โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘คำนูณ’ บอกยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’ พร้อมแนะบรรจุในนโยบายรัฐบาล

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

12 ก.พ.2569 - นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ยกเลิก MOU 44 ก้าวที่ใช่ของอนุทิน-สีหศักดิ์” ระบุว่า พูดกันมาเยอะแล้วสำหรับข้อดีข้อเสียของ MOU 44 โดยเฉพาะการไม่สมควรยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ผ่ากลางเกาะกูดเข้ามาอยู่ในเอกสารทางการใด ๆ ของราชการไทย แม้จะเพียงเพื่อเป็นกรอบเจรจาก็ตาม ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก แต่จะขอย้ำถึงเหตุผลชี้ขาดคือพฤติกรรมของกัมพูชาเองที่เสมือนฉีกทิ้ง MOU 44 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565

แต่ก่อนจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2565 เรามาทบทวนหลักการของ MOU 44 ก่อนสักนิด
ว่ากันอย่างกระชับที่สุด

นวัตกรรมสำคัญของ MOU 44 คือการแบ่งเขตพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (OCA) ออกเป็น 2 ส่วนโดยใช้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่ง แล้วเขียนล็อคไว้อย่างแน่นหนาว่าให้เจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลในพื้นที่ส่วนบนเส้น 11 และกำหนดให้พื้นที่ใต้เส้น 11 เป็นเขตพัฒนาร่วม (JDA) เพื่อเจรจาร่วมกัเงื่ผลิตและแบ่งผลประโยชน์ในปิโตรเลียม เงื่อนไขบังคับคือการเจรจาทั้ง 2 ส่วนจะต้องทำไปพร้อมกัน (to simultaneously) อย่างไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ (as an indivisible package)

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหา 2 ด้านพร้อมกันไป

หนึ่ง - ให้ทั้งไทยและกัมพูชามีโอกาสได้ใช้ปิโตรเลี่ยมใต้อ่าวไทยในขณะที่ยังเจรจาตกลงแบ่งเขตแดนทางทะเลกันได้ไม่ครบทั้งหมด

สอง - แก้ปัญหาเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยบริเวณเกาะกูด การเจรจาแบ่งเขตแดนเฉพาะส่วนนี้ต้องจบลงพร้อมกับการเจรจาแบ่งปิโตรเลียม

ข้อหนึ่งเป็นความต้องการของทั้งไทยและกัมพูชา ที่ต่างก็ต้องการใช้ปิโตรเลียมเหมือนกัน ส่วนข้อสองต้องกล่าวว่าเป็นปัญหาเฉพาะของไทย ที่แม้ชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของเราแน่ ๆ ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) และดำเนินการแสดงสิทธิชัดเจนทุกประการตั้งแต่ปี 2516 แต่ก็ยังคงไม่สบายใจที่มีเส้นไหล่ทวีปนอกกฎหมายของกัมพูชามารบกวน หากทำให้หายไปเสียได้ก็ดี

ฝ่ายไทยแสดงอาการลิงโลดมากที่กัมพูชายอมลงนามใน MOU 44 แต่เอาเข้าจริง กัมพูชากลับมีเจตนารมณ์แน่วแน่เหมือนเดิมตั้งแต่ปี 2538 ในการเจรจากับไทยครั้งแรกยุคระบอบฮุนเซน กัมพูชาจะเอาแต่ได้ เอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความเป็นมิตรประเทศที่ดี จะไม่ยอมเสียอะไรสักอย่าง

ผลประโยชน์จากปิโตรเลียมใต้อ่าวไทยก็จะเอา โดยจะขอแบ่ง 50:50 เต็มพื้นที่ OCA รวมกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่เฉพาะแค่เขต JDA พื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตรที่กำหนดไว้ใน MOU 2544 เท่านั้น และเกาะกูดก็ยังจะเอาอยู่ หรืออย่างน้อยก็จะยังคงคาการอ้างสิทธิไว้อยู่ จึงจะไม่ยอมเจรจาให้เสียเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของตนแม้แต่น้อย

หลักฐานปรากฏชัดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 วันนั้น ประธาน JTC ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายกัมพูชา) เข้าเยี่ยมคารวะและหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธาน JTC ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) สารัตถะของการหารือได้มีการเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการนำปิโตรเลียมใต้อ่าวไทยในเขต OCA ทั้งหมดขึ้นมาใช้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรพลังงาน โดย “ละทิ้ง” การเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเอาไว้ก่อน กำหนดให้สัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์เป็น “50:50” ในวันเดียวกันนั้นมีการเจรจาหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง JTC ของทั้ง 2 ประเทศในกรุงเทพฯ คณะทำงานฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นร่างข้อตกลงเป็นฉบับภาษาอังกฤษมีเนื้อหา 3 ข้อให้กับคณะทำงานฝ่ายไทยเพื่อพิจารณาให้เป็นผลการประชุมของ JTC ด้วย

ร่างข้อตกลงมีสั้น ๆ หน้าเดียว 3 ข้อ แต่ที่สำคัญคือข้อ 1 และข้อ 2

เฉพาะข้อ 1 เปิดเผยธาตุแท้กัมพูชาอย่างชัดเจน และเสมือนเป็นการฉีกทิ้ง MOU 44 ในทางปฏิบัติ เพราะกำหนดให้ไทยกับกัมพูชาดำเนินการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมภายในพื้นที่ OCA ทั้งหมด (the entire area of OCA) โดยให้ละทิ้งประเด็นการแบ่งเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน (…leave the issue of maritime boundary delimitation for later)

ส่วนข้อ 2 ระบุให้แบ่งผลประโยชน์กันอย่างเท่าเทียม 50:50 ทั้ง ๆ ที่แหล่งปิโตรเลียมอยู่ใกล้ฝั่งไทยมากกว่าฝั่งกัมพูชา ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2560

เท่ากับเป็นการทำลายหัวใจของ MOU 44 เพราะจะไม่มีการแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนืออีกต่อไป มีแต่การแบ่งผลประโยชน์เต็มพื้นที่ OCA ทั้งหมด ซึ่งกินอาณาบริเวณมากกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และประชิดติดเกาะกูด ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนพื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตรใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเท่านั้น

ถามว่าที่กัมพูชากล้าเสนอหักดิบข้อตกลงเดิมเช่นนี้ เพราะได้รับสัญญาณจากการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายไทยไม่ว่าในระดับใดด้วยหรือเปล่า เพราะก็ไม่เป็นที่ปิดบังหรอกว่าหน่วยงานไทยบางหน่วยที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ผู้หลักผู้ใหญ่ในฝ่ายการเมืองบางคน รวมทั้งภาคเอกชนบางส่วน ก็มีแนวคิดใกล้เคียงกันประมาณนี้ คือต้องการแยกเจรจาเฉพาะเรื่องพัฒนาปิโตรเลียมให้นำขึ้นมาใช้โดยพักเรื่องเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน หรือสรุปคำถามนี้ให้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าฝ่ายไทยรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่า

มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ช่วงปี 2557 - 2566 รวมทั้งเอกสารประกอบแวดล้อมต่าง ๆ พอจะบอกเล่าความจริงเป็นคำตอบได้ในระดับสำคัญ แต่จะยังไม่ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บในวันนี้ เอาเป็นว่ากระทรวงการต่างประเทศยืนหยัดคัดค้านเต็มที่ โดยทำหนังสือเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 ว่าไม่ควรรับข้อเสนอของกัมพูชา ยกเหตุผลหลายประกอบด้วยภาษาที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น

เริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลพื้นฐานว่านี่ไม่ใช่ของใหม่อะไร หากเป็นไปตามข้อเสนอเดิมของกัมพูชาตั้งแต่ครั้งประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2538 อันเป็นครั้งแรกในยุคที่ฮุนเซนเถลิงอำนาจขึ้นมาแล้ว เป็นความต้องการสูงสุด (Maximum Claim) ก่อนจะปรับท่าทีลดลงมาตามเนื้อหาที่ปรากฎใน MOU 2544 ในอีก 6 ปีถัดมา

ในเหตุผลข้อสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศเสนอไว้อย่างหนักแน่นว่า “…ในการกำหนดพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ระหว่างไทยกับกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าจะต้องสามารถอธิบายให้กับประชาชน นักวิชาการ ผู้มีส่วนได้เสีย และภาคประชาสังคมได้ และรัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบด้วย รวมทั้งจะต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

หน่วยงานเจ้าของเรื่องให้ความเห็นหนักแน่นแบบนี้ รัฐบาลไหนจะกล้าไม่เชื่อบ้างล่ะ ? ประกอบกับช่วงเวลานั้นก็ใกล้เลือกตั้งทั่วไปมากแล้ว ร่างข้อตกลงเถยจิตของกัมพูชาจึงพับไป

ประเด็นนี้ต้องขอชื่นชมกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพลังงานในช่วงปี 2559 - 2560 ที่ยืนหยัดต่อสู้แนวคิดพักการเจรจาเรื่องเขตแดนไว้ก่อนมาหลายปีก่อนหน้าการเสนอความเห็นครั้งสุดท้ายต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566

ณ วันนี้ MOU 44 ถึงมีไว้ก็เหมือนไม่มี

ข้อดีที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เค้นมันสมองคิดค้นออกแบบไว้เมื่อ 25 ปีไร้ผลโดยสิ้นเชิง

ถือเป็น “ก้าว(แรก)ที่ใช่” ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลและรัฐมนตรีต่างประเทศสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วที่พูดชัดถ้อยชัดคำเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าจะยกเลิก MOU 44 จะไม่ยอมเสียเขตแดนทางทะเล และจะไม่แบ่งปิโตรเลียม

นายกรัฐมตรีอนุทิน ชาญวีรกูลยังมี “ก้าว(สอง)ที่ใช่” ตามมาอีกในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมสำหรับการยกเลิก MOU 44 ในรัฐบาลหน้า

ผมขอเสนอ “ก้าว(สาม)ที่ใช่” ด้วยการให้ท่านกรุณาเขียนบรรจุไว้ให้ชัดเจนในนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะแถลงต่อรัฐสภาในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ซึ่งสิ่งที่จะได้มาคือมุมมองและความเห็นจากสมาชิกรัฐสภาในการอภิปราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...