โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทรนด์ใหม่จีน กินอาหารผ่านแผ่นพลาสติก ลดน้ำหนักแบบสุดโต่ง

Khaosod

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 10.45 น.

เทรนด์ใหม่คนจีน กินอาหารผ่านแผ่นพลาสติก หลอกสมอง ไม่เพิ่มแคลอรีเข้าร่างกาย หวังช่วยลดน้ำหนัก หลายคนมองน่ากังวลเพราะทำแบบสุดโต่ง

เทรนด์ประหลาดเกี่ยวกับการกินพลาสติกแรปในจีนกำลังกลายเป็นไวรัล สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ชมและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยในคลิปจะเห็นคนจีนหลายคนนำแผ่นพลาสติกแรปใส่เข้าไปในปากก่อน จากนั้นจึงใส่อาหาร เคี้ยวแล้วคายทุกอย่างทิ้งโดยไม่กลืนแม้แต่คำเดียว เป้าหมาย คือ การลดน้ำหนัก ผู้สนับสนุนเทรนด์นี้เชื่อว่าการเลียนแบบการกินทางกายภาพสามารถหลอกสมองให้รู้สึกอิ่ม ช่วยลดความหิวโดยไม่ต้องรับแคลอรีเข้าสู่ร่างกาย

เทรนด์นี้ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างเข้มข้น บางคนมองว่าเป็นวิธีแปลกแต่ไม่เป็นอันตรายในการควบคุมความอยาก เปรียบเทียบกับการเคี้ยวหมากฝรั่งหรือเทคนิคการกินอย่างมีสติ (mindful eating) แต่อีกฝ่ายมองว่านี่ใกล้เคียงกับข้อมูลที่อันตราย เพราะเสี่ยงส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่ออาหาร ทั้งยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าวิธีนี้ได้ผลจริง

นักวิจารณ์ยังแสดงความกังวลเรื่องสุขอนามัยและผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย หรือการทำอันตรายต่อช่องปากและลำคอ ขณะที่คลิปยังคงถูกแชร์ต่อเนื่อง เทรนด์นี้จึงกลายเป็นประเด็นร้อนในวงสนทนาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักแบบสุดโต่ง ความท้าทายไวรัล และขอบเขตที่ผู้คนยอมทำเพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็ว

เทรนด์กินพลาสติกอ้างว่าได้ผลอย่างไร

ผู้ที่เชื่อให้เหตุผลว่า ความรู้สึกจากการเคี้ยวร่วมกับรสชาติอาหาร อาจช่วยกดสัญญาณความหิว แนวคิดนี้คล้ายกับพฤติกรรมคุ้นเคยอย่างการเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อลดความอยากอาหาร แต่ถูกยกระดับไปสุดขั้ว ผู้เข้าร่วมอ้างว่าวิธีนี้ช่วยให้รู้สึกพึงพอใจโดยไม่กินมากเกินไป โดยเฉพาะช่วงควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด หลายวิดีโอแสดงให้เห็นผู้ใช้เตรียมอาหารเต็มมื้อ ก่อนจะทิ้งทั้งหมดหลังทำพิธีกรรมการเคี้ยวเสร็จ

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนคำกล่าวอ้างเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการชี้ว่า การควบคุมความอยากอาหารเป็นกระบวนการซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ระบบย่อยอาหาร และการได้รับสารอาหารจริง การจำลองการกินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ให้พลังงานหรือสารอาหารแก่ร่างกาย และอาจทำให้ความอยากอาหารรุนแรงขึ้นในระยะยาว

นักวิจารณ์ยังระบุว่า พฤติกรรมนี้ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่ออาหาร ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการกินอย่างมีสติกับพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติเลือนราง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการสูญเสียอาหารโดยเปล่าประโยชน์ เมื่ออาหารทั้งมื้อถูกทิ้งเพียงเพื่อสร้างคอนเทนต์

ความกังวลด้านสุขภาพและกระแสต่อต้านออนไลน์ทวีความรุนแรง

กระแสต่อต้านที่หนักที่สุดมุ่งไปที่ความเสี่ยงต่อสุขภาพ ผู้ใช้จำนวนมากเตือนถึงไมโครพลาสติก โดยชี้ว่าพลาสติกแรปอาจปล่อยอนุภาคขนาดเล็กเมื่อถูกเคี้ยว แม้งานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของไมโครพลาสติกยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ผลเบื้องต้นชี้ถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงกับการอักเสบและความผิดปกติของฮอร์โมน

ความคิดเห็นหนึ่งที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางสะท้อนความกังวลของสาธารณชนว่า แม้เทรนด์นี้จะอ้างว่าช่วยลดแคลอรี แต่กลับอาจนำความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่ร้ายแรงกว่าประโยชน์ที่กล่าวอ้าง หลายคนยังกังวลว่าเยาวชนอาจเลียนแบบพฤติกรรมนี้โดยไม่เข้าใจผลกระทบ ผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมากเรียกร้องให้ให้ความสำคัญกับการกินอย่างสมดุล การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ แทนที่จะพึ่งพาทางลัดแบบไวรัล

เช่นเดียวกับเทรนด์สุขภาพออนไลน์อื่น ๆ ปรากฏการณ์พลาสติกแรปสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเพียงใด เมื่อถูกนำเสนอในรูปแบบของทางออกที่รวดเร็ว อีกทั้งยังตั้งคำถามกว้างขึ้นเกี่ยวกับอิทธิพลของโซเชียลมีเดียต่อภาพลักษณ์ร่างกายและสุขภาวะ ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันในประเด็นหนึ่ง ไม่มีเทรนด์ไวรัลใดคุ้มค่ากับการเสี่ยงต่อสุขภาพของคุณ โดยเฉพาะเมื่อมีวิธีที่ปลอดภัยและได้รับการพิสูจน์แล้วอยู่ก่อนหน้า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เทรนด์ใหม่จีน กินอาหารผ่านแผ่นพลาสติก ลดน้ำหนักแบบสุดโต่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...