โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้ได้อย่างไรว่าตอนไหนคือภาวะ ‘ฟองสบู่’

The Momentum

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ภาวะฟองสบู่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เราต่างประสบพบเจอกับภาวะฟองสบู่กันแทบไม่ขาด ตั้งแต่กระแสคลั่งไคล้หุ้นอินเทอร์เน็ตยุค 2000 ที่เรียกว่า ‘ฟองสบู่ดอตคอม’ ไล่เรียงมาจนถึงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่นำไปสู่ ‘วิกฤตซับไพรม์’ ในสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีน จนมาถึงปัจจุบันที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างเล็งเห็นว่า หุ้นสหรัฐฯ และราคาหุ้นของเหล่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์นั้นมูลค่าสูงกว่าที่ควรจะเป็น

หากขยับเข้ามาดูเรื่องใกล้ตัวขึ้นอีกสักหน่อย เราก็จะเห็นกระแสราคาทองคำที่พุ่งเสียดฟ้าทุบสถิติ หรือราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ก้าวกระโดดจากที่ย่ำอยู่ราวพันต้นๆ มาทะลุ 1,500 จุด ภายในระยะเวลาราว 1 เดือนเท่านั้น!

สถานการณ์เหล่านี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า ราคาสินทรัพย์เหล่านี้อยู่ในภาวะ ‘ฟองสบู่’ หรือไม่ ซึ่งเราอาจต้องย้อนกลับไปพิจารณาว่า ราคาของสินทรัพย์ที่ซื้อขายกันอยู่นั้น ‘สูงกว่า’ ราคาที่เหมาะสมจนไม่สมเหตุสมผลหรือเปล่า แต่คำถามที่หลายคนอยากได้คำตอบมากกว่านั้นคือ เราจะสามารถคาดการณ์ได้อย่างไรว่า เมื่อใดฟองสบู่จะแตก เพราะคงไม่มีใครอยากเจ็บตัวในวันที่ราคาสินทรัพย์ดิ่งเหว

คาดการณ์ฟองสบู่ด้วย ‘ปัจจัยพื้นฐาน’

ย้อนกลับไปสมัยฟองสบู่ดอตคอม เหล่านักการเงินมือฉมังต่างมองเห็นฟองสบู่ดังกล่าวล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็น เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio), ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch) และ โฮวาร์ด มาร์กส์ (Howard Marks) ที่ออกมาป่าวประกาศถึงภาวะฟองสบู่ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ปรับพอร์ตฟอร์ลิโอโดยเลือกปฏิเสธการขี่คลื่นหุ้นอินเทอร์เน็ต ส่วน จอร์จ โซรอส (George Soros) ก็เก็งกำไรโดยการขายชอร์ตหุ้นเหล่านั้น แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นราวปี 1995 กว่าที่ฟองสบู่จะแตกจริงๆ ในปี 2000 เหล่านักการเงินมือฉมังก็สูญทั้งเงินและสูญทั้งโอกาสไปมหาศาล

หมุนเวลามาที่ปัจจุบัน เหล่านักการเงินมือฉมังก็เก็ง (อีกครั้ง) ว่า หุ้นของเหล่าบริษัท AI กำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ ด้วยตัวเลขมูลค่าที่ถูกตีฟูจนเกินปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้นสักวันหนึ่งในอนาคตหุ้นเหล่านี้ย่อมราคาลดฮวบกลับมา ณ ระดับราคาที่ควรจะเป็น แต่คำถามเดียวที่ไม่มีใครตอบได้คือ ‘เมื่อไร’

การตัดสินว่าตลาดหลักทรัพย์อยู่ในภาวะฟองสบู่หรือไม่ มีดัชนีชี้วัดที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไรปรับตามวัฏจักร (Cyclically Adjusted Price-Earnings: CAPE) คิดค้นโดย โรเบิร์ต เจ. ชิลเลอร์ (Robert J. Shiller) แห่ง Yale University อัตราส่วนดังกล่าวคือ การนำราคาหุ้นมาหารด้วยผลกำไรเฉลี่ย 10 ปีในอดีตของบริษัทที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ การทำเช่นนี้จะทำให้เรามองทะลุผ่านความผันผวนระยะสั้นแล้วเห็นแนวโน้มราคาและกำไรของบริษัทในระยะยาว ถ้าอัตราส่วนดังกล่าวสูงขึ้นผิดปกติในช่วงเวลาสั้นๆ แสดงว่าตลาดกำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่

อีกหนึ่งอัตราส่วนที่ใช้วัดความไม่สมเหตุสมผลในตลาดคือ อัตราส่วนราคาต่อยอดขาย (Price-to-Sales Ratio) หรือ P/S Ratio อัตราส่วนดังกล่าวคล้ายๆ กับอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่เราคุ้นเคยกันดี แต่เปลี่ยนตัวหารจากกำไรเป็นรายได้แทน ส่วนหนึ่งเนื่องจากการวิเคราะห์สภาวะฟองสบู่จะครอบคลุมบริษัทที่ไม่มีกำไร ดังนั้นอัตราส่วนราคาต่อยอดขายจะฉายให้เห็นภาพชัดว่า ตลาดเผชิญภาวะฟองสบู่แล้วหรือยัง

จากทั้ง 2 อัตราส่วนนี้ หากวิเคราะห์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราจะพบว่า ดัชนีสำคัญของสหรัฐฯ S&P 500 มีดัชนีชี้วัดทั้ง CAPE และ P/S Ratio สูงทุบสถิติจึงไม่น่าแปลกใจนักที่เหล่านักการเงินผู้คร่ำหวอดต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตลาดกำลังเผชิญกับภาวะฟองสบู่ อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเช่นนี้สามารถบอกได้เพียงว่า ตลาดมีภาวะฟองสบู่หรือไม่ แต่ยากจะคาดทำนายว่า ฟองสบู่ดังกล่าวจะแตกเมื่อใด

ทำนายวันฟองสบู่แตกจาก ‘สัญญาณในตลาด’

เมื่อปัจจัยพื้นฐานอย่างรายได้หรือกำไรของบริษัทยากจะทำนายวันฟองสบู่แตก เราจึงต้องมองหาข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือการขยับขึ้นลงของราคาหลักทรัพย์ แน่นอนว่าการทำนายวันฟองสบู่แตกมีหลากหลายสำนักคิด โดยขอเสนอแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ภาวะตลาดแยกตัว (Market Bifurcation) โดยในตลาดหนึ่งๆ มีหุ้นบางส่วนที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อีกกลุ่มหนึ่งกลับกลายเป็นดาวดับที่มีแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง

ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นแบบเงียบๆ เนื่องจากหุ้นกลุ่มดาวเด่นที่เติบโตแรงอาจเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่นำพาดัชนีตลาดให้มองเผินๆ เสมือนว่าตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ในขณะเดียวกันหุ้นเล็กๆ จำนวนมากต่างกำลังเผชิญแรงขายจนราคาลดลง เนื่องจากนักลงทุนสถาบันเริ่มขยับสับเปลี่ยนออกจากหุ้นความเสี่ยงสูง

เราสามารถดักจับสัญญาณที่ว่านี้ผ่านเส้น Advance-Decline หรือเส้น A/Dที่จะคำนวณหาอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นเทียบกับหุ้นที่ราคาลดต่ำลง ซึ่งในภาวะปกติถ้าดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น เส้น A/D ก็ควรจะขยับเพิ่มไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หุ้นทั้งใหญ่และเล็กอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่เมื่อไรที่เส้น A/D ขยับสวนทางกับดัชนีก็เท่ากับว่า เรากำลังเผชิญภาวะตลาดแยกตัว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าฟองสบู่กำลังจะแตกนั่นเอง

อ่านสัญญาณฟองสบู่จาก ‘กระแสสังคม’

แต่นอกจากเรื่องยากๆ อย่างการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหรือการจับสัญญาณตลาดผ่านปัจจัยทางเทคนิคแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณฟองสบู่ที่นักการเงินสมัยใหม่วิเคราะห์แล้วพบว่า ‘ใช้การได้’ นั่นคือกระแสสังคม

ย้อนกลับไปสมัยวิกฤตตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อราวศตวรรษก่อน โจเซฟ พี. เคนเนดี (Joseph P. Kennedy) นักธุรกิจ นักลงทุน และนักการเมืองชาวอเมริกันผู้โด่งดัง กล่าวไว้ว่า เขาล่วงรู้ว่าตลาดกำลังจะถล่มในอีกไม่นาน เพราะแม้กระทั่งเด็กขัดรองเท้ายังแนะนำให้เขาซื้อหุ้นบางตัวนี่คือสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ราคาหลักทรัพย์บางอย่างขยับขึ้นมหาศาลจนดึงดูดให้ปุถุชนคนธรรมดาเข้ามาซื้อเพราะหวังกำไร ดังนั้นอีกไม่นานฟองสบู่ก็จะแตก เพราะราคาหุ้นในตลาดสะท้อนการมองโลกในแง่ดีแบบเกินจริง

ปัจจุบันเราอาจจับสัญญาณดังกล่าวได้บ้างบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่เหล่านักวิเคราะห์เลือกใช้ตัวชี้วัดอย่างการค้นหาคำใน Google เพื่อสะท้อนความสนใจของสังคม ในอดีตพบว่าเมื่อการค้นคำที่เกี่ยวกับการลงทุนไม่ว่าจะเป็น Dotcom, Bitcoin หรือ Dogecoin แตะถึงจุดสูงสุด หลังจากนั้นราคาสินทรัพย์ดังกล่าวก็จะหล่นฮวบภายใน 12 เดือนให้หลัง

งานวิจัยเมื่อปีที่ผ่านมาฉายภาพให้เห็นชัดเจนถึง ‘ความสนใจ’ 2 รูปแบบโดยแบบแรกคือ ความสนใจของนักลงทุนรายย่อยโดยรวม (Aggregate Retail Attention) ซึ่งใช้ค่าแทนคือยอดคำค้นใน Google Trends และความสนใจของนักลงทุนสถาบันโดยรวม (Aggregate Institutional Attention) ที่ใช้ค่าแทนคือการอ่านและค้นหาข่าวของหลักทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มบลูมเบิร์กเทอร์มินอล (Bloomberg Terminal) งานศึกษาชิ้นนี้บ่งชี้ว่า นักลงทุนรายย่อยมักจะ ‘มาทีหลัง’ และความสนใจที่เพิ่มขึ้นนั้นมักตามมาด้วยผลตอบแทนหลักทรัพย์ที่ลดลง ส่วนความสนใจของนักลงทุนสถาบันมักจะตามมาด้วยผลตอบแทนหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นฟองสบู่จะเกิดในวันที่ความสนใจของนักลงทุน 2 กลุ่มนี้ไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือรายย่อยวิ่งเข้าซื้อในตลาด ส่วนรายใหญ่เริ่มทยอยถอนตัวออกนั่นเอง

แม้ว่าเราจะผ่านวิกฤตฟองสบู่มาหลายครั้งหลายครา แต่การทำนายการเกิดฟองสบู่และวันที่ฟองสบู่แตกก็ยังเป็นหนามยอกอกของเหล่านักลงทุนมือฉมัง เช่นกรณีหุ้นธุรกิจ AI ที่ทุกสำนักต่างบอกตรงกันว่า อยู่ในภาวะฟองสบู่ แต่จวบจนปัจจุบันฟองสบู่ก็ยังไม่แตกเสียที จนแม้แต่นักชอร์ตระดับตำนานอย่าง ไมเคิล เบอร์รี (Michael Burry) ที่เคยทำนายวิกฤตซับไพรม์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ยังต้องยอมยกธงขาวเพราะหุ้นอย่าง NVIDIA และ Palantir ไม่ขยับลงอย่างที่เขาคาดการณ์

ส่วนตลาดหุ้นไทยจะวิ่งต่อ เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจอันแข็งแกร่ง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาจากฟองสบู่ ผู้เขียนจนปัญญาจะให้คำตอบ เพียงแต่อยากย้ำเตือนว่า ก่อนจะนำเงินที่หามาอย่างยากลำบากไปลงทุน ‘ตามคำบอก’ ของคนอื่น ลองศึกษาข้อมูลให้รอบด้านเสียก่อน เพราะถ้าพลาดขาดทุน พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้มาช่วยจ่าย!

เอกสารประกอบการเขียน

How to spot a bubble bursting

So are we in an AI bubble? Here are clues to look for.

Market Returns and a Tale of Two Types of Attention

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...