2026 : ทรัมป์- ผู้เขย่าโลก!
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
“ราคาทองที่ผันผวนโดยเป็นผลจากภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะยังไม่เกิดสงครามจริง ทรัมป์เพียงแค่ขู่ไปมาเท่านั้น ก็ทำให้ราคาทองเคลื่อนไหวรุนแรงแล้ว แต่ถ้ามีสงครามจริง ราคาทองอาจขึ้นทีละ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้เลย ซึ่งน่ากลัวมาก… ผมอยู่ในวงการนี้มา 71 ปี ยังไม่เคยเห็นราคาทองเพิ่มขึ้นแรงอย่างรวดเร็วขนาดนี้ พอมีทรัมป์มาถึงจะมี เพราะถ้าไม่มีทรัมป์ คงไม่มีอย่างนี้”
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี
นายกสมาคมผู้ค้าทองคำ, 29 มกราคม 2569
วันนี้คุณสนใจการเมืองโลกไหม คุณติดตามข่าวในเวทีโลกไหม?
คำถามเช่นนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องถามกันอีกต่อไปแล้ว เพราะหลังจากการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025 แล้ว ดูเหมือนการเมืองโลกจะไม่อะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเรากำลังเห็นบทบาทของผู้นำทำเนียบขาวในแบบที่เราไม่เคยเห็น
หนึ่งปีของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ผ่านไปด้วยความปั่นป่วน โดยเฉพาะในกรณีของการตั้งกำแพงภาษี ปัญหาสงครามการค้า และการหันหลังให้กับประเทศพันธมิตรเดิมของสหรัฐ พร้อมกับการเดินหน้าด้วยนโยบายแสวงหาผลตอบแทนทางการเมืองและเศรษฐกิจให้กับสหรัฐแบบฝ่ายเดียว การเปิดประเด็นในเวทีโลกแบบที่ไม่เหมือนผู้นำอเมริกันคนใด ทำให้หลายคนต้องหันกลับมามองการเมืองโลกด้วยความใส่ใจและความกังวล เพราะการดำเนินนโยบายของเขาไม่ต่างอะไรกับการ “เขย่าโลก” ในแบบที่ไม่มีใครคาดเดาได้
ในสภาวะเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดคำถามตามมาในปีที่ 2 ของทรัมป์ว่า จะเกิดอะไร “เขย่าโลก” อีก เพราะหนึ่งปีแรกที่ผ่านมา สังคมโลกได้เห็นความ “ปั่นป่วนและผันผวน” ในแบบที่เราไม่อาจจินตนาการได้เลย อย่างน้อยราคาทองคำที่พุ่งทะลุเกินบาทละ 80,000 บาท หรือสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คือปรากฏการณ์สะท้อนความกลัวของคนต่อความผันผวนที่เกิดในเวทีโลกปัจจุบัน
โลกของทรัมป์
ทรัมป์เป็นผู้นำอเมริกันในกระแส “อำนาจนิยม-ประชานิยม” ที่พร้อมจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่แตกต่างไปจากแนวคิดในนโยบายต่างประเทศกระแสหลักแบบเดิม โดยเฉพาะสิ่งที่ผู้นำอเมริกันทุกคนต้องทำ และถือเป็นมาตรฐานของความเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ คือการรับบทบาทเป็น “ผู้นำโลก” โดยเฉพาะการเป็นผู้นำของค่ายตะวันตกในเวทีโลก
แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทรัมป์เลือกทำในนโยบายต่างประเทศอเมริกันในปัจจุบันคือ “การไม่เป็นผู้นำโลก” และละทิ้งสิ่งที่เป็นพื้นฐานของอำนาจของสหรัฐในการเมืองโลกไปอย่างนึกไม่ถึง เช่น ทรัมป์และทีมในรัฐบาลของเขาจะละทิ้งหลักการของโลกตะวันตกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการหันมาสร้างความเป็นศัตรูกับบรรดาชาติในยุโรป จากความต้องการที่จะผนวกกรีนแลนด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ จนทำให้เกิดข้อสังเกตอย่างมากว่า แล้วระบบพันธมิตรยุโรปที่ถูกสร้างมาอย่างเข้มแข็งผ่านนาโต ที่สหรัฐเคยเป็นสปอนเซอร์ใหญ่นั้น จะดำรงอยู่อย่างไรในอนาคต
การสร้างความเป็นศัตรูเช่นนี้ นอกจากจะเกิดกับบรรดาชาติพันธมิตรยุโรปแล้ว ยังมีนัยอีกด้วยว่า ยุโรปไม่ใช่ “คู่คิดทางยุทธศาสตร์” ของสหรัฐอีกต่อไป เพราะผู้นำสหรัฐดำเนินนโยบายเอง โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับผู้นำยุโรปแต่อย่างใด ซึ่งต่างจากในอดีตอย่างมาก ทั้งยังเห็นถึงท่าทีของนโยบายในยุคทรัมป์ต่อแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งดูจะเป็นการปฏิบัติในแบบที่ไม่มีความเป็นมิตรเท่าใดนัก
สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นท่าทีที่ยืนยันว่า สหรัฐไม่ต้องการพันธมิตร หรืออาจไม่จำเป็นต้องมีพันธมิตรในแบบเดิม ดังจะเห็นได้ว่าสหรัฐมีปัญหาและความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศพันธมิตรของตนเองอย่างมาก อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายด้วยแนวคิดของ “ลัทธิทรัมป์นิยม” (Trumpism) ที่ขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมหลัก 2 ประการ คือ 1) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น “สหรัฐต้องมาก่อน” (America First) และ 2) จะต้องทำให้ “สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again หรือบางครั้งมักปรากฏเป็นตัวย่อคือ “MAGA”)
ท่าทีเช่นนี้ยังถูกขยายความเพิ่มเติมจากการที่ทรัมป์ตัดสินใจส่งกำลังทางทหารบุกเข้าไปจับตัวผู้นำรัฐบาลเวเนซุเอลา และขยายไปสู่การมีบทบาทใน “ภูมิภาคตะวันตก” (Western Hemisphere) ซึ่งผู้นำสหรัฐมองว่าเป็นพื้นที่ที่เป็นเขตอิทธิพลของตน และไม่ต้องการให้มหาอำนาจอื่นนอกภูมิภาคเข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้ อันเป็นแนวคิดพื้นฐานของ “หลักการมอนโร” (Monroe Doctrine) ที่ประกาศใช้เป็นแนวนโยบายของสหรัฐต่อภูมิภาคลาตินอเมริกาในปี 1823 และนโยบายเช่นนี้มีผลในการประกอบสร้างความคิดด้านต่างประเทศและความมั่นคงของผู้นำอเมริกันมาอย่างยาวนาน
ทรัมป์เปิดปีใหม่ 2026 ด้วยนโยบายที่ร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง และยังสมทบด้วยความผันผวนทางการเมืองในตะวันออกกลาง สถานการณ์การเมืองในอิหร่านเองก็ล่อแหลมพร้อมที่จะขยายตัวเป็นปัญหาใหญ่ เพราะการต่อต้านรัฐบาลขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และการปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐบาล “ศาสนานิยม” ไม่น่าจะหยุดยั้งความไม่พอใจของประชาชนได้
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทรัมป์จะตัดสินใจเข้าแทรกแซงวิกฤตการเมืองอิหร่านหรือไม่ เนื่องจากทรัมป์ได้แสดงท่าทีที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหาภายในของอิหร่านมาก่อน และถ้าสหรัฐตัดสินใจในแบบเวเนซุเอลากับอิหร่านแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น… แน่นอนว่าการใช้กำลังทหารอเมริกันเข้าไปจัดการปัญหาอิหร่านนั้น อาจจะไม่ง่ายเช่นในแบบของเวเนซุเอลา และผู้นำอิหร่านเองก็ประกาศมาโดยตลอด ที่จะต่อต้านการบุกของสหรัฐ อันอาจทำให้ความขัดแย้งนี้ขยายตัวออกไปจนควบคุมไม่ได้
สันติภาพแบบทรัมป์
ทุกฝ่ายดูจะมีความกังวลอย่างมากกับท่าทีในแบบสุดโต่งของผู้นำอเมริกัน เพราะการตัดสินใจใช้กำลังทหารของสหรัฐในการโจมตีอิหร่านนั้น อาจทำให้เกิดสงครามจริงๆ ระหว่าง “สหรัฐ vs อิหร่าน” ซึ่งในที่สุดแล้วอาจขยายตัวเป็นสงครามใหญ่ในเวทีโลกได้ไม่ยาก แม้ในอีกด้านจะพบว่าอำนาจกำลังรบของอิหร่านไม่อาจเปรียบได้กับอำนาจทางทหารของอเมริกัน แต่เมื่อรัฐเข้าสู่สงครามจริงๆ แล้ว กองทัพกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องมือของรัฐ ซึ่งมีนัยในทางทหารว่า อิหร่านอาจต้องใช้สงครามในทุกรูปแบบเพื่อต่อต้านการทำสงครามของทรัมป์
แน่นอนว่าไม่มีอะไรเป็นภาพสะท้อนของความกังวลต่อการดำเนินนโยบายอย่างสุดโต่งของทรัมป์ได้ดีเท่ากับ “ราคาทองคำ” ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างมากดังที่กล่าวในข้างต้น จนเป็นราคาที่คนปกติในชีวิตประจำวัน แทบจะไม่สามารถซื้อทองได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ การใช้แนวคิดแบบ “America First” ของความเป็นประชานิยมปีกขวาที่มีนัยถึงการยึดแนวทางแบบ “โดดเดี่ยวนิยม” (Isolationism) ทำให้สหรัฐมีทิศทางที่จะ “ตัดตัวเองออกจากโลก” ดังจะเห็นจากการถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศ หรือไม่ให้ความสำคัญกับการมีบทบาทในแบบพหุภาคีผ่านองค์กรเหล่านี้ รวมทั้งการไม่ให้ความสำคัญกับสหประชาชาติ ถึงกับมีข้อเสนอใหม่ในการจัดตั้ง “บอร์ดแห่งสันติภาพ” (Board of Peace) เพื่อที่จะทำหน้าที่ในการดูแลและรักษาสันติภาพของโลก
การตั้งบอร์ดนี้มีนัยเท่ากับเป็นการลดบทบาทของสหประชาชาติในเรื่องเช่นนี้ลงโดยตรง ซึ่งเท่ากับเป็นสัญญาณว่า “ทรัมป์จะขอดูแลโลกเอง” แต่ก็มิได้หมายความว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายตามครรลอง ที่จะมีการสื่อสารและปรึกษาหารือกับผู้นำชาติพันธมิตรหลัก เช่น พันธมิตรนาโต ในความเป็นจริง ผู้นำสหรัฐชอบดำเนินนโยบายแบบเป็น “เอกเทศ” อย่างมาก และให้ความสนใจน้อยมากในการผนึกกำลังกับพันธมิตรยุโรป
ระเบียบแบบทรัมป์
ดังนั้น เมื่อ 1 ปีแรกของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ผ่านไป พร้อมกับการมีปัญหาในเวทีระหว่างประเทศในหลายเรื่องที่เป็นผลจากนโยบายของทรัมป์ จึงเกิดคำถามอย่างมากสำหรับปีที่ 2 แล้วทรัมป์จะเขย่าโลกต่อไปอย่างไร เนื่องจากนับจากการฉลองปีใหม่ 2026 แล้ว ทรัมป์ได้เปิดประเด็นมาอย่างต่อเนื่อง และในการดำเนินนโยบายของทรัมป์ เครื่องมือที่จะแสดงให้สังคมเห็นถึงนโยบายใหม่คือ การโพสต์ของทรัมป์ลงในโลกโซเชียลคือ “Truth Social” จนอาจกล่าวได้ว่า การโพสต์ของทรัมป์คือการประกาศตัวของนโยบายใหม่ที่สำคัญเสมอ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นบุคลิกส่วนตัวของคนชอบ “เล่นโซเชียล” ที่ทุกอย่างจะถูกนำเสนอสังคมอเมริกันและโลก
สำหรับนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว สิ่งที่ทรัมป์ทำมาอย่างต่อเนื่อง และกำลังส่งสัญญาณว่าสหรัฐอาจกลายเป็นผู้ต้องการล้ม “ระเบียบโลกแบบเสรีนิยม” เสียเอง ซึ่งสมมุติฐานในทางทฤษฎีแต่เดิมคือ “รัฐมหาอำนาจใหม่” เช่นในกรณีของจีน ซึ่งเป็นผู้ท้าทายระเบียบเดิมนั้น ควรต้องเป็นผู้ล้มระเบียบนี้ แต่กลับเป็นว่าทุกคนในฝ่ายที่นิยมระเบียบแบบเสรีนิยมกลับกังวลอย่างมากว่า ผู้ที่จะล้มระเบียบนี้ทำท่าจะเป็นผู้นำสหรัฐ
อีกทั้งน่าสนใจในเชิงมุมมองอย่างมากว่า ทรัมป์อาจจะไม่ได้มองเห็นจีนและรัสเซียเป็น “ศัตรู” ในทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่มีนัยถึงการเป็น “ภัยคุกคาม” ทางด้านความมั่นคง ทรัมป์อาจมองในอีกทางว่าทั้ง 2 ประเทศอาจจะเป็น “คู่แข่งทางการค้า” มากกว่า ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นถึง “นโยบายต่อรองแลกเปลี่ยนแบบชาตินิยม” คือ “Transactional Nationalism” ที่ทรัมป์ใช้เป็นทิศทางหลักในความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย อีกทั้งทรัมป์ดูจะให้น้ำหนักกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและการค้าในการจัดการกับความสัมพันธ์ของ 2 มหาอำนาจอีกฝ่าย และให้ความสนใจกับมิติด้านความมั่นคงน้อยลง
การดำเนินแบบต่อรองแลกเปลี่ยนในเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้จึงทำให้ผู้นำสหรัฐยิ่งเน้นถึงนโยบายที่จะเอาประโยชน์มาให้แก่สหรัฐฝ่ายเดียว ก็สอดรับกับความเชื่อเรื่อง “America First” ซึ่งสหรัฐจะทำในสิ่งที่เป็นผลตอบแทนแก่สหรัฐเป็นด้านหลัก มากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของประเทศพันธมิตร หรือความพยายามที่จะรักษาระเบียบระหว่างประเทศ
รอระเบียบใหม่
ฉะนั้น สิ่งกำลังเป็นผลด้านกลับอย่างมีนัยสำคัญจากการ “เขย่าโลก” ของทรัมป์ คือการที่พันธมิตรเก่าของสหรัฐเริ่มต้องหาทางปรับทิศทางปรับนโยบายต่างประเทศของตนเอง ทั้งหันไปหาความร่วมมือกับจีนมากขึ้น เช่นในกรณีของแคนาดา และอังกฤษ รวมถึงบรรดาชาติพันธมิตรนาโต ที่ถูกกดดันให้ต้องคิดมากขึ้น เพราะสหรัฐก็มีท่าทีถอยออกจากพันธกรณีในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นด้วย
ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่า เมื่อสหรัฐเริ่มทอดทิ้งระเบียบโลกแบบเสรีนิยมแล้ว ระเบียบในอนาคตจะปรากฏในรูปแบบใด แล้วประเทศต่างๆ จะเตรียมตัวรับมือกับภาวะความผันผวนนี้เช่นไร ผู้นำไทยหลังเลือกตั้งอาจต้องสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ใช่คิดอยู่กับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2026 : ทรัมป์- ผู้เขย่าโลก!
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly