โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2026 : ทรัมป์- ผู้เขย่าโลก!

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 07.20 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 02.12 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

“ราคาทองที่ผันผวนโดยเป็นผลจากภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะยังไม่เกิดสงครามจริง ทรัมป์เพียงแค่ขู่ไปมาเท่านั้น ก็ทำให้ราคาทองเคลื่อนไหวรุนแรงแล้ว แต่ถ้ามีสงครามจริง ราคาทองอาจขึ้นทีละ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้เลย ซึ่งน่ากลัวมาก… ผมอยู่ในวงการนี้มา 71 ปี ยังไม่เคยเห็นราคาทองเพิ่มขึ้นแรงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ พอมีทรัมป์มาถึงจะมี เพราะถ้าไม่มีทรัมป์ คงไม่มีอย่างนี้”
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี
นายกสมาคมผู้ค้าทองคำ, 29 มกราคม 2569

วันนี้คุณสนใจการเมืองโลกไหม คุณติดตามข่าวในเวทีโลกไหม?

คำถามเช่นนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องถามกันอีกต่อไปแล้ว เพราะหลังจากการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025 แล้ว ดูเหมือนการเมืองโลกจะไม่อะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเรากำลังเห็นบทบาทของผู้นำทำเนียบขาวในแบบที่เราไม่เคยเห็น

หนึ่งปีของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ผ่านไปด้วยความปั่นป่วน โดยเฉพาะในกรณีของการตั้งกำแพงภาษี ปัญหาสงครามการค้า และการหันหลังให้กับประเทศพันธมิตรเดิมของสหรัฐ พร้อมกับการเดินหน้าด้วยนโยบายแสวงหาผลตอบแทนทางการเมืองและเศรษฐกิจให้กับสหรัฐแบบฝ่ายเดียว การเปิดประเด็นในเวทีโลกแบบที่ไม่เหมือนผู้นำอเมริกันคนใด ทำให้หลายคนต้องหันกลับมามองการเมืองโลกด้วยความใส่ใจและความกังวล เพราะการดำเนินนโยบายของเขาไม่ต่างอะไรกับการ “เขย่าโลก” ในแบบที่ไม่มีใครคาดเดาได้

ในสภาวะเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามตามมาในปีที่ 2 ของทรัมป์ว่า จะเกิดอะไร “เขย่าโลก” อีก เพราะหนึ่งปีแรกที่ผ่านมา สังคมโลกได้เห็นความ “ปั่นป่วนและผันผวน” ในแบบที่เราไม่อาจจินตนาการได้เลย อย่างน้อยราคาทองคำที่พุ่งทะลุเกินบาทละ 80,000 บาท หรือสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คือปรากฏการณ์สะท้อนความกลัวของคนต่อความผันผวนที่เกิดในเวทีโลกปัจจุบัน

โลกของทรัมป์

ทรัมป์เป็นผู้นำอเมริกันในกระแส “อำนาจนิยม-ประชานิยม” ที่พร้อมจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่แตกต่างไปจากแนวคิดในนโยบายต่างประเทศกระแสหลักแบบเดิม โดยเฉพาะสิ่งที่ผู้นำอเมริกันทุกคนต้องทำ และถือเป็นมาตรฐานของความเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ คือการรับบทบาทเป็น “ผู้นำโลก” โดยเฉพาะการเป็นผู้นำของค่ายตะวันตกในเวทีโลก

แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทรัมป์เลือกทำในนโยบายต่างประเทศอเมริกันในปัจจุบันคือ “การไม่เป็นผู้นำโลก” และละทิ้งสิ่งที่เป็นพื้นฐานของอำนาจของสหรัฐในการเมืองโลกไปอย่างนึกไม่ถึง เช่น ทรัมป์และทีมในรัฐบาลของเขาจะละทิ้งหลักการของโลกตะวันตกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการหันมาสร้างความเป็นศัตรูกับบรรดาชาติในยุโรป จากความต้องการที่จะผนวกกรีนแลนด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ จนทำให้เกิดข้อสังเกตอย่างมากว่า แล้วระบบพันธมิตรยุโรปที่ถูกสร้างมาอย่างเข้มแข็งผ่านนาโต ที่สหรัฐเคยเป็นสปอนเซอร์ใหญ่นั้น จะดำรงอยู่อย่างไรในอนาคต

การสร้างความเป็นศัตรูเช่นนี้ นอกจากจะเกิดกับบรรดาชาติพันธมิตรยุโรปแล้ว ยังมีนัยอีกด้วยว่า ยุโรปไม่ใช่ “คู่คิดทางยุทธศาสตร์” ของสหรัฐอีกต่อไป เพราะผู้นำสหรัฐดำเนินนโยบายเอง โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับผู้นำยุโรปแต่อย่างใด ซึ่งต่างจากในอดีตอย่างมาก ทั้งยังเห็นถึงท่าทีของนโยบายในยุคทรัมป์ต่อแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งดูจะเป็นการปฏิบัติในแบบที่ไม่มีความเป็นมิตรเท่าใดนัก

สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นท่าทีที่ยืนยันว่า สหรัฐไม่ต้องการพันธมิตร หรืออาจไม่จำเป็นต้องมีพันธมิตรในแบบเดิม ดังจะเห็นได้ว่าสหรัฐมีปัญหาและความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศพันธมิตรของตนเองอย่างมาก อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายด้วยแนวคิดของ “ลัทธิทรัมป์นิยม” (Trumpism) ที่ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมหลัก 2 ประการ คือ 1) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น “สหรัฐต้องมาก่อน” (America First) และ 2) จะต้องทำให้ “สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again หรือบางครั้งมักปรากฏเป็นตัวย่อคือ “MAGA”)

ท่าทีเช่นนี้ยังถูกขยายความเพิ่มเติมจากการที่ทรัมป์ตัดสินใจส่งกำลังทางทหารบุกเข้าไปจับตัวผู้นำรัฐบาลเวเนซุเอลา และขยายไปสู่การมีบทบาทใน “ภูมิภาคตะวันตก” (Western Hemisphere) ซึ่งผู้นำสหรัฐมองว่าเป็นพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของตน และไม่ต้องการให้มหาอำนาจอื่นนอกภูมิภาคเข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้ อันเป็นแนวคิดพื้นฐานของ “หลักการมอนโร” (Monroe Doctrine) ที่ประกาศใช้เป็นแนวนโยบายของสหรัฐต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาในปี 1823 และนโยบายเช่นนี้มีผลในการประกอบสร้างความคิดด้านต่างประเทศและความมั่นคงของผู้นำอเมริกันมาอย่างยาวนาน

ทรัมป์เปิดปีใหม่ 2026 ด้วยนโยบายที่ร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง และยังสมทบด้วยความผันผวนทางการเมืองในตะวันออกกลาง สถานการณ์การเมืองในอิหร่านเองก็ล่อแหลมพร้อมที่จะขยายตัวเป็นปัญหาใหญ่ เพราะการต่อต้านรัฐบาลขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐบาล “ศาสนานิยม” ไม่น่าจะหยุดยั้งความไม่พอใจของประชาชนได้

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัมป์จะตัดสินใจเข้าแทรกแซงวิกฤตการเมืองอิหร่านหรือไม่ เนื่องจากทรัมป์ได้แสดงท่าทีที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหาภายในของอิหร่านมาก่อน และถ้าสหรัฐตัดสินใจในแบบเวเนซุเอลากับอิหร่านแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น… แน่นอนว่าการใช้กำลังทหารอเมริกันเข้าไปจัดการปัญหาอิหร่านนั้น อาจจะไม่ง่ายเช่นในแบบของเวเนซุเอลา และผู้นำอิหร่านเองก็ประกาศมาโดยตลอด ที่จะต่อต้านการบุกของสหรัฐ อันอาจทำให้ความขัดแย้งนี้ขยายตัวออกไปจนควบคุมไม่ได้

สันติภาพแบบทรัมป์

ทุกฝ่ายดูจะมีความกังวลอย่างมากกับท่าทีในแบบสุดโต่งของผู้นำอเมริกัน เพราะการตัดสินใจใช้กำลังทหารของสหรัฐในการโจมตีอิหร่านนั้น อาจทำให้เกิดสงครามจริงๆ ระหว่าง “สหรัฐ vs อิหร่าน” ซึ่งในที่สุดแล้วอาจขยายตัวเป็นสงครามใหญ่ในเวทีโลกได้ไม่ยาก แม้ในอีกด้านจะพบว่าอำนาจกำลังรบของอิหร่านไม่อาจเปรียบได้กับอำนาจทางทหารของอเมริกัน แต่เมื่อรัฐเข้าสู่สงครามจริงๆ แล้ว กองทัพกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องมือของรัฐ ซึ่งมีนัยในทางทหารว่า อิหร่านอาจต้องใช้สงครามในทุกรูปแบบเพื่อต่อต้านการทำสงครามของทรัมป์

แน่นอนว่าไม่มีอะไรเป็นภาพสะท้อนของความกังวลต่อการดำเนินนโยบายอย่างสุดโต่งของทรัมป์ได้ดีเท่ากับ “ราคาทองคำ” ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมากดังที่กล่าวในข้างต้น จนเป็นราคาที่คนปกติในชีวิตประจำวัน แทบจะไม่สามารถซื้อทองได้อีกต่อไป

นอกจากนี้ การใช้แนวคิดแบบ “America First” ของความเป็นประชานิยมปีกขวาที่มีนัยถึงการยึดแนวทางแบบ “โดดเดี่ยวนิยม” (Isolationism) ทำให้สหรัฐมีทิศทางที่จะ “ตัดตัวเองออกจากโลก” ดังจะเห็นจากการถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศ หรือไม่ให้ความสำคัญกับการมีบทบาทในแบบพหุภาคีผ่านองค์กรเหล่านี้ รวมทั้งการไม่ให้ความสำคัญกับสหประชาชาติ ถึงกับมีข้อเสนอใหม่ในการจัดตั้ง “บอร์ดแห่งสันติภาพ” (Board of Peace) เพื่อที่จะทำหน้าที่ในการดูแลและรักษาสันติภาพของโลก

การตั้งบอร์ดนี้มีนัยเท่ากับเป็นการลดบทบาทของสหประชาชาติในเรื่องเช่นนี้ลงโดยตรง ซึ่งเท่ากับเป็นสัญญาณว่า “ทรัมป์จะขอดูแลโลกเอง” แต่ก็มิได้หมายความว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายตามครรลอง ที่จะมีการสื่อสารและปรึกษาหารือกับผู้นำชาติพันธมิตรหลัก เช่น พันธมิตรนาโต ในความเป็นจริง ผู้นำสหรัฐชอบดำเนินนโยบายแบบเป็น “เอกเทศ” อย่างมาก และให้ความสนใจน้อยมากในการผนึกกำลังกับพันธมิตรยุโรป

ระเบียบแบบทรัมป์

ดังนั้น เมื่อ 1 ปีแรกของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ผ่านไป พร้อมกับการมีปัญหาในเวทีระหว่างประเทศในหลายเรื่องที่เป็นผลจากนโยบายของทรัมป์ จึงเกิดคำถามอย่างมากสำหรับปีที่ 2 แล้วทรัมป์จะเขย่าโลกต่อไปอย่างไร เนื่องจากนับจากการฉลองปีใหม่ 2026 แล้ว ทรัมป์ได้เปิดประเด็นมาอย่างต่อเนื่อง และในการดำเนินนโยบายของทรัมป์ เครื่องมือที่จะแสดงให้สังคมเห็นถึงนโยบายใหม่คือ การโพสต์ของทรัมป์ลงในโลกโซเชียลคือ “Truth Social” จนอาจกล่าวได้ว่า การโพสต์ของทรัมป์คือการประกาศตัวของนโยบายใหม่ที่สำคัญเสมอ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นบุคลิกส่วนตัวของคนชอบ “เล่นโซเชียล” ที่ทุกอย่างจะถูกนำเสนอสังคมอเมริกันและโลก

สำหรับนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว สิ่งที่ทรัมป์ทำมาอย่างต่อเนื่อง และกำลังส่งสัญญาณว่าสหรัฐอาจกลายเป็นผู้ต้องการล้ม “ระเบียบโลกแบบเสรีนิยม” เสียเอง ซึ่งสมมุติฐานในทางทฤษฎีแต่เดิมคือ “รัฐมหาอำนาจใหม่” เช่นในกรณีของจีน ซึ่งเป็นผู้ท้าทายระเบียบเดิมนั้น ควรต้องเป็นผู้ล้มระเบียบนี้ แต่กลับเป็นว่าทุกคนในฝ่ายที่นิยมระเบียบแบบเสรีนิยมกลับกังวลอย่างมากว่า ผู้ที่จะล้มระเบียบนี้ทำท่าจะเป็นผู้นำสหรัฐ

อีกทั้งน่าสนใจในเชิงมุมมองอย่างมากว่า ทรัมป์อาจจะไม่ได้มองเห็นจีนและรัสเซียเป็น “ศัตรู” ในทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่มีนัยถึงการเป็น “ภัยคุกคาม” ทางด้านความมั่นคง ทรัมป์อาจมองในอีกทางว่าทั้ง 2 ประเทศอาจจะเป็น “คู่แข่งทางการค้า” มากกว่า ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นถึง “นโยบายต่อรองแลกเปลี่ยนแบบชาตินิยม” คือ “Transactional Nationalism” ที่ทรัมป์ใช้เป็นทิศทางหลักในความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย อีกทั้งทรัมป์ดูจะให้น้ำหนักกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการค้าในการจัดการกับความสัมพันธ์ของ 2 มหาอำนาจอีกฝ่าย และให้ความสนใจกับมิติด้านความมั่นคงน้อยลง

การดำเนินแบบต่อรองแลกเปลี่ยนในเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้จึงทำให้ผู้นำสหรัฐยิ่งเน้นถึงนโยบายที่จะเอาประโยชน์มาให้แก่สหรัฐฝ่ายเดียว ก็สอดรับกับความเชื่อเรื่อง “America First” ซึ่งสหรัฐจะทำในสิ่งที่เป็นผลตอบแทนแก่สหรัฐเป็นด้านหลัก มากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของประเทศพันธมิตร หรือความพยายามที่จะรักษาระเบียบระหว่างประเทศ

รอระเบียบใหม่

ฉะนั้น สิ่งกำลังเป็นผลด้านกลับอย่างมีนัยสำคัญจากการ “เขย่าโลก” ของทรัมป์ คือการที่พันธมิตรเก่าของสหรัฐเริ่มต้องหาทางปรับทิศทางปรับนโยบายต่างประเทศของตนเอง ทั้งหันไปหาความร่วมมือกับจีนมากขึ้น เช่นในกรณีของแคนาดา และอังกฤษ รวมถึงบรรดาชาติพันธมิตรนาโต ที่ถูกกดดันให้ต้องคิดมากขึ้น เพราะสหรัฐก็มีท่าทีถอยออกจากพันธกรณีในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นด้วย

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า เมื่อสหรัฐเริ่มทอดทิ้งระเบียบโลกแบบเสรีนิยมแล้ว ระเบียบในอนาคตจะปรากฏในรูปแบบใด แล้วประเทศต่างๆ จะเตรียมตัวรับมือกับภาวะความผันผวนนี้เช่นไร ผู้นำไทยหลังเลือกตั้งอาจต้องสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ใช่คิดอยู่กับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2026 : ทรัมป์- ผู้เขย่าโลก!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...