โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘กล้าธรรมนัส’ ล็อกอาวุธลับ รอวันรบ ‘ครูใหญ่สีน้ำเงิน’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พรรคร่วมรัฐบาล ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ผสมกับพรรคเพื่อไทย และมีอะไหล่พรรคเล็กพรรคน้อยร่วมรัฐนาวา ประกอบกำลังกัน เกือบ 300 เสียง

ผู้จัดการรัฐบาลหลังฉาก คำนวณลมฟ้า อ่านพยากรณ์การเมืองสเต็ปต่อไป ไม่จำเป็นต้องมีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ตัวหารเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละพรรค แต่ละกลุ่ม แต่ละซุ้มบ้านใหญ่ ลดน้อยลงตามไปด้วย

ดังนั้น “พรรคสีเขียว” กล้าธรรม ที่มี สส. เขต 56 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 2 คน จึงถูกกาออกจากสมการร่วมจัดตั้งรัฐบาลทันที นับแต่รู้ผลหย่อนบัตรเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 2569

ฉะนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเป็นการรวมตัวของพรรคการเมืองที่ผสมไปด้วย “ส้ม-เขียว-ฟ้า” พรรคประชาชน 120 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง และจะประกอบกำลังไปด้วยพรรคเล็กที่ไม่ร่วมสังฆกรรมรัฐบาลภูมิใจไทย

ผู้นำพรรคกล้าธรรม อย่าง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รู้เกมจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้า ทำให้ออกอาการขึงขังอยู่ตลอด หลังเห็นสัญญาณพรรคภูมิใจไทยเปิดดีลกับพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ 13 ก.พ. 2569

ร.อ.ธรรมนัส เปิดปากให้สัมภาษณ์ท่าทีของพรรคกล้าธรรม ตั้งแต่ 27 ก.พ. 2569 ถึงดีลร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยและไม่มีสัญญาณเรียกจากพรรคน้ำเงิน รวมทั้งยังประกาศว่า “การเมืองไม่มีสัญญาอะไร มีแต่วันพรุ่งนี้ ไม่มีเมื่อวาน”

"หากวันหนึ่งได้รับคำตอบชัดเจนว่าเขาพร้อมแล้ว โดยที่ไม่มีพรรคกล้าธรรม เราก็พร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ ผมมีจุดยืนของผม และพรรคกล้าธรรมก็มีจุดยืน เราจะไม่วิ่งเข้าไปหาโดยไม่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่สไตล์ผม" ร.อ.ธรรมนัสกล่าว" ร.อ.ธรรมนัส ระบุ

ถึงแม้ความเป็นพันธมิตรทางการเมืองหน้าฉากระหว่าง “นายกฯ หนู” และ “ผู้กองนัส” จะมีไมตรีที่ดีต่อกัน แต่เมื่อนักข่าวถามย้ำถึงคนหลังฉากพรรคสีน้ำเงินอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ร.อ.ธรรมนัสกลับตอบว่า “ทำไมต้องคุยกับท่านเนวิน อย่าดึงท่านมาเกี่ยว อย่างการดีลจัดตั้งรัฐบาลครั้งที่แล้ว ผมก็พูดคุยเพียงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้นอย่าดึงบุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้อง เดี๋ยวจะผิดกฎหมาย”

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า “ร.อ.ธรรมนัส” ปฏิบัติการแตกหักกับ “พรรคเพื่อไทย” มาร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคภูมิใจไทยเมื่อปลายปี 2568 นั้น เพราะรู้ว่าเหลือเวลาจะเลือกตั้งใหญ่ในต้นปี 2569 การเก็บอาวุธ และสรรพกำลังไว้ก่อนจึงได้เปรียบ

ในทางลับ คีย์แมนบ้านใหญ่ในพรรคน้ำเงินจึงฝากเลี้ยงผู้สมัครในซุ้มของตัวเองไว้ที่พรรคกล้าธรรมส่วนหนึ่ง เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกัน แต่ในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ การแบ่งพื้นที่กันระหว่าง “พรรคน้ำเงิน” และ “พรรคสีเขียว” กลับต้องแลกมาด้วยการต่อสู้ และห้ำหั่นในพื้นที่อย่างหนัก

ทำให้บิ๊กการเมืองค่ายน้ำเงินมองว่า หากปล่อยให้ “พรรคกล้าธรรม” ร่วมรัฐบาล เท่ากับให้อาวุธกับพรรคใหม่มาแรง กระดานอำนาจในวันข้างหน้า พรรคที่จะเป็นคู่แข่งหลักในเกมระบบจัดตั้งจะไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แต่ละเป็นพรรคกล้าธรรมที่มาท้าทายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย

นั่นจึงเป็นที่มาว่า ก่อนจัดตั้งรัฐบาลจึงมีกระแสข่าวปล่อย เพื่อสกัดผู้นำจิตวิญญาณพรรคกล้าธรรม โดยวางกฎเหล็กของรัฐมนตรีชุดใหม่ ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

สัญญาณนี้จึงส่งตรงมายัง “ร.อ.ธรรมนัส” และต่อมา่จึงประกาศล่วงหน้าพร้อมเป็นฝ่ายค้าน แน่นอนว่า พรรคกล้าธรรมในฐานะเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน คงต้องเก็บอาวุธลับเอาไว้ เพื่อรอวันเอาคืน โดยเฉพาะมีการพุ่งเป้าตรงไปที่คดีเขากระโดง ที่หนามยอกอกครูใหญ่สีน้ำเงิน และเครือข่ายคนบุรีรัมย์มาโดยตลอด

ต้องไม่ลืมว่า “ร.อ.ธรรมนัส” ทำการเมืองด้วยใจนักเลง พร้อมที่จะแตกหักกับคนที่ร่วมงานได้เสมอ หากถึงวันที่จำเป็นต้องใช้เกมในสภาฯ ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็คงได้เห็นการชำแหละผู้มีบารมีหลังฉากพรรคน้ำเงิน โดยเฉพาะการเก็บอาวุธลับ พร้อมท่าไม้ตาย ที่เคยคุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นมาดิสเครดิต

แน่นอนว่า การเปิดฉากรบในบทฝ่ายค้านนั้น พรรคกล้าธรรม ยังต้องการฟื้นภาพที่ถูกมองว่ามีบาดแผลทางการเมือง ที่ถูกโจมตีอย่างหนักระหว่างเลือกตั้งว่า เป็นพรรคที่เข้าข่ายทุนสีเทา หากทำผลงานได้ดีระหว่างเป็นฝายค้าน ก็อาจได้แต้มเห็นใจกลับคืนมา

สัญญาณรอวันรบระหว่าง ผู้นำจิตวิญญาณ “กล้าธรรม” และ “ภูมิใจไทย” คงได้เห็นปรากฎการณ์ผ่านเวทีนิติบัญญัติเป็นฉากแรก เพื่อรอวันเอาคืนกันเป็นระยะ จนกว่าจะถึงศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป

ภายใต้บริบทการเมือง ซึ่งชนชั้นนำออกแบบให้เกิดรัฐบาลผสมไร้เสถียรภาพ โดยคนการเมืองอ่านทิศทางลมแล้วยังคงฟันธงว่า ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่ประกอบด้วยบ้านใหญ่หลายซุ้ม อาจเป็นเงื่อนไขหลักที่ต้องยุบสภาในท้ายที่สุดอยู่ดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...