มหาเศรษฐี 0.001% ของโลก ใช้แบรนด์อะไร? เปิดลิสต์ Ultra Quiet Luxury
RETAILBOSS สื่อด้านลักชัวรีเปิดเผยรายงานจัดอันดับ 10 แบรนด์หรู ระดับ "Ultra Quiet Luxury" ที่กลุ่มอภิมหาเศรษฐีระดับโลก (Super Wealthy) เลือกใช้ โดยเน้นย้ำเทรนด์ "Stealth Wealth" หรือความหรูเรียบแบบไม่ต้องประกาศ ซึ่งให้คุณค่ากับคุณภาพวัสดุและความประณีตสูงสุด มากกว่าการติดโลโก้แบรนด์แบบตะโกน
สำหรับเกณฑ์การจัดอันดับครั้งนี้ ทางผู้จัดได้ทำการคัดกรองแบรนด์หรูที่เป็น Mass Market ออกทั้งหมด และพิจารณาจากดัชนีชี้วัด 4 ประการ ได้แก่
- ระดับราคา (40%)
- ความหายาก-เอ็กซ์คลูซีฟ (30%)
- ประวัติศาสตร์และงานหัตถศิลป์ (20%)
- ความบริสุทธิ์ทางสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic Purity) (10%)
เพื่อค้นหาแบรนด์ลักชัวรีผ่าน "สัมผัส" ไม่ใช่ "สัญลักษณ์" หรือโลโก้ที่มองเห็นได้แต่ไกล
สรุป 10 อันดับแบรนด์ Ultra Quiet Luxury ประจำปี 2026
1. Loro Piana (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1924
(คะแนนรวม: 9.6)
Loro Piana คือผู้นำที่ไร้ข้อกังขาในโลกของ Quiet Luxury แบรนด์นี้ทำหน้าที่เป็นผู้กุมความลับและวัตถุดิบเส้นใยที่หายากที่สุดในโลก โดยเฉพาะเส้นใยจากขน "วิคูนา" สัตว์ในวงศ์เดียวกับอูฐ หน้าตาละม้ายอัลปาก้า (หรือ "วิควนญา" (Vicuña) ชื่อออกเสียงแบบถิ่นกำเนิดที่เปรู) รู้จักกันในนาม "เส้นใยแห่งพระเจ้า" รวมถึงอีกหนึ่งไลน์สินค้าที่ขึ้นชื่อก็คือ เบบี้แคชเมียร์
ถามว่าหรูระดับไหน ก็ตอบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า เพียงแค่เสื้อโค้ทวิควนญาตัวเดียวก็มีราคาสูงไปถึงกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งทำให้แบรนด์นี้ได้คะแนนสูงสุดในด้านราคา และยังมีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่เกินร้อยปี
บวกกับกลไกการควบคุมห่วงโซ่อุปทานเส้นใยหายากแบบ "เบ็ดเสร็จ" เนื่องจาก Loro Piana เป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นในการร่วมอนุรักษ์ "วิควนญา" ที่ครั้งหนึ่งเคยเกือบสูญพันธุ์เพราะการล่าอย่างไร้ระบบ จนเพิ่มจำนวนกลับขึ้นมาได้ ส่งผลให้ Loro Piana เป็นผู้ประกอบการต่างประเทศรายเดียวที่ได้รับอนุญาตจากเปรู ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของวิควนญาให้ได้สิทธิ์รับซื้อเส้นใยจากชุมชนแต่เพียงผู้เดียว
และนั่นจึงเป็นเหตุผลให้ Loro Piana ครองอันดับ 1 ในด้านความหายาก และความบริสุทธิ์ของดีไซน์ไปครอง
2. Kiton (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1968
คะแนนรวม: 9.6
จะมีใครให้มากกว่านี้ไหม? สำหรับสูท “K50” ของแบรนด์ Kiton จากประเทศอิตาลี ที่สนนราคาไปไกลได้ถึง 1 แสนดอลลาร์ หรือ 3.5 ล้านบาท
สูท K50 ของ Kiton ถูกยกให้เป็นจุดสูงสุดของการตัดเย็บแบบเนเปิลส์ (Neapolitan tailoring) เป็นโอต์กูตูร์สำหรับสุภาพบุรุษ ด้วยความพิเศษของสูทสั่งตัดรุ่นในตำนานอย่าง K50 ซึ่งต้องใช้เวลาเย็บด้วยมือถึง 50 ชั่วโมง โดยช่างระดับปรมาจารย์ และผลิตสินค้าออกมาในจำนวนจำกัดมาก เน้นคุณภาพและความพอดีแบบสั่งตัดเฉพาะบุคคล (Bespoke) ทำให้ได้คะแนนเต็มในหมวดความหายาก (Rarity) ไปแบบไร้ข้อกังขา
3. Delvaux (เบลเยียม) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1829
คะแนนรวม: 9.3
ลำดับสามของแบรนด์ Ultra Quiet Luxury ได้แก่Delvaux ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องหนังชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (เกิดก่อนแบรนด์ดังอย่าง Hermès เสียอีก) ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้เป็นจุดดึงดูดสำคัญสำหรับมหาเศรษฐีที่มองว่า Delvaux เป็นทางเลือก "ลับ" (Secret alternative) แทนแบรนด์กระแสหลัก โดยมีกระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง The Brillant ที่เปรียบเสมือนงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาอย่างเนี้ยบไร้ที่ติ ขณะที่ไร้โลโก้ปรากฏให้เห็นจากภายนอกเลย จะมีเพียงคนที่รู้เท่านั้นที่จะรู้ สมกับวลีที่พูดกันว่า "If you know, you know" (IYKYK) นั่นเอง
4. Moynat (ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1849
คะแนนรวม: 9.3
Moynat แบรนด์ผู้ผลิตหีบสำหรับนักสะสมตัวจริง ก่อตั้งในปี 1849 เป็นผู้ผลิตหีบเดินทางและกระเป๋าจากฝรั่งเศสที่มีความเอ็กซ์คลูซีฟและหายากกว่าแบรนด์ปารีเซียงอื่นๆ อย่างมาก
แบรนด์มีความเชี่ยวชาญด้านหีบสั่งตัด (Bespoke trunks) และกระเป๋าถือที่เน้นการเย็บมือและงานฝีมือขั้นสูง ส่งผลให้กำลังการผลิตมีน้อยถึงน้อยที่สุด ส่งผลให้สินค้าของ Moynat กลายเป็นตัวเลือกของนักสะสมที่ให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์และทักษะช่างชั้นครูมากกว่าเทรนด์แฟชั่นร่วมสมัย
5. John Lobb (อังกฤษ/ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1866
คะแนนรวม: 9.3
จากลิสต์นี้ retailboss ยกให้John Lobb คือ ราชาแห่งรองเท้าสั่งตัด (Bespoke footwear) ที่มีประวัติย้อนไปถึงปี 1866 และได้รับตราตั้งจากราชวงศ์ (Royal Warrant) ปัจจุบันดำเนินงานทั้งแบบเวิร์กช็อปสั่งตัดในลอนดอน ซึ่งเป็นร้านออริจินัล บริหารงานโดยครอบครัวผู้ก่อตั้ง และไลน์ Ready-to-wear ที่ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ซึ่งบริหารงานและถือหุ้นโดย Hermès
แม้แบรนด์จะมีทั้งไลน์การผลิตแบบ Bespoke และ Ready-to-wear แต่ทั้งสองส่วนยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพไว้สูงสุด รองเท้าสั่งตัดหนึ่งคู่ต้องผ่านการวัดเท้าหลายครั้งและมีราคาสูงกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลูกค้าต้องรอคิวนานหลายเดือนกว่าจะได้สินค้า ซึ่งสะท้อนถึงความหรูหราที่แท้จริง
6. Stefano Ricci (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1972
คะแนนรวม: 9.1
Stefano Ricci จากอิตาลีแบรนด์นี้ มีชื่อเสียงในการดูแลภาพลักษณ์ให้แก่กลุ่มคนระดับ "0.001%" ของโลก ซึ่งรวมถึงผู้นำประเทศและมหาเศรษฐี แม้บางไอเท็มอาจดูหรูหราอลังการ แต่ไลน์สินค้าที่เป็น Quiet Luxury ของแบรนด์นั้นโดดเด่นด้วยการใช้หนังสัตว์หายากและไหมคุณภาพเยี่ยม แจ็กเก็ตหนังเรียบๆ ตัวหนึ่งอาจมีราคาสูงเกิน 40,000 ดอลลาร์ การเน้นผลิตสินค้าจำนวนจำกัด และราคาระดับอัลตร้าไฮเอนด์ ทำให้แบรนด์ติดอันดับต้นๆ ในด้านดัชนีราคา
7. Charvet (ฝรั่งเศส) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1838
คะแนนรวม: 8.9
Charvet ก่อตั้งในปี 1838 ณ Place Vendôme กรุงปารีส ได้รับการยอมรับว่าเป็นร้านเสื้อเชิ้ตแห่งแรกของโลก แบรนด์นี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการตัดเสื้อให้เชื้อพระวงศ์และผู้นำระดับโลก ความพิเศษอยู่ที่บริการสั่งตัด (Bespoke) ซึ่งมีผ้าให้ลูกค้าเลือกสรรกว่า 6,000 ชนิด แบรนด์นี้คือที่สุดของความหรูที่ไร้เสียงในวงการเสื้อเชิ้ต โดยมุ่งเน้นที่ความพอดี (Fit) เนื้อผ้า และรายละเอียดที่แนบเนียน จนได้คะแนนเต็มในด้านความบริสุทธิ์ของดีไซน์
8. Cesare Attolini (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ. 1930
คะแนนรวม: 8.7
Cesare Attolini คือกุญแจสำคัญในประวัติศาสตร์การตัดเย็บของอิตาลี โดยเป็นผู้คิดค้นสูทแบบ "Neapolitan jacket" ในช่วงทศวรรษ 1930 ซึ่งมีเอกลักษณ์คือความนุ่ม เบา และไม่มีฟองน้ำหนุนไหล่ ปัจจุบันแบรนด์ยังคงเป็นธุรกิจครอบครัวที่รักษามาตรฐานการผลิตระดับอาร์ติซานไว้อย่างเคร่งครัด การเย็บมือแบบดั้งเดิมทำให้เสื้อผ้ามีความเบาสบายไร้ที่ติ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งที่แนบเนียน
9. Brunello Cucinelli (อิตาลี) ก่อตั้งปี ค.ศ.1978
คะแนนรวม: 8.1
แบรนด์ Brunello Cucinelli เจ้าของฉายา “ราชาแห่งแคชเมียร์” (King of Cashmere) โด่งดังจากการสร้างสไตล์ "Solomeo" ที่ดูผ่อนคลายแต่ราคาแพงระยับ เน้นการใช้สีเอิร์ธโทน และงานฝีมือนิตแวร์ชั้นสูง แม้จะมีการวางจำหน่ายแพร่หลายกว่าแบรนด์อันดับต้นๆ ในลิสต์นี้ แต่ Cucinelli ยังคงเป็นแบรนด์หลักของคนรวยที่ชอบลุค Casual แบบไม่มีโลโก้ ทว่าราคาสูงลิ่ว จากการยึดมั่นในวัสดุคุณภาพและจริยธรรมในการผลิต
10. The Row (สหรัฐอเมริกา) ก่อตั้งปี ค.ศ.2006
คะแนนรวม: 8.0
อเมริกันแบรนด์หนึ่งเดียวที่ติดเข้ามาในลิสต์นี้ ก่อตั้งโดยสไตล์ไอคอนคู่พี่น้องฝาแฝดแมรี่-เคท และ แอชลีย์ โอลเซ่น ที่แม้จะเพิ่งก่อตั้งในปี 2006 ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับร้อยปีอย่างใครเขา แต่ The Row กลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของ Quiet Luxury ได้สำเร็จ โดยเฉพาะความโดดเด่นในเรื่องสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic Purity) การตัดเย็บที่เพอร์เฟกต์ และราคาที่สูงลิ่ว โดย RETAILBOSS จัดให้การติดอันดับครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงปรัชญา "Stealth Wealth" หรือความรวยที่ซ่อนรูป ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่ความเก่าแก่ แต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” ของงานโปรดักต์อย่างแท้จริง