ผู้ป่วยสมองเสื่อมอายุลดลง แนะ ออกแบบบ้าน-เมือง รับสังคมสูงวัย
อาจารย์สถาปัตย์ จุฬาฯ แนะ 5 หัวใจสำคัญออกแบบ บ้าน-เมือง ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้ผู้สูงวัยคงกิจวัตรประจำวันให้นานที่สุด ชูไอเดียปลูกต้นไม้-เลี้ยงสัตว์-เลี้ยงเด็ก ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส แทนการปล่อยผู้สูงวัยติดจอ ยกระดับเมืองไทยสู่ Age-Friendly Community ย้ำเตือนคนวัย 40 ต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ รอจนถึงอายุ 60 อาจสายเกินไป
อีกไม่กี่ปี ไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยสุดยอด และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ย่อมมาพร้อมกับ ผู้ป่วยสมองเสื่อม (dementia) แต่ในวันนี้ การออกแบบบ้านและเมืองของไทย อาจยังไม่ตอบโจทย์และพร้อมรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ทันท่วงที
รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ หัวหน้าศูนย์ Universal Design Center คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69 กับ The Active ภายในงาน Cogni Bloom ปลูกให้เข้าใจ สมองเสื่อมดูแลได้…ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ณ สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ ว่าจำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นในประเทศไทย ย่อมมาพร้อมกับภาวะสมองเสื่อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่น่ากังวลใจกว่านั้น คือ อายุของผู้ป่วยสมองเสื่อมกลับลดลงเรื่อย ๆ หรือคนป่วยเป็นสมองเสื่อมเร็วขึ้น แม้ยังไม่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุก็ตาม
สำหรับคนที่เริ่มสังเกตว่าสมาชิกในบ้านเริ่มมีอาการของหลงลืม ผิดปกติไป ที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับสมองเสื่อม สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การสร้าง memory boxโดยคนใกล้ชิดต้องคอยสังเกตว่า ผู้สูงอายุในบ้านเคยชอบทำกิจกรรมอะไร ชอบอยู่ในสถานที่แบบไหน ชอบฟังเพลงประเภทไหน กินอาหารอะไร หรือมีความสุขกับอะไร เช่น ชอบออกกำลังกายในสวนตอนเช้า ชอบทำอาหาร ฯลฯ คนในครอบครัวต้องคอยกระตุ้น ประคองให้เขายังคงกิจกรรมเหล่านั้นให้คงอยู่ต่อไปให้นานที่สุด
“สมองเสื่อมรักษาไม่ได้ แต่ชะลอได้ โดยการรักษากิจวัตรประจำวัน หรือ Activity Daily Living (ADL) 5 อย่าง ได้แก่ ตื่นตอน อาบน้ำ กินข้าว ใส่เสื้อผ้า เดินเล่น แล้วผูกโยงกิจกรรมเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตรในสถานที่เหมาะสมให้ได้นานที่สุด”
รศ.ไตรรัตน์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากคนในครอบครัวจะช่วยประคองกิจวัตรประจำวันแล้ว ก็สามารถมีส่วนช่วยกระตุ้นความทรงจำให้ได้ด้วย
“มีผู้ป่วยบางรายความทรงจำหายไปบางส่วน เหลือไว้แต่ความทรงจำในอดีต เคสนี้รักและผูกพันธ์กับทีมฟุตบอลแมนยูฯ มาก คนในบ้านสามารถใช้สิ่งนี้ช่วยรื้อฟื้นความทรงจำได้ ว่าเขาชอบอะไร ตรงไหน และพาเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน เช่น เมื่อคืนแข่งกับใคร เป็นอย่างไร การที่เขาได้คิดถึงสิ่งที่ชอบ และได้ค่อย ๆ เติมความทรงจำไปเรื่อย ๆ จะทำให้สมองได้จัดระเบียบ และรื้อฟื้นความทรงจำได้”
อย่างไรก็ตาม การที่ครอบครัวดูแลอย่างถูกต้อง และเอื้อให้มีกิจวัตรที่ดีนั้น จำเป็นต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย โดยเฉพาะ บ้าน
จัดบ้าน จัดระเบียบสมอง
การจัดบ้านสำคัญอย่างยิ่งกับผู้สูงวัยและผู้ป่วยสมองเสื่อม เพราะสภาพแวดล้อมที่สับสนจะส่งผลโดยตรงต่อสภาวะจิตใจและการทำงานของสมอง การนำหลักการ Universal Design (UD) มาใช้ในการออกแบบ ไม่เพียงช่วงลดอุบัติเหตุเท่านั้น แต่คือการสร้างพื้นที่สำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีดังนี้
- ความปลอดภัย : พื้นบ้านต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ควรมีธรณีประตูหรือขั้นบันไดเล็ก ๆ ที่ทำให้สะดุดหรือลื่น และทางลาดชันต้องมีระดับความสูงไม่ต่างกันเกินไป
- ราวจับที่ถูกตำแหน่ง : มีความสูงที่เหมาะสม (80-90 cm) รูปทรงควรเป็นแบบกลมเพราะจับถนัดมือและมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดที่ต้องลุกนั่ง เช่น ข้างโถสุขภัณฑ์ หรือห้องอาบน้ำ
- แสงสว่างและการมองเห็น : เนื่องจากผู้สูงวัยสายตาพร่าเลือนและมองเห็นสีเพี้ยนไป มีแสงสว่างมากพอและไม่เกิดเงาตกกระทบ เพราะจะทำให้กะระยะผิด หากมีระดับพื้นต่างกัน ควรใช้สีตัดกัน หรือความเข้ม-อ่อน ชัดเจน
- เข้าถึงง่าย (Accessibility) : อุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องสามารถเอื้อให้ผู้สูงอายุใช้งานได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ดูแล เช่น ทางเข้าบ้านที่ไร้สิ่งกีดขวาง หรือสวิตซ์ ปลั๊กไฟ ก็อกน้ำที่สามารถเอื้อมถึงได้ เพื่อให้ช่วยเหลือตัวเองได้นานที่สุด (Independent Living)
- ที่ว่างและระยะหมุนตัว : คือการคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของบริบทร่างกายผู้สูงอายุ เช่น นั่งรถเข็น หรือใช้ไม้เท้า จึงควรมีพื้นที่วงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 150 ซม. ในจุดสำคัญ เช่น ห้องน้ำ ห้องนอน เพื่อให้รถเข็น หมุนตัวกลับได้ 360 องศาโดยไม่ชนผนัง มีความกว้างทางเดินพอไม่ให้รถเข็นครูดผนัง หรือใต้อ่างล้างหน้าหรือครัว ควรโปร่ง เพื่อให้ผู้นั่งรถเข็นไม่ต้องเอื้อมตัวและเสียงพลัดตกหกล้ม
ปลูกต้นไม้ – เลี้ยงเด็ก – สัตว์เลี้ยง ยากระตุ้นสมองชั้นดีของผู้สูงวัย-สมองเสื่อม
นอกเหนือจากการจัดโครงสร้างบ้านตามหลัก UD แล้ว รศ.ไตรรัตน์ แนะนำว่า พื้นที่ที่ดีต้องเกื้อหนุนต่อสภาพจิตใจและกระตุ้นการทำงานของสมองด้วย สำหรับผู้สูงวัยและผู้ป่วยสมองเสื่อม กิจกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกและสมองได้ดี คือ การปลูกต้นไม้ การมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กเล็ก หรือการดูแลสัตว์เลี้ยง ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ช่วยสร้างความสุขและชะลอความเสื่อมของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ยิ่งอายุมากขึ้น ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะลดลง การได้เห็นการเติบโตหรือสิ่งที่มีพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ดูแลเด็กเล็ก หรือมีสัตว์เลี้ยงสักตัวจะช่วยกระตุ้นสมองได้
“3 สิ่งนี้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองต่อผู้ดูแลได้ (Dynamic Interaction) ทำให้เกิดการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) ส่งผลดีต่อกระบวนการคิดและจิตใจได้มากกว่าการนั่งดูทีวีเฉย ๆ ซึ่งนำไปสู่ความโดดเดี่ยวทางอารมณ์ง่ายกว่า”
การดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่อาศัย หรือเป้นกิจกรรมในชีวิต ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความสวยงาม แต่คือการทำ ประสาทสัมผัสบำบัด (Sensory Stimulation) โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้หรือการเดินชมสวนจะช่วยกระตุ้นสมองส่วนการรับรู้ให้ดีขึ้น ผ่านการได้กลิ่นดิน หญ้า หรือมองเห็นสีสันสดใสของดอกไม้
แต่มีข้อพึงระวังในเรื่องการของการเลี้ยงสัตว์ ที่แนะนำว่าควรเป็นขนาดเล็กถึงกลางที่คล่องตัวและควบคุมง่าย เนื่องจากผู้สูงวัยมีมวลกล้ามเนื้อและแรงพยุงตัวลดลง เพราะหากเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ อาจเกิดอุบัติเหตุที่อันตรายอย่างยิ่งต่อกระดูกและสมอง
อย่างไรก็ตาม กิจกรรม 3 สิ่งเร้าบำบัดเหล่านี้ได้จะเกิดขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องมีพื้นที่ทั้งบ้าน ชุมชน และเมืองที่ออกแบบอย่างเหมาะสม เปลอดภัยกับทุกชีวิตด้วย
เมืองแก่ดี
ปี 2007 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออก คู่มือเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุระดับโลก (Global Age-friendly Cities: A Guide)
คู่มือดังกล่าวเป็นแนวคิดที่กว้างกว่าการออกแบบบ้าน แต่คือการออกแบบเมือง ชุมชน และสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี เพื่อให้ผู้สูงอายุยังคงเป็น Active Aging ให้นานที่สุด
โดย ระบุว่าการสร้าง “ชุมชนที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ” (Age-Friendly Community) เมืองต้องมีการพัฒนา 8 ด้าน ได้แก่
- Outdoor spaces and buildings: พื้นที่ภายนอกและอาคาร
- Transportation: ระบบขนส่งมวลชน
- Housing: ที่อยู่อาศัย
- Social participation: การมีส่วนร่วมในสังคม
- Respect and social inclusion: การให้เกียรติและการยอมรับ
- Civic participation and employment: การมีส่วนร่วมภาคพลเมืองและการจ้างงาน
- Communication and information: การสื่อสารและข้อมูลข่าวสาร
- Community support and health services: การสนับสนุนจากชุมชนและบริการสุขภาพ
อย่างไรก็ตามรศ.ไตรรัตน์ มองว่า การสร้างเมืองตามหลักการนี้ยังเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในเขต กทม. และผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่มีความเป็นปัจเจกสูง และมักมีการกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวคนเดียว ทำให้ขาดการเกิดปฏิสัมพันธ์กับสังคม แต่มองเห็นความเป็นไปได้
“เมืองต้องสร้างพื้นที่หรือกิจกรรมที่ทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วม การทำให้คนเกิดปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม พูดคุยรู้จักกัน ดูแลกัน เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดและสำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาทางเทคโนโลยี”
ท้ายที่สุดแล้ว การเตรียมเมือง ชุมชน และที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและมีความพร้อมนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ที่จำเป็นต้องควบคู่ไปกับการ เตรียมตัวเอง ของประชาชน ซึ่งหากรอให้อายุ 60 ปี ก็อาจสายไปเสียแล้ว
“ตอนนี้ คนมีอายุเฉลี่ยที่ 80 ปี หากเราตีค่าเฉลี่ยว่าผู้สูงอายุคือ 60 ปี แปลว่าเราต้องมีชีวิตยืนยาวไปอีกอย่างน้อย 20 ปี ฉะนั้น การเตรียมตัวที่ดีที่สุด ต้องย้อนกลับไปตอนอายุ 40 ปี ที่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มสะสมสุขจภาพ และหากคุณอายุน้อยกว่านั้น คือกำไร” รศ.ไตรรัตน์