SONIC ปั้นธุรกิจกำไรงาม เป้าเบี้ยประกัน 200 ล้าน
#SONIC #ทันหุ้น – SONIC สบช่องลุยธุรกิจใหม่ โบรกเกอร์ประกันภัยครบวงจร ลงทุนต่ำกำไรดี ชี้เป็น New S-Curve ตั้งเป้าเบี้ยประกันปีแรก 200 ล้านบาท แย้มมาร์จิ้นดีกว่าธุรกิจหลักแม้แข่งขันสูง เจาะฐานลูกค้าเดิม เน้นกลุ่ม B2B และรถใหญ่
ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซนิค อินเตอร์เฟรท จำกัด (มหาชน) หรือ SONIC เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ความคืบหน้าหลังบริษัทได้จดตั้งบริษัทย่อยใหม่คือ บริษัท โซนิค อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ จำกัด (โซนิค อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์) จะดำเนินธุรกิจด้านประกันภัย ซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ของ SONIC และช่วยเสริมบริการให้ครบวงจรยิ่งขึ้น
สำหรับธุรกิจโบรกเกอร์ประกันภัยนี้ถือเป็น New S-Curve ของกลุ่ม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงมากเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังมี Margin (ส่วนต่างกำไร) ที่ดีกว่าธุรกิจหลัก และมีการแข่งขันที่แม้จะดูรุนแรงแต่ยังถือว่าน้อยกว่าธุรกิจเดิมที่ทำอยู่
** เข้าสู่ธุรกิจประกันภัย
“การรุกเข้าสู่ธุรกิจโบรกเกอร์ประกันภัยในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญเพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่ที่ยั่งยืนและใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” ดร.สันติสุข กล่าว
กลยุทธ์หลักในช่วงแรกจะมุ่งเน้นไปที่การ Cross-Sell กับฐานลูกค้าเดิม ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งปกติมีการใช้บริการประกันภัยอยู่แล้วแต่ผ่านเจ้าอื่น โดยจะเน้นกลุ่ม B2B (Business-to-Business) เป็นหลัก เช่น ประกันภัยสำหรับรถขนส่งขนาดใหญ่ (Fleet) เนื่องจากบริษัทมีเครือข่าย Subcontract และรถขนส่งของตัวเองอยู่แล้ว
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะนำเสนอในธุรกิจประกันภัย ประกอบด้วย ประกันภัยรถยนต์ ครอบคลุมทั้งรถใหญ่ รถเก๋ง และรวมถึงประกันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV), ประกันทรัพย์สินและโรงงาน ประกันตึก ประกันโรงงาน และประกันบ้าน และ ประกันชีวิต ซึ่งวางแผนจะเริ่มเป็นสเต็ปถัดไปหลังจากลงตัวกับประกันวินาศภัยแล้ว
** เป้าปีแรก 200 ล้าน
อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันในเฟสแรกไว้ที่ 200 ล้านบาท โดยโมเดลธุรกิจจะเป็นการส่งต่อเบี้ยให้กับบริษัทประกันชั้นนำภายในประเทศหลายแห่ง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลาย
“ตอนนี้เรารอใบอนุญาตจาก คปภ. ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 6-10 เดือนตามขั้นตอนของระบบราชการ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าการที่เป็นบริษัทที่มีตัวตนชัดเจน อยู่ในบริษัทหลักทรัพย์ และมีการทำธุรกิจจริง จะช่วยให้กระบวนการต่างๆ ราบรื่น” ดร.สันติสุข กล่าว
สำหรับสถานะธุรกิจหลัก ในส่วนของคลังสินค้ายังอยู่ในทิศทางที่ดี แต่ก็ยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่ค่อยดีนัก ทำให้ผลประกอบการปี 2568 อาจไม่หวือหวาเท่าปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยเฉพาะธุรกิจคลังสินค้าที่ปัจจุบันยังมีผู้ใช้บริการเต็มตลอด