ภูมิใจไทย เร่งเครื่อง 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจ แก้รวยกระจุก จนกระจาย
พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ชนะเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ห่างจากพรรคอันดับ 2 คือ พรรคประชาชน ขาดลอย กุม สส.ได้มากที่สุด 193 เสียง
“อนุทิน” มั่นใจว่าจะอยู่ครบ 4 ปี และอยู่ 4 ปีแบบมีผลงาน โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยชูนโยบาย 10 พลัส ตั้งเป้าหมายจีดีพีโต 3% พลัส
ส่องนโยบายพรรคภูมิใจไทยที่แจ้งไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีด้วยกัน 8 นโยบาย ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 148,326,000,000 บาท
นโยบายแรก ไม่ต้องใช้เงินแต่ได้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และได้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
คุ้มค่าในเชิงบริหารและการใช้ทรัพยากรของรัฐ ได้บุคคลที่มีความรู้และมีประสบการณ์ตรงกับภารกิจ ขับเคลื่อนนโยบายมีความเป็นมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน ตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ดี
ยกเครื่องการศึกษา
นโยบายที่ 2 การศึกษาเท่าเทียม พลัส (เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา) ประกอบด้วย Online Learning Platform เรียนฟรีออนไลน์-Skill Bridge สะพานพาคนไทยสู่อนาคต เรียนจบ มีงานทำ เอกชนร่วมเขียนหลักสูตร-Learning Passport สะสมผลการเรียน เทียบโอนหน่วยกิตได้ เก็บครบ รับปริญญาบัตร
ใช้งบประมาณ 700 ล้านบาท ในปีแรก เพื่อใช้จัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเกลี่ยงบฯจากค่าหนังสือเรียน ปี 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่วนที่มาของเงิน โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี-การบริหารงบประมาณภาครัฐ แนวใหม่ เกลี่ยงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อย มาใช้ประโยชน์
มีความคุ้มค่า คือยกระดับโอกาสคนไทยทุกช่วงวัย ลดต้นทุนทางสังคม เช่น การว่างงาน ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สำหรับประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย เชื่อมการเรียนกับการทำงานผ่านแพลตฟอร์ม Upskill, Reskill ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ เพิ่มโอกาสการมีงานทำและการเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
2 นโยบายความมั่นคง
นโยบายที่ 3 สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกรานชายแดนไทย-กัมพูชา มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร สร้างกำแพงกิโลเมตรละ 8.66 ล้านบาท ซึ่งเป็นนโยบายที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อนุมัติหลักการให้สร้างรั้ว กำแพง เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณความร่วมมือกับภาคเอกชน ส่วนความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย คือ เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงและป้องกันปัญหาตามแนวชายแดน ป้องกันการข้ามแดน เช่น แรงงานเถื่อน ป้องกันการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติด
นโยบายที่ 4 ทหารอาสา จำนวน 100,000 คน รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลาประจำการ 4 ปี มีการฝึกอาชีพ เรียนหนังสือ มีโควตาสอบเป็นนายสิบ โดยใช้งบประมาณ 22,700 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นเงินเดือน 14,400 ล้านบาทต่อปี สวัสดิการ 8,300 ล้านบาทต่อปี
ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อนและมีความจำเป็นน้อย ทำให้ได้ภาพลักษณ์กองทัพสมัยใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่น ได้ทหารอาสาที่สมัครใจ แทนทหารเกณฑ์ ยกระดับทหารอาสาเป็นกำลังพลที่มีคุณภาพ เพิ่มการฝึกเฉพาะทาง มีวุฒิบัตรวิชาชีพต่อยอดในตลาดแรงงาน
นโยบายที่ 5 พยาบาลอาสา ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) อัตราจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ใช้งบประมาณ 13,500 ล้านบาทต่อปี ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อนและมีความจำเป็นน้อย โดยความคุ้มค่า เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เสริมระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ สร้างอาชีพใหม่ มีเงินหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชน
ลดค่าไฟ ลดค่าครองชีพ
นโยบายที่ 6 ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) จำนวน 22 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 63,360 ล้านบาทต่อปี มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี รายได้จากพลังงานสะอาด โซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนไฟฟ้าได้บางส่วน สำหรับความคุ้มค่าคือ ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเพื่อมีกำลังซื้อมากขึ้น โดยตัดค่าดำเนินการไม่ผ่านหน่วยงานกลางและตัดภาษีซ้ำซ้อน
ประโยชน์ที่จะได้รับ คือ ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น และปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่เพื่อกระตุ้นให้ประหยัดพลังงาน
นโยบายที่ 7 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท จำนวน 60 งวด ใช้งบฯ 3,200 ล้านบาทต่อปี โดยใช้งบฯจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี-กองทุนพลังงาน-งบฯสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า-การร่วมลงทุนของภาคเอกชน-Green Finance-Direct PPA (Power Purchase Agreement)
เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคตของประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว สนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียว และ Net Zero ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน-ช่วยลด PM 2.5 ช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน ประชาชนประหยัดค่าน้ำมัน ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
เดินหน้าคนละครึ่ง
นโยบายที่ 8 คนละครึ่งพลัส (ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย) วงเงินที่ใช้ มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 44,000 ล้านบาท โดยให้เหตุผลความคุ้มค่า คือ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ร้านค้ามีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ส่วนประโยชน์จากการดำเนินนโยบาย คือ กระตุ้นการใช้จ่ายและกำลังซื้อ-ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน-สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ มีเงินสะพัดกว่า 80,000 ล้านบาท ช่วย Upskill & Reskill เพิ่มทักษะค้าขายออนไลน์ เสริมสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อย
ขณะที่ความเสี่ยง ต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบรัดกุม เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายแบบระยะสั้น ต้องมีการวางแผนระยะยาวควบคู่กัน
เดินหน้าแก้หนี้
สำหรับนโยบายสำคัญอื่น ๆ ที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้แจ้งกับ กกต. เนื่องจากไม่ใช้งบประมาณ อาทิ นโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” สำหรับประชาชนที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ใช้กองทุน FIDF เข้ามาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
นโยบายการส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านบัญชีออมส่วนบุคคลแบบไม่เก็บภาษีเงินปันผล (TiSA) เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินในวัยเกษียณ
นโยบายสูงวัยพลัส ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท
นอกจากนี้ยังเสนอจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ จัดทำประกันภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกัน 1,000 บาทต่อครัวเรือน หากเกิดภัยพิบัติและระบบ AI ตรวจพบข้อมูล จะจ่ายเงินเยียวยาทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท
เอกนิติ เดินหน้า 10 Plus
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและ รมว.คลัง ที่คาดหมายว่าจะกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง ได้ให้สัมภาษณ์ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง อธิบายนโยบายเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยที่จะมาทำต่อว่า ที่มาที่ไปของนโยบาย 10 Plus เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศ
แบ่งเป็น 5 Plus แรก เพื่อให้เติบโตทั่วถึง เพราะประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเยอะ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหารวยกระจุก จนกระจาย
คนกลุ่มที่ 1 คนตัวเล็กตัวน้อย Plus จะต้องดูแลมนุษย์เงินเดือนและกลุ่มเปราะบาง เติบโตอย่างทั่วถึง เช่น นโยบายค่าไฟฟ้า หน่วยละ 3 บาท
คนกลุ่มที่ 2 คือ คนสูงวัย อีก 10 ปีจะมีคนสูงวัยในประเทศไทยถึง 30% จะทำอย่างไรไม่ให้เป็นภาระ คือ นโยบายสูงวัยพลัส ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี
กลุ่มที่ 3 คือ SMEs Plus จะส่งเสริม Made in Thailand SMEs อยากให้เป็นของที่ผลิตในประเทศไทย ธุรกิจจะได้เติบโตได้
กลุ่มที่ 4 คือ ชุมชน Plus แก้หนี้ สร้างงานในชุมชน เพื่อทำให้ชุมชนเติบโต คนต่างจังหวัดจะไม่ต้องเข้ามาในเมือง
กลุ่มที่ 5 คือ ธุรกิจ Plus ส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตควบคู่การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เพราะถ้าคนข้างล่างเดือดร้อน ธุรกิจก็จะได้รับผลกระทบ
ส่วนอีก 5 Plus หลัง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
กลุ่มที่หนึ่ง คือ นโยบายการศึกษาเท่าเทียม Plus (Skill Bridge) เพราะนักลงทุนต่างประเทศบอกว่าไทยมีแรงงานที่มีทักษะไม่พอ Skill Bridge เป็นสะพานเชื่อมให้เด็กที่เรียนจบ หรือผู้สูงวัย มาเรียนเพิ่มทักษะ เรียนฟรี มีงานทำ
กลุ่มที่สองเศรษฐกิจสีเขียว Plus เพราะความต้องการของนักลงทุนต่างประเทศ ข้อหนึ่งคือ “ไฟฟ้าสะอาด” ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ Direct PPA ส่งเสริม Floating Solar, Solar ชุมชน
กลุ่มที่สาม การลงทุน Plus ผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบไฟฟ้า Smart Gird ทำสายส่ง เพื่อขายไฟให้กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยจะได้พลังงานสะอาดและได้การลงทุนที่โตขึ้น
กลุ่มที่สี่ คือ Trade Plus ในการหาตลาดใหม่ให้กับการส่งออกสินค้าไทย โดยมี “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ที่จะเข้ามาเป็นรองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ดูเรื่องของตลาด ทำให้ไทยค้าขายได้
กลุ่มที่ห้า คือ Thailand Plus หรือ BOI Fast Pass เป็นเหมือนทางด่วนสำหรับการขอส่งเสริมการลงทุน ปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐ เร่งให้อนุมัติไวขึ้น โดยมีเงื่อนไขจะต้องลงทุน 20% ภายในปี 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภูมิใจไทย เร่งเครื่อง 10 Plus ฟื้นเศรษฐกิจ แก้รวยกระจุก จนกระจาย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net