โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เฉือนคมดีเบตแก้เศรษฐกิจ สูตร ศุภจี vs ศิริกัญญา ปลดล็อกปากท้องคนไทย

TODAY

อัพเดต 22 ม.ค. เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. เวลา 10.59 น. • TODAY

บรรยากาศการเมืองคึกคักเข้าช่วงกลางทาง เวทีดีเบตของพรรคการเมืองต่าง ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจับตามองอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในคู่ดีเบตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้ คือสองนักการเมืองหญิงจากคนละขั้วพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน

ทุกครั้งที่ทั้งคู่ขึ้นเวทีร่วมกัน มักเรียกความสนใจจากสังคมได้เสมอ โดยเฉพาะการฟังและประชันนโยบายเศรษฐกิจของทั้งคู่

ทั้ง ‘ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล’ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ ‘แต๋ม-ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ทั้งคู่มีมุมมองสอดคล้องกันในเชิงหลักการ และเลือกสนทนาอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นเศรษฐกิจและปากท้องประชาชนเป็นหลัก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมาทั้งคู่ได้ร่วมดีเบตในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ดำเนินรายการโดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา

TODAY Bizview สรุปประเด็นสำคัญมาให้ติดตามในบทความนี้

ในรายการนี้ ‘สรยุทธ’ เริ่มเกริ่นนำด้วยการเช็ก “ความสัมพันธ์” ของทั้งคู่ก่อน โดยถามถึงที่มาที่ไปว่าทำไมถึงได้มาเจอกันในรายการนี้ ก่อนที่ฝั่ง ‘แต๋ม-ศุภจี’ จะเล่าว่าก่อนหน้านี้เคยเจอกับ ‘ไหม-ศิริกัญญา’ ในเวทีดีเบตอื่น และได้มีโอกาสนั่งใกล้กัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลังไมค์จนพบว่า “หลายเรื่องคิดเห็นสอดคล้องกันในเชิงหลักการ” และยืนยันคุยกันเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง

หลังจากนั้น ‘สรยุทธ’ ให้โจทย์แรกกับทั้งคู่ว่า “เราเชื่อกันว่าเวียดนามจะแซงไทยในแง่ GDP และเราอาจจะตกไปอยู่อันดับที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาปากท้องและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็นอย่างไร?”

[ ศุภจีเสนอพาไทยค้าขายแบบเชิงกลยุทธ์ รื้อระบบราชการใช้ AI ลดคอร์รัปชั่น ]

‘ศุภจี’ เริ่มด้วยการวิเคราะห์ภาพใหญ่ ยอมรับว่าเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาโตต่ำมาก GDP 1.5% เลยวิเคราะห์แบ่งปัญหาออกเป็น 2 ด้าน เช่น ปัจจัยภายนอก พายุภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มองว่าไทยกำลังอยู่ท่ามกลางสงครามการค้าและการแบ่งขั้วมหาอำนาจที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่อง “ซื้อ-ขาย” แต่เป็นเรื่อง “ห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain)

โดย ‘ศุภจี’ เสนอแนวคิด Trade Plus เว่าเราต้องเลิกเป็นแค่ผู้รับจ้างผลิต แต่ต้องเป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” โดยใช้นโยบายการค้าสมัยใหม่ เช่น การใช้สินค้าเกษตรมูลค่าสูงไปแลกเปลี่ยน (Barter Trade) หรือสร้างข้อตกลงที่ไทยได้ประโยชน์มากกว่าแค่เงินตรา

‘ศุภจี’ ยังบอกด้วยว่ารัฐราชการเป็น “กำแพง” และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นไม่ใช่คนไทยไม่เก่ง แต่คือ “กฎหมายที่ทับซ้อนและล้าหลัง” เลยเสนอให้ใช้ AI และ Digital Transformation เข้ามา “ผ่าตัดระบบราชการ” เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการคอรัปชั่นและความล่าช้า โดยชูเป้าหมายว่า “ต้องทลายกำแพงกฎเกณฑ์ภายใน 18 เดือน” เพื่อให้ SME หายใจคล่องขึ้น

[ ศิริกัญญา เสนอรื้อระบบงบประมาณจัดนโยบายสวัสดิการ-วางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ]

ทางด้าน ‘ศิริกัญญา’ มองถึง”ระเบิดเวลา” ภายในที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง เพราะจะเจอกับวิกฤตความล่าช้าของงบประมาณ โดยเตือนว่า เนื่องจากการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและการรับรอง สส. จะกินเวลาจนทำให้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ล่าช้าไปอย่างน้อย 2 เดือน

ผลกระทบคือเรื่องงบประมาณ ที่เปรียบเสมือน เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย (คิดเป็นสัดส่วนสูงมากของ GDP) หากงบไม่ออกในเดือนตุลาคม โครงการลงทุนใหม่ๆ จะหยุดชะงัก เครื่องยนต์ภาครัฐจะ “ดับ” ทันทีท่ามกลางวิกฤตโลกที่กำลังถาโถม

พร้อมทั้งมองว่ารัฐบาลเดิมจัดงบแบบ “โกหกตัวเลข” เช่น ตั้งงบชำระดอกเบี้ยหรือบำนาญไว้ไม่พอ พรรคประชาชนจึงเสนอว่าต้องมีการ “รื้องบประมาณ” ทันทีที่เข้าบริหาร เพื่อตัดงบที่ไม่จำเป็นไปสร้างรัฐสวัสดิการและกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่

[ สรุปแก้โจทย์ GDP ]

โดยในยกแรก สรุปเรื่องแนวคิดแก้โจทย์ GDP ได้ว่า ‘ศุภจี’ เสนอ ปลดล็อกโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ลดกฎหมายล้าหลัง ใช้ AI ผ่าระบบราชการ ให้เอกชนและ SME โตได้เร็ว ยกระดับไทยจากผู้รับจ้างผลิต เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อเพิ่มมูลค่า GDP ระยะยาว

ส่วน ‘ศิริกัญญา’ เสนอพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยงบประมาณที่ไม่สะดุด เตือนวิกฤตงบล่าช้าหลังเลือกตั้งซึ่งกระทบ GDP ทันที รื้องบใหม่ ตัดงบไม่จำเป็น เพิ่มรัฐสวัสดิการและการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลคูณทางเศรษฐกิจสูงสุด

[ สรุปเรื่องข้าว 500 ตัน ]

ต่อมาคือเรื่องที่ไวรัลในโลกโซเชียลมีเดีย นั่นก็คือ “ข้าว” ซึ่งในดีเบตนี้มีความเห็นแตกหลายฝั่ง

เริ่มจาก ‘ศิริกัญญา’ พูดถึงความล้มเหลวของระบบราชการ โดยยกตัวอย่าง “ใบอนุญาตส่งออกข้าว” ที่เป็นอุปสรรคต่อคนตัวเล็ก แม้ฝ่ายการเมืองจะประกาศว่าต้องการสนับสนุนการส่งออก แต่ในทางปฏิบัติ กรมการค้าต่างประเทศยังคงมีกฎเกณฑ์ว่า “ผู้ที่จะส่งออกข้าวได้ ต้องมีสต็อกข้าวในครอบครองไม่ต่ำกว่า 500 ตัน” (หรือ 100 ตันสำหรับบางกรณี)

‘ศิริกัญญา’ ชี้เป้าว่ากฎนี้ออกมาเพื่อรองรับผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่สำหรับ SME หรือชาวบ้านที่รวมกลุ่มกันทำข้าวพรีเมียม ข้าวออร์แกนิก พวกเขาไม่มีโกดังขนาดนั้น และการบังคับให้มีสต็อกคือการเพิ่มต้นทุนมหาศาลโดยไม่จำเป็น

“SME หรือชาวบ้านที่เขาทำข้าวพรีเมียม ข้าวนวัตกรรม เขาไม่มีทางมีสต็อกถึง 500 ตันได้ แล้วพอเขาไม่มีสต็อก เขาก็ขอใบอนุญาตส่งออกไม่ได้ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า กฎระเบียบรัฐบาลกำลังเป็น ‘กำแพง’ ที่ขวางไม่ให้คนตัวเล็กลืมตาอ้าปากได้จริง” ศิริกัญญา กล่าว

ขณะที่ฝั่ง ‘ศุภจี’ ได้หยิบมือถือขึ้นมาเปิด “เครื่องคิดเลข” เพื่อคำนวณสดกลางรายการ โดยคำนวณให้เห็นว่า ข้าว 500 ตัน ตันละประมาณ 15,000-20,000 บาท เท่ากับ SME ต้องควักเงินจม (Working Capital) ไปกว่า 7.5 – 10 ล้านบาท เพียงเพื่อจะขอใบอนุญาตส่งออก

“นี่คือการตัดโอกาสคนตัวเล็กชัดๆ ต้นทุนจมขนาดนี้ใครจะไปทำไหว มันคือความล้าหลังที่ต้องยกเลิกทันที (Guillotine) ไม่ต้องรอศึกษานาน” ศุภจี กล่าว

ต่อมา ‘สรยุทธ’ ถามว่า “ที่ผ่านมาก็พูดกันว่าจะปฏิรูป แต่ทำไมทำไม่ได้?” โดยทั้งคู่โชว์ไม้เด็ดที่ต่างกัน

‘ศุภจี’ มองว่าที่ผ่านมาการปฏิรูปกฎหมายล้มเหลวเพราะใช้ “คณะกรรมการ” ที่มีข้าราชการเป็นคนคุม ซึ่งข้าราชการมักจะ “หวงอำนาจ” หรือ “กลัวผิด”

โดยวิธีการ ต้องมี “รองนายกฯ หรือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ” ที่ดูเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกิโยตินกฎหมายโดยเฉพาะ นั่งเป็นประธานเคาะจบในที่ประชุมเดียว ไม่ต้องส่งเรื่องกลับไปกลับมา ถ้าแก้กฎหมายทั้งประเทศมันช้า ให้เริ่มทำจากบางจุดก่อน (ลักษณะพื้นที่ทดลอง) เพื่อโชว์ว่าถ้าลดขั้นตอนแล้วเศรษฐกิจจะโตจริงไหม เป็นการใช้ผลลัพธ์มางัดกับความกลัวของข้าราชการ

ฉะนั้น ทลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้เห็นผลภายใน 18 เดือน โดยเน้นความ “ฉับไว” แบบบริหารเอกชน คือสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) ให้ชัดเจน

ฝั่ง ‘ศิริกัญญา’ ใช้ โมเดลเปลี่ยนโครงสร้าง และใช้ดิจิทัล มองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ “โครงสร้างงบประมาณ” และ “ความไม่โปร่งใส” ที่ทำให้เกิดตัวกลางหรือ “ส่วย” ในกระบวนการอนุมัติ

วิธีการ

  • Open Government บังคับเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนผ่านระบบดิจิทัล เพื่อลดการใช้ “ดุลพินิจ” ของเจ้าหน้าที่ (ซึ่งเป็นช่องว่างให้เรียกรับเงิน)
  • Budget Reform ตัดงบประมาณที่ซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐที่ทำงานทับซ้อนกัน แล้วโอนงบเหล่านั้นไปสู่ “รัฐสวัสดิการ” หรืออุดหนุนประชาชนโดยตรง (Direct to Citizen) ไม่ผ่านหน่วยงานรัฐหลายทอด และสร้างระบบที่ “โปร่งใส” จนข้าราชการไม่สามารถดึงเรื่องได้เอง โดยเน้นการสร้างระบบ (Systemic Change) ที่ยั่งยืน

ศิริกัญญา อธิบายว่า ไม่ได้แค่อยากลดขั้นตอนให้ธุรกิจ แต่ต้องการเปลี่ยนให้การบริการภาครัฐเป็นแบบ “ดิจิทัลโดยพื้นฐาน” (Digital by Default) คือประชาชนไม่ต้องเดินไปหาหน่วยงานรัฐ แต่รัฐต้องวิ่งมาหาประชาชนผ่านหน้าจอ เพื่อตัดวงจร “เงินใต้โต๊ะ” ให้ขาดสะบั้น

และทั้งคู่ประสานเสียงให้ “ยกเลิกกฎเหล็กสต็อกข้าว 500 ตัน” ทันที เพราะเป็นต้นทุนจมที่ฆ่ารายย่อย

สรุปเรื่องข้าวว่า ฝั่ง ‘ศิริกัญญา’ ชี้เป้าอุปสรรคเชิงโครงสร้าง มองว่าระเบียบรัฐคือ “กำแพง” ที่กีดกันคนตัวเล็ก โดยเฉพาะเงื่อนไขการมีสต็อกข้าว 500 ตัน ซึ่งเอื้อประโยชน์แค่รายใหญ่ จึงเสนอให้ “รื้อระเบียบกรมการค้าต่างประเทศ” และเปลี่ยนระบบเป็นดิจิทัลเพื่อลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ เปิดทางให้ SME ข้าวพรีเมียมส่งออกได้โดยไม่มีเงื่อนไขต้นทุนจม

ส่วน ‘ศุภจี’ ชูการแก้ปัญหาเชิงบริหาร เห็นพ้องว่าระเบียบนี้คือการ “ตัดโอกาสคนตัวเล็ก” เพราะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงถึง 10 ล้านบาทวางทิ้งไว้เปล่าๆ จึงเสนอให้ใช้กลไก “กิโยตินกฎหมาย” โดยฝ่ายการเมืองต้องสั่งการเด็ดขาดให้ยกเลิกทันทีเพื่อลดต้นทุน SME และเปลี่ยนรัฐให้เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) แทนตัวขัดขวาง

ปิดท้ายดีเบตนี้ด้วยช่วงที่ ‘สรยุทธ’ ได้ถามทั้งคู่ว่า “ถ้าวันหนึ่งต้องมาทำงานด้วยกันจริงๆ จะเป็นไปได้ไหม?”

‘ศุภจี’ ตอบว่า พร้อมให้ข้อมูลและสนับสนุนทุกรัฐบาลที่ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศ ส่วน ‘ศิริกัญญา’ ตอบรับว่า พี่แต๋ม-ศุภจี คือบุคลากรที่มีคุณภาพที่ใครๆ ก็อยากได้ไปช่วยงาน

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=Tm4M-OMTHRQ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...