาวชนในประเทศพัฒนาแล้ว มีการดื่มลงชัดเจน เช่น นับตั้งแต่ค.ศ. 2000 สหรัฐอเมริกา พบว่าใน 1 เดือนที่ผ่านมา เยาวชนดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 40.4% เยอรมันดื่มลดลง 30.4% ส่วนไอซ์แลนด์ มีอัตราการดื่มลดลงมากที่สุดถึง 83.9% ระหว่างปี 1995 ถึง 2015

ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือเมื่อการดื่มลดลง ผลกระทบจากแอลกอฮอล์ก็ลดลงตามไปด้วย ทั้งอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ หรือการเข้ารักษาในโรงพยาบาลจากการดื่มหนัก ๆ ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

คำถามต่อมาคือทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงดื่มน้อยลง?

คำตอบไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียว แต่เป็นภาพรวมของหลายปัจจัยผสมกัน เยาวชนจำนวนมากมองว่าการดื่มไม่ได้สำคัญกับชีวิตขนาดนั้น หันกลับมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น อีกด้านหนึ่งคือบทบาทของครอบครัวที่เข้มแข็งขึ้น พ่อแม่ดูแลใกล้ชิดกว่าเดิม รวมถึงนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนขึ้น ทั้งการจำกัดโฆษณา การเก็บภาษีที่สูงขึ้น และการทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีราคาสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้การไม่ดื่มเป็นเรื่องปกติมากขึ้น

หันกลับมาที่ประเทศไทย สัดส่วนเยาวชนอายุ 15-19 ปีที่ดื่มแอลกอฮอล์มีแนวโน้มลดลง แม้จะไม่ได้ลดฮวบฮาบ แต่ก็เห็นทิศทางชัดเจน จากช่วงปี 2547-2557 ที่ตัวเลขอยู่ราว 13-15% ค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 9-10% ในช่วงปี 2554-2557

เหตุผลของเด็กไทยเองก็สะท้อนมุมมองที่คล้ายกัน หลายคนไม่ดื่มเพราะเคยเห็นผลกระทบจากแอลกอฮอล์ในครอบครัว บางคนเติบโตมากับภาพพ่อดื่มหนัก มีความรุนแรง หรือสูญเสียคนใกล้ชิดเพราะการดื่ม บางคนแค่ไม่ชอบความรู้สึกมึนเมา ไม่ชอบรสชาติ และรู้สึกว่าการทำกิจกรรมอื่น ๆ ก็สนุกได้โดยไม่ต้องมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือเยาวชนจำนวนไม่น้อยเห็นด้วยกับมาตรการควบคุม เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อ หรือการจำกัดการขายในพื้นที่สถานศึกษาและบริเวณโดยรอบ นั่นแปลว่าการคุมเข้มไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพเสมอไป แต่ถูกมองว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลในมุมของคนรุ่นใหม่เองด้วย

เมื่อเอาทุกอย่างมาประกอบรวมกัน ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขที่ลดลง แต่คือการเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อการดื่ม จากที่เคยเป็นเรื่องที่ต้องดื่มเพื่อเข้าสังคม กลายเป็นเรื่องที่ต้องคิด และบางคนเลือกที่จะไม่เอาเข้ามาในชีวิตเลย

[ แรงหนุนรอบด้าน ที่ทำให้การดื่มยังเพิ่มขึ้นในสังคมไทย ]

อีกด้านหนึ่ง ภาพรวมของสังคมไทย ก็ยังคงมีแรงหนุนหลายอย่างที่ทำให้การดื่มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

วิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม อธิบายว่าปัจจัยไม่ได้มีแค่เรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ดื่มง่ายขึ้นกว่าที่เคย

หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย เศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคมกลับมาคึกคัก ผู้คนออกมาใช้ชีวิต พบปะสังสรรค์มากขึ้น การดื่มจึงถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองและการชดเชยช่วงเวลาที่อัดอั้นไว้ก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน การเข้าถึงก็ง่ายขึ้นมาก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีราคาที่จับต้องได้ หาซื้อสะดวก ร้านสะดวกซื้อแทบทุกมุมถนนมีวางขาย รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่ทำให้การสั่งซื้อไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศการดื่มยาวนานขึ้นตามไปด้วย

ด้านการตลาดก็เข้มข้นไม่แพ้กัน แบรนด์ต่าง ๆ ปรับภาพลักษณ์สินค้าให้เข้ากับผู้หญิงและคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งแพคเกจที่ดูสวย ทันสมัย รวมถึงการใช้ Influencer Marketing และการเข้าไปผูกกับกิจกรรมอย่างคอนเสิร์ตหรือเฟสติวัล ทำให้การดื่มถูกเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ ความสนุก และความเป็นตัวเอง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อนกว่านั้น ทั้งความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือแรงกดดันในการใช้ชีวิต ซึ่งทำให้บางคนมองการดื่มเป็นช่องทางผ่อนคลาย อีกทั้งค่านิยมทางสังคมก็มีบทบาทไม่น้อย เพราะแทบทุกเทศกาลสำคัญของประเทศมักมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่น จนกลายเป็นภาพจำว่าการเฉลิมฉลองต้องมีการดื่ม

รวมถึงกระแสสุราชุมชน คราฟต์เบียร์ และการถกเถียงเชิงนโยบายเรื่องเสรีภาพในการผลิตและจำหน่าย ก็ยิ่งทำให้ “การดื่ม” ถูกพูดถึงในมิติที่กว้างกว่าแค่เรื่องสุขภาพ แต่โยงไปถึงเศรษฐกิจท้องถิ่น สิทธิ และการเมืองด้วย

[ เสียงจากเยาวชนไทย… ทำไมคนรุ่นใหม่เลือกไม่ดื่ม ]

เสียงสะท้อนจากเยาวชนในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี, มหาวิทยาลัยทักษิณ, มหาวิทยาลัยพะเยา, มหาวิทยาราชภัฏสวนสุนันทา และอีกหลากหลายมหาวิทยาลัย ช่วยให้เราเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย

พวกเขาเล่าว่า ในอดีตสถานบันเทิงเคยเป็นมากกว่าที่เที่ยว แต่เป็นพื้นที่ของการยอมรับ เป็นจุดนัดพบของเพื่อน และเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าสังคม จนทำให้อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์หยิบเอาภาพเหล่านี้ไปใช้เป็นวาทกรรมชักชวนว่า ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม อยากสนุก อยากเป็นผู้ใหญ่ การดื่มคือคำตอบ

แต่วันนี้บริบทเปลี่ยนไปมาก โลกโซเชียลมีบทบาทแทบจะเป็นพื้นที่หลักของการสื่อสารและสร้างตัวตน เยาวชนจำนวนไม่น้อยเลือกพบปะ พูดคุย ทำกิจกรรม หรือแม้แต่สร้างคอมมูนิตี้ผ่านออนไลน์ การเข้าสังคมจึงไม่ได้ผูกติดกับการล้อมวงดื่มเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อพื้นที่ยอมรับไม่ได้อยู่แค่ในร้านเหล้า การดื่มก็ไม่ใช่เงื่อนไขของการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเสมอไป และนั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การดื่มในกลุ่มเยาวชนลดลง

อีกปัจจัยที่ชัดเจนคือเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้คนรุ่นใหม่ต้องคิดมากขึ้นกับทุกการใช้จ่าย หลายคนมองว่าการนำเงินไปลงทุนกับทักษะ ประสบการณ์ท่องเที่ยว หรือกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ อาจคุ้มค่ากว่าการใช้จ่ายกับการสังสรรค์ที่ให้ความสุขระยะสั้น ขณะเดียวกันกระแสรักสุขภาพทั้งกายและใจก็มาแรง คนรุ่นใหม่จำนวนมากให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และการดูแลสภาพจิตใจ ซึ่งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการดื่มหนักเหมือนในอดีต

บทบาทของมหาวิทยาลัยเองก็มีส่วนสำคัญ หลายแห่งกำหนดมาตรการเชิงรุกให้กิจกรรมสำคัญ เช่น การปฐมนิเทศ กิจกรรมรับน้อง หรือกิจกรรมของคณะ เป็นพื้นที่ปลอดแอลกอฮอล์และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน การจัดวางสภาพแวดล้อมแบบนี้ค่อย ๆ ทำให้การไม่ดื่มกลายเป็นเรื่องปกติ และเป็นมาตรฐานใหม่ของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย

เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป แต่คือการเปลี่ยนค่านิยมทางสังคม ภาพของการดื่มที่เคยถูกมองว่าเป็นความสนุกและสัญญาณของการก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ กำลังค่อย ๆ จางลง และเปิดทางให้คุณค่าเรื่องสุขภาพ ความรับผิดชอบ และคุณภาพชีวิตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น น่าจับตาว่าหากกระแสนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การไม่ดื่ม อาจกลายเป็นเรื่องปกติของคนรุ่นใหม่ และเป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่แข็งแรงกว่าเดิมในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...