โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ชาวนากับงูพิษชัดๆ!นักวิชาการเขมรย้อนอดีตใส่ร้ายทหารไทย กล่าวหาสังหารผู้ลี้ภัยกัมพูชาหลายหมื่นชีวิต

Manager Online

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์รายหนึ่ง อ้างเอกสารระหว่างประเทศที่รวบรวมใหม่ กล่าวหาทหารไทยเข่นฆ่าผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชา ณ พนมกะโมจ เมื่อกว่า 40 ปีก่อน พร้อมชี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนของการก่ออาชญากรรมร้ายแรงของฝ่ายไทย แม้เหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อ 47 ปีก่อนก็ตาม คำกล่าวหาของนักวิชาการรายนี้ ยังมีขึ้นตามหลังการเผยแพร่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในกัมพูชา ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์และวาดภาพไทยในฐานะตัวร้าย

สำนักข่าวแคมโบเดียเดลี สื่อมวลชนกัมพูชา อ้าางนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์นามว่า In Sophal เขียนบนสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาราว 40,000 ถึง 50,000 คน ถูกทหารไทยบีบบังคับผลักดันให้กลับสู่กัมพูชา ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน ถึง 13 มิถุนายน 1979

เขาบอกว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากถูกเอาปืนจี้ผลักดันให้เดินทางกลับ บังคับให้เดินผ่านทุ่งกับระเบิด และสุดท้ายเสียชีวิตจากทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ในป่าลึก ส่วนคนอื่นๆถูกยิงโดยทหารไทยครั้งพยายามย้อนกลับไป ยอดผู้เสียชีวิตแตะระดับหลายพันคน

นักวิชาการรายนี้อ้างอิงจดหมายฉบับหนึ่งจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ที่ส่งไปยังเจนีวา ลงวันที่ 29 มิถุนายน 1979 ระบุว่ามีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชากว่า 40,000 คน ถูกบังคับขับไล่โดยทหารไทย ต้องเดินทางผ่านทุ่งทุ่นระเบิดและถูกยิงไล่หลัง

นอกจากนี้แล้ว In Sophal ยังอ้าง วิลเลียม ชอว์ครอส ผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษ รายงานว่ามีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาราว 50,000 คน ถูกผลักดันกลับประเทศโดยเอาปืนจี้ ผลักตกเหว และบังคับให้เดินกลับเข้าสู่กัมพูชาผ่านทุ่งกับระเบิด ขณะเดียวกันก็ถูกปฏิเสธอาหารและน้ำ

เขากล่าวว่าจดหมายฉบับหนึ่งที่เผยแพร่โดย มอร์ตัน อบราโมวิตช์ อดีตดอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เน้นว่ามีผู้ลี้ภัยเพียงราวๆ 1,000 คน ที่รอดพ้นจากการถูกสังหารโดยทหารไทย และในบรรดาผู้รอดชีวิตเหล่านั้น จำนวนมากป่วยหนักหลังจากนั้นไม่กี่วัน เนื่องจากไม่มีน้ำและอาหาร

In Sophal กล่าวหาว่าทหารไทย ส่งพวกผู้ลี้ภัยเข้าสู่ความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ณ พนมกะโมจ ตั้งแต่เดือนเมษายน 1979 เขาประเมินว่ามีผู้ลี้ภัยเสียชีวิตรวมเกือบ 100,000 คน ขณะที่มีผู้อยู่รอดราวๆ 4,000 คน หลังจากถูกผลักดันให้กลับสู่กัมพูชา

เขาอ้างว่าความโหดร้ายป่าเถื่อนดังกล่าว มีแรงผลักดันจากการแก้แค้น หลังไทยพ่ายแพ้ในคดีเขาพระวิหารต่อกัมพูชาในปี 1962 นักวิชาการรายนี้กล่าวต่อว่า หลังจากสังหารผู้ลี้ภัยในพื้นที่มากกว่า 50,000 ราย มีรายงานว่าทหารไทยได้ให้คำจำกัดความความรุนแรงดังกล่าวว่าเป็นการเอาคืน ในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็นความอัปยศอดสูระดับชาติ

คำกล่าวอ้างของนักวิชาการรายนี้ มีขึ้นหลังจากสื่อมวลชนไทยปฏิเสธเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของกัมพูชา ที่บรรยายภาพการเข่นฆ่าผู้ลี้ภัยที่พนมกะโมจ เมื่อกว่า 40 ปีก่อน

แคมโบเดียเดลี ระบุว่าหนังสือพิมพ์ข่าวสดของไทย รายงานเมื่อวันที่ 18 มกราคม ว่า ไทย แสดงความกังวลเกี่ยวกับกรณีที่ไทยถูกพรรณาวาดภาพเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์กัมพูชา ซึ่งอ้างถึงพนมกะโมจว่าเป็นทุ่งสังหารหมายเลข 1 โดยข่าวสดชี้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ปั้นแต่งขึ้น และไม่ควรถูกใช้บิดเบือนประวัติศาสตร์และปลุกปั่นความเกลียดชังที่มีต่อประเทศไทย

ทั้งนี้คำกล่าวอ้างของ In Sophal ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงของฝ่ายไทย โดยกองทัพภาคที่ 1 เผยแพร่ข้อมูลว่า ครั้งที่ชาวกัมพูชาทยอยอพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาสู่ประเทศไทย เมื่อ 40 ปีก่อน รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ให้ชาวกัมพูชาลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเขตไทยเป็นการชั่วคราว

บริเวณชายแดน จ.สระแก้ว กลายเป็นพื้นที่รองรับผู้ลี้ภัย ไทยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ โดยมีอยู่ปีหนึ่ง มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 20,955,500 บาท เลยทีเดียว แม้ UNHCR ให้คำมั่นว่า จะระดมเงินช่วยเหลือเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของไทย

อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ประชาชนกัมพูชาบางส่วนไม่ยอมเดินทางกลับประเทศ ยังคงอยู่ในพื้นที่ของไทย และปัจจุบัน กัมพูชาสนับสนุนให้ประชาชนมาสร้างถิ่นฐานทั้งในและนอกบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งไทย

(ที่มา:แคมโบเดียเดลี/mgronline)

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...