ถอดรหัสทรัมป์โค่นเพื่อน‘สี จิ้นผิง’อีกราย ก่อนเยือนปักกิ่ง
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน หลังจากสหรัฐ-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน ปลิดชีพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) วันรุ่งขึ้น (1 มี.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เตือนว่า ประธานาธิบดีสหรัฐเสี่ยงดึงตะวันออกกลางเข้าสู่ “หายนะ”
เสียงประณามรัฐบาลวอชิงตันจากรัฐมนตรีต่างประเทศจีนเกิดขึ้นในช่วงเวลาละเอียดอ่อน เมื่อทั้งสองฝ่ายพยายามปรับความสัมพันธ์ให้คงที่ ก่อนทรัมป์ไปเยือนกรุงปักกิ่งในวันที่ 31 มี.ค. แต่ทรัมป์ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากด้วยการโค่นสองผู้นำที่สัมพันธ์กับปักกิ่งไปแล้วในปีนี้ เริ่มจากการบุกจับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาคาบ้านในเดือน ม.ค.
แม้อิหร่านและเวเนซุเอลาไม่ถือว่าเป็นพันธมิตรการค้าหรือการทหารสำคัญสำหรับจีน แต่ความพยายามเปลี่ยนระบอบของทรัมป์ก่อให้เกิดคำถามว่า พันธมิตรสีคนใดจะเป็นรายต่อไป
“สีจะรู้สึกว่าทุกอย่างปกติและเตรียมตัวต้อนรับทรัมป์ด้วยความเต็มใจอย่างนั้นเหรอ” จอร์จ เฉิน หุ้นส่วนบริษัทเอเชียกรุ๊ปตั้งคำถาม
“นักลงทุนควรปรับความคาดหวังต่อสิ่งที่ทรัมป์จะได้จากการเดินทางไปจีนครั้งนี้หากเขายังคงเดินทางไป” เฉินกล่าวและว่า การไร้เสถียรภาพในอิหร่านมีแนวโน้มที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เนื่องจากสีพยายามควบคุมการจัดหาน้ำมัน ทั้งสองประเทศได้เรียกประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกถาวรร่วมกับสหรัฐ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส โดยอ้างถึงสิ่งที่มอสโกประณามว่าเป็น “การกระทำที่ก้าวร้าวทางอาวุธโดยปราศจากการยั่วยุของสหรัฐ”
การโจมตีของทรัมป์บั่นทอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก ด้วยการทำให้ตะวันออกกลางภูมิภาคสำคัญสำหรับอุปทานน้ำมันต้องปั่นป่วน เรือหลายลำเลี่ยงเข้าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งค้าขายน้ำมันขนส่งทางทะเลราวหนึ่งในสี่ของโลก จีนซื้อน้ำมันราว 13.4% ของน้ำมันดิบขนส่งทางทะเลจากอิหร่าน ยิ่งความปั่นป่วนยืดเยื้อยิ่งส่งผลกระทบหนักต่อบริษัทจีนทีเผชิญวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ และการใช้จ่ายของผู้บริโภคจีนซบเซา
ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งขยายวงเป็นเหตุให้หกประเทศตะวันออกกลางต้องปิดน่านฟ้า สนามบินหลักของดูไบ ศูนย์กลางการบินจอแจที่สุดของโลกตกเป็นเป้า ทหารอเมริกันเสียชีวิตสามนาย “บาดเจ็บสาหัส” ห้านาย ทรัมป์เผยผ่านโซเชียลมีเดียว่ากองทัพสหรัฐจมเรืออิหร่านเก้าลำ สำนักงานใหญ่ของกองทัพเรืออิหร่าน ส่วนใหญ่ถูกทำลายเสียหาย
เจเรมี ชาน นักวิเคราะห์และอดีตนักการทูตสหรัฐกล่าวว่า จีนน่าจะพึ่งพาแรงกดดันที่ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก จนทำให้หลายประเทศเร่งกลับมาส่งออกน้ำมันอย่างรวดเร็ว ทั้งยังกล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารของทรัมป์อาจส่งผลเสียต่อการพบปะกับสี
“นี่จะลดความคาดหวังออกไปอีกว่า การประชุมทรัมป์-สีจะได้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม แม้การพบกันจะยังคงเดินหน้า” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว
ความวุ่นวายในตะวันออกกลางเกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังมีการประชุมสองสภา เปิดเผยเป้าการเติบโตประจำปี 2026 ซึ่งจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังนายพลระดับสูงสุดสองนายถูกสอบสวนก่อนหน้านี้ และมีข่าวลือแพร่สะพัดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ
ความไร้เสถียรภาพประเดประดัง
สงครามในตะวันออกกลาง ยังเกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังรับมือความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถาน ก่อนหน้านั้นก็มีข้อพิพาทกับญี่ปุ่น กรณีนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน ทั้งหมดนี้เท่ากับว่า จีนจะไม่โฟกัสเรื่องอิหร่านได้นาน
“สิ่งที่่น่ากังวลกว่าคือความไร้เสถียรภาพที่ประเดประดังกันเข้ามา”
“ขณะเดียวกัน การกระชับความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ทำให้ปักกิ่งมีพื้นที่ในการดำเนินงานน้อยลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งจีนไม่สามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่” จอห์น คาลาเบรส นักวิจัยอาวุโส สถาบันตะวันออกกลางให้ความเห็น
การกระทำของทรัมป์ ยิ่งเพิ่มการประกาศอำนาจของสหรัฐในตะวันออกกลาง หลังจากรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ละเลยมาหลายปี เปิดโอกาสให้สีเพิ่มความน่าเชื่อถือในภูมิภาคนี้ได้ ส่วนหนึ่งของการเพิ่มอิทธิพลจีน เช่น สี จิ้นผิง ดูแลให้อิหร่านเข้ามาร่วมในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงในปี 2023 จากนั้นก็เข้าเป็นสมาชิกบริกส์ ที่ปักกิ่งขยายสมาชิกภาพเพื่อท้าทายสหรัฐในเวทีโลก
แต่แม้ความสัมพันธ์จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนที่ทรัมป์โจมตีอิหร่านเมื่อปีก่อน จีนสนับสนุนได้แค่ใช้วาจาห้าวหาญกับสหรัฐแล้วค้าขายกับอิหร่านต่อไปตามปกติเท่านั้น แม้แต่กับพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดจีนก็ใช้แนวทางนี้ รัฐบาลของสีสนับสนุนทางการทูตให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินทำสงครามในยูเครน และขนส่งสินค้าใช้ได้สองทางไปให้มอสโก แต่ระมัดระวังไม่จัดหาอาวุธให้โดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงถูกสหรัฐคว่ำบาตร
ท่าทีที่สุขุมรอบคอบของสี จิ้นผิง อาจช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับการประชุมกับทรัมป์ ผลลัพธ์ดังกล่าวจะช่วยรักษาการสงบศึกการค้าหนึ่งปีเอาไว้ได้ ส่งผลให้ภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อปักกิ่งอยู่ในระดับต่ำ และสร้างหลักประกันการไหลเวียนของแร่ธาตุสำคัญจากจีนไปยังโรงงานในอเมริกา
“จีนมีแต่สิ่งดีๆ ที่จะได้จากทรัมป์ และทริปไปปักกิ่งจะเกิดขึ้นในไม่กี่สัปดาห์นี้ จีนจะไม่ต่อสู้กับสหรัฐเพื่อสนับสนุนอิหร่านในช่วงเวลานี้” ยุน ซัน นักวิจัยอาวุโส ผู้อำนวยการร่วมโครงการเอเชียตะวันออก และผู้อำนวยการโครงการจีน ศูนย์สติมสัน สรุป