จับตา “ราคาน้ำมัน” พุ่งรุนแรง จ่อทะลุ 90 ดอลลาร์ หุ้นทั่วโลกดิ่ง ตลาดผวาสงครามยืดเยื้อ
จับตา "ราคาน้ำมัน" พุ่งรุนแรง จ่อทะลุ 90 ดอลลาร์ หุ้นทั่วโลกดิ่ง ตลาดผวาสงครามยืดเยื้อ นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก หันถือดอลลาร์และทองคำ ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่
วันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 09.16 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันจันทร์ ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ส่งผลให้นักลงทุนเร่งโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์สหรัฐและทองคำ
น้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้น 4.5% แตะระดับ 76.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากระหว่างวันเคยพุ่งทะลุ 82 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.9% สู่ระดับ 69.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านราคาทองคำปรับขึ้น 1% แตะ 5,327 ดอลลาร์ต่อออนซ์
การโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธทั่วภูมิภาค เพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศเพื่อนบ้านจะถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับ Daily Mail ว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้ออีกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ พร้อมย้ำว่าการโจมตีจะดำเนินต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุเป้าหมาย
สายตาของตลาดจับจ้องไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันทางทะเลราว 20% ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกประมาณ 20% แม้ช่องแคบดังกล่าวยังไม่ถูกปิดอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจากระบบติดตามเรือพบว่าเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากจอดรออยู่ทั้งสองฝั่ง เนื่องจากกังวลความเสี่ยงการโจมตีหรืออาจไม่สามารถทำประกันภัยการเดินทางได้
ฮอร์เก เลออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของ Rystad Energy ระบุว่า ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดต่อตลาดน้ำมันคือการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้น้ำมันดิบราว 15 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ และหากไม่มีสัญญาณลดระดับความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันมีแนวโน้มถูกปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในระยะยาวอาจจุดแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกอีกครั้ง และทำหน้าที่เสมือนภาษีแฝงต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งอาจฉุดอุปสงค์และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) เพิ่งมีมติเพิ่มกำลังการผลิตเพียง 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน แต่การส่งออกยังต้องอาศัยเส้นทางขนส่งจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie ชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะใกล้เคียงกับวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 300% โดยประเมินว่าราคาที่ทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเงื่อนไขปัจจุบันไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง หากอุปทานถูกกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
แรงกระเพื่อมดังกล่าวส่งผลต่อตลาดหุ้นเอเชีย โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นร่วง 1.4% เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันทั้งหมด สายการบินได้รับผลกระทบหนัก ขณะที่ดัชนีหุ้นจีนทรงตัว ส่วนดัชนี MSCI Asia-Pacific ex-Japan ลดลง 1.2% ในตะวันออกกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตประกาศปิดตลาดหุ้นชั่วคราวโดยอ้าง “สถานการณ์พิเศษ”
ตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า EUROSTOXX 50 ลดลง 1.4% และ DAX ลดลง 1.3% ขณะที่ฟิวเจอร์ส S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับลง 0.6%
ในตลาดเงิน ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากสถานะผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ยูโรอ่อนค่าลง 0.2% สู่ระดับ 1.1788 ดอลลาร์ ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเยน แม้เยนมักถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันทั้งหมด ทำให้ทิศทางเงินทุนมีความซับซ้อนมากขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีทรงตัวที่ 3.97% หลังเคยแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือนที่ 3.926% ก่อนหน้านี้ ตลาดตราสารหนี้ได้รับแรงซื้อจากความกังวลด้านเครดิต หลังบริษัทสินเชื่อที่อยู่อาศัยของอังกฤษ MFS ถูกสั่งเข้าสู่กระบวนการบริหารทรัพย์สิน เนื่องจากข้อกล่าวหาความผิดปกติทางการเงิน โดยมีการกู้ยืมสูงถึง 2 พันล้านปอนด์
สัปดาห์นี้ยังเป็นสัปดาห์สำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ นักลงทุนจับตาดัชนี ISM ภาคการผลิต ยอดค้าปลีก และรายงานการจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หลังไตรมาส 4 ที่ผ่านมาออกมาต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่อ่อนแออาจเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดดอกเบี้ย ปัจจุบันตลาดประเมินความเป็นไปได้ราว 50% ที่จะมีการลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน และคาดว่าทั้งปีนี้อาจลดลงรวมราว 60 จุดพื้นฐาน
อ้างอิง : reuters.com