โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SME ไทยกับภาษีคาร์บอน เมื่อ ‘ค่าอากาศ’ กลายเป็นต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้

SMART SME

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 09.44 น.

ในวันที่โลกกำลัง “เดือด” มาตรการภาษีคาร์บอนไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ SME ต้องเร่งปรับตัว เพื่อเปลี่ยนจาก “ภาระทางการเงิน” ให้กลายเป็น “แต้มต่อทางการค้า” ในตลาดโลก

ภาษีคาร์บอนคืออะไร และเกี่ยวอะไรกับเรา?

หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) คือการเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจครับ เปรียบเสมือนหลักการ “ใครทำเลอะ คนนั้นต้องจ่าย” (Polluter Pays Principle) โดยรัฐบาลหรือคู่ค้าต่างประเทศจะเปลี่ยนปริมาณคาร์บอนที่เราปล่อยออกมาให้กลายเป็นตัวเลขทางการเงิน ซึ่งความเกี่ยวข้องกันนี้รุนแรงกว่าที่คิด เพราะแม้ SME บางรายจะไม่ได้ส่งออกโดยตรง

แต่หากคุณอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของบริษัทใหญ่ คุณจะถูกกดดันให้แสดงตัวเลขการปล่อยคาร์บอน หากเราปล่อยสูง สินค้าเราจะถูกมองว่ามีต้นทุนแฝงที่แพงขึ้น จนอาจถูกคู่ค้าตัดรายชื่อออกเพื่อรักษามาตรฐานความยั่งยืนของเขาเอง

SME ต้องรับมือและเตรียมพร้อมอย่างไร?

ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการทำ “บัญชีคาร์บอน” หรือการสำรวจตัวเองว่าธุรกิจของเราปล่อยก๊าซจากจุดไหนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน กระบวนการผลิตในโรงงาน หรือแม้แต่การขนส่งสินค้า เมื่อรู้จุดอ่อนแล้ว SME ควรเริ่มวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนด้วยวิธีที่ทำได้จริง เช่น การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED, การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟระยะยาว หรือการปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเตรียมพร้อมรับมือภาษี แต่คือการลดต้นทุนการดำเนินงาน (Operational Cost) ที่เห็นผลชัดเจนที่สุด และยังเป็นการสร้างโปรไฟล์ธุรกิจให้ดู “สะอาด” พร้อมรับการลงทุนหรือสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติในปัจจุบัน

การทำบัญชีคาร์บอน ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มันคือการทำ “บัญชีรายรับ-รายจ่าย” แต่เปลี่ยนจากสกุลเงินเป็น “ปริมาณก๊าซเรือนกระจก” แทน

นี่คือ 5 ขั้นตอนแรกที่ SME สามารถเริ่มได้ด้วยตัวเอง

  • กำหนด “ขอบเขต” ที่จะวัด (Define Scope)

ก่อนเริ่มต้องเลือกว่าจะวัดคาร์บอนจากส่วนไหนบ้าง เช่น วัดเฉพาะในออฟฟิศ หรือรวมโรงงานผลิตด้วย โดยปกติจะแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก:

Scope 1: ก๊าซที่เราปล่อยโดยตรง (เช่น รถขนส่งบริษัท, เครื่องจักร)

Scope 2: ก๊าซทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (เช่น ค่าไฟฟ้า)

Scope 3: ก๊าซจากห่วงโซ่อุปทาน เช่น วัตถุดิบจากคู่ค้า – SME เริ่มจาก Scope 1 และ 2 ก่อนจะง่ายที่สุด

  • รวบรวม “บิลค่าใช้จ่าย” ย้อนหลัง (Data Collection)หัวใจของบัญชีคาร์บอนคือ “ตัวเลขจริง” ให้รวบรวมเอกสารย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปี ดังนี้

  • บิลค่าไฟฟ้า: (หน่วยเป็น kWh)

  • บิลค่าน้ำมัน: (หน่วยเป็นลิตร สำหรับรถบริษัทหรือเครื่องจักร)

  • ปริมาณน้ำยาแอร์ที่เติม: (กรณีมีการซ่อมบำรุง)

  • น้ำหนักขยะ: (ถ้ามีการชั่งน้ำหนักขยะในออฟฟิศ)

  • แปลงร่างตัวเลขเป็น “คาร์บอน” (Calculation)นำตัวเลขที่ได้จากข้อ 2 มาคูณกับ “ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซ (Emission Factor)” ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่องค์กรบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) กำหนดไว้

สูตรคำนวณ: $ปริมาณการใช้ (Activity Data) \times ค่า Emission Factor = ปริมาณคาร์บอน (kgCO_2e)$

  • หา “ตัวร้าย” ที่ปล่อยคาร์บอนสูงสุด (Identify Hotspots)เมื่อคำนวณเสร็จแล้ว ให้ลองนำมาทำกราฟดูว่าส่วนไหนในบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุด เช่น พบว่า “ค่าไฟฟ้า” คิดเป็น 70% ของคาร์บอนทั้งหมด จุดนี้แหละครับคือจุดที่เราต้องเริ่มจัดการก่อนเพื่อน

  • วางแผน “ลด” และ “บอกต่อ” (Action & Communication)เมื่อรู้ต้นเหตุแล้ว ให้ตั้งเป้าหมายการลดที่จับต้องได้ เช่น

  • เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ทั้งหมดเพื่อลด Scope 2

  • วางแผนเส้นทางขนส่งใหม่เพื่อลด Scope 1

  • นำข้อมูลนี้ไปใส่ใน Profile บริษัทเพื่อเสนอขายงานให้กับคู่ค้าที่เน้นความยั่งยืน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจทันที

สุดท้ายนี้ อยากให้มองว่าภาษีคาร์บอนไม่ใช่ “อุปสรรค” แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ให้เรายกระดับธุรกิจ SME ที่ปรับตัวไวและเริ่มลงมือทำก่อนในวันนี้ จะไม่ใช่แค่ผู้ที่อยู่รอดจากกำแพงภาษี แต่จะเป็นกลุ่มธุรกิจรุ่นใหม่ที่คว้าโอกาสจากกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกที่พร้อมจ่ายให้กับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่แค่กระแส แต่มันคือผลกำไรที่มั่นคงในระยะยาว

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...