พาณิชย์ ลุยกวาดล้าง 15 นอมินี ต้นเหตุราคามะพร้าวน้ำหอมผันผวน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดสาเหตุราคามะพร้าวน้ำหอมไทยผันผวน พบปัญหาต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ สินค้าปลอมปน และล้นตลาด เตรียมกวาดล้างนอมินีกว่า 15 บริษัทเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรไทย
6 มี.ค. 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภารณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างมะพร้าวน้ำหอมไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้ทราบถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมของไทยมีความผันผวนอย่างหนัก โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย
1. ด้านห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมไทย
ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไทยมี 2 ขนาด คือ ขนาดมาตรฐานส่งออก (หน้าสวนลูกละ 4-5 บาท ควั่นแล้วน้ำหนักกว่า 1 กก.) และขนาดที่มีผลลีบเล็กไม่สามารถส่งออกได้ (หน้าสวนลูกละ 2 บาท) โดยห่วงโซ่อุปทาน เริ่มต้นจาก
1.1 เกษตรกรปลูกมะพร้าวเมื่อผลผลิตออกจะดำเนินการ ขายปลีกเอง หรือ ขายผ่านคนกลาง ขายส่งโรงงาน
1.2 โรงงานคัด-ตัดแต่งผลสด หากมะพร้าวได้ไซต์มาตรฐานจะดำเนินการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ หรือ ขายในประเทศ ผ่านตลาดค้าส่ง-ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า
1.3 อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยส่งผลตกเกรดมาตรฐานไปเจาะเพื่อทำเครื่องดื่มน้ำมะพร้าว ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร/ขนมหวาน ซึ่งปัจจุบันผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไซต์เกรดมาตรฐาน (ส่งออก) มีประมาณ 30% ขณะที่ ไซต์ตกเกรดมาตรฐานมีประมาณ 70%
2. ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
2.1 ภาคการเกษตร ในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ จาก 235,903 ไร่ ในปี 2564 เป็น 305,706 ไร่ ในปี 2568 และเมื่อผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด (532,942 ตัน ในปี 2564 เป็น877,681 ตัน ในปี 2568 โดยเฉพาะปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 49.80%)
ในทางกลับกันมูลค่าการส่งออกจากปี 2566 สูงถึง 9,888.92 ล้านบาท ลดลงต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน โดยในปี 2568 เหลือเพียง 6,456.52 ล้านบาท ซึ่งเมื่ออุปทานมากกว่าอุปสงค์ เป็นเหตุให้ราคาตกต่ำ และส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงมากไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ
2.2 ภาคผลสดส่งออก แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ
- โรงงานของคนไทยที่มีมาตรฐานสากล ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงกว่าในการปฏิบัติตามกฎหมายโรงงาน ทั้งภาษี การทำมาตรฐานสากลต่างๆ ด้านคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานอาหาร ขณะที่ลูกค้าต่างชาติชะลอการสั่งซื้อสินค้า สูญเสียตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมให้กับประเทศอื่น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและมีความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่าไทย (จีนเป็นตลาดส่งออกที่มีมูลค่าถึง 80% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งในปี 2566 ไทยเคยครองส่วนแบ่งถึง 75% แต่ปี 2568 ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือเพียง 48%) นอกจากนี้ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทย ผันตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ/ขาย
- โรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี มีการลงทุนที่ครบวงจรตั้งแต่ การเช่าเหมาสวน โรงผลิต โรงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง-ส่งออก มีช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทำให้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควบคุมราคารับซื้อ/ขายได้หมด และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น มีต้นทุนที่ต่ำกว่า จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (บางแห่ง) หรือไม่ได้มีการทำระบบมาตรฐานเต็มรูปแบบ *แสดงบัญชีขาดทุนในไทยแต่กำไรปลายทางอยู่ต่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลของนักลงทุนต่างชาตินั้นส่งเสริมการลงทุน ช่วยเรื่องภาษีในการนำเข้าสินค้าจากบริษัทต่างชาติของตนเองในไทย
2.3) ภาคแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน
- บริษัทของคนไทยเป็นโรงงานมาตรฐาน โดยโรงงานใช้มะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% โรงงานที่เป็นน้ำมะพร้าวปรุงแต่งมีการแจ้งปริมาณสัดส่วนปรุงแต่งที่แท้จริง
- บริษัทนักลงทุนต่างชาติ โดยโรงงานที่ดำเนินการผลิตได้ตามมาตรฐานมีทั้งมะพร้าวน้ำหอม 100% และที่มีมะพร้าวน้ำหอมปรุงแต่งผสมตามสัดส่วนที่ใช้จริง ขณะที่โรงงานที่ดำเนินการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ผลิตน้ำมะพร้าวปลอมปน หรือผสมปรุงแต่ง แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนที่ใช้จริง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมปัญหามะพร้าวน้ำหอมของไทย ได้แก่ สินค้าปลอม เช่น เติมน้ำตาล แต่งกลิ่น และ ผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่แจ้งว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลกระทบต่อมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% คือ ของแท้ขายไม่ได้ โรงงานไทยสู้ราคาถูกไม่ได้ ผู้บริโภคเข้าใจผิดรสชาติมะพร้าวไทย ประเทศไทยเสียชื่อเสียง โดยปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อเนื่อง คือ ขายมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้ โรงงานหยุดรับซื้อ เกษตรกรขาดรายได้ ลดคุณภาพสวนราคาตกต่ำ
3. สรุป อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยเผชิญปัญหา 4 วิกฤต คือ
3.1 ช่วงผลผลิตขาดตลาด ราคาพุ่งสูง แข่งขันในตลาดไม่ได้
3.2 ช่วงผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำ โรงงานเกิดภาวะ Over Stock
3.3 การแข่งขันต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ
3.4 สินค้าปลอมปนทำลายคุณภาพและราคามะพร้าวน้ำหอมไทย
4. แนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น-กลาง ที่จะช่วยกระตุ้นราคามะพร้าวน้ำหอมอยู่เหนือจุดคุ้มทุน
4.1 ภาคการเกษตร ต้องมีระบบบริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก-ป้องกันภาวะมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด โดยภาครัฐช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรให้มีเงินทุนในการบำรุงสวนมะพร้าว
4.2 ภาคการผลิต ภาครัฐต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกันทุกกลุ่มนักลงทุนโดยไม่มีข้อยกเว้น ต้องดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงาน การกำหนดราคารับซื้อ และตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น (นอมินี) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกกลุ่มผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการจัดระเบียบมาตรฐานสินค้า โดยแยกพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับมะพร้าวผสม และปราบปรามสินค้าปลอม ปกป้องสินค้าแท้ 100% และต้องมีการสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม
4.3 ภาคการตลาด ต้องพยายามรักษาตลาดเดิมให้ได้มากที่สุด และเพิ่มเติมหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันตลาดเก่าที่เริ่มซบเซาภาครัฐต้องฟื้นฟูเพื่อให้ได้คำสั่งซื้อกลับคืนมาหรือเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการผูกขาดได้ในระยะยาว รวมถึง การรณรงค์กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
นายพูนพงษ์ เปิดเผยว่า โครงสร้างมะพร้าวน้ำหอมไทยทั้ง 4 ด้าน ที่กรมฯ ได้ทำการวิเคราะห์มา จะฉายภาพให้เห็นถึงกระบวนการหรือขั้นตอนภาพรวมของมะพร้าวน้ำหอมไทยอย่างครบวงจร ทำให้ทราบถึงต้นตอความผันผวนของราคามะพร้าวน้ำหอมไทยได้อย่างชัดเจน ซึ่งราคาหน้าสวนปัจจุบันไม่เพียงพอกับการดำรงชีพของเกษตรกร ซึ่งคงต้องดูโครงสร้างราคาตลอดห่วงโซ่จนถึงราคาขายปลีกที่ปลายทาง หากพบการเอาเปรียบต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ขณะที่มะพร้าวน้ำหอมไซต์ขนาดไม่ได้มาตรฐาน กระทรวงพาณิชย์ได้ทำการหาตลาดภายในประเทศเพื่อกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ทั้งเปิดจุดจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำน้ำมะพร้าวน้ำหอมตกเกรดนั้นไปใช้ในกิจกรรมหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น”
“กระทรวงพาณิชย์ พร้อมให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยเพื่อก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้ ซึ่งทุกภาคส่วนคงต้องช่วยกันแก้ไขทั้งระบบ และจะติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยความมั่นใจว่ามีภาครัฐคอยให้การสนับสนุนให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและเป็นธรรม”
ขณะที่วันนี้ (วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสรรพากร กรมการจัดหางาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน *สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า *กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ และ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางแนวทางการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ และการตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบกิจการล้งผลไม้ ณ ห้องม่วงเทพรัตน์ ชั้น 7 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ
รวมทั้งรับฟังข้อมูลและการสะท้อนปัญหาในการบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะปัญหากลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การขึ้นทะเบียนล้ง การใช้แรงงาน การเลี่ยงภาษี และการดำเนินธุรกิจที่อาจแทรกซึมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และร่วมกันกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอย่างไม่เป็นธรรม โดยเน้นการตรวจสอบเชิงลึก และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เบื้องต้นตรวจพบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง (ล้งผลไม้) ที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี จำนวน 15 บริษัท ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยได้ส่งรายชื่อนิติบุคคลนั้นให้หน่วยงานข้างต้นทั้ง 7 หน่วยดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ขณะเดียวกันได้พบบุคคลไทยที่เชื่อว่าอาจให้การสนับสนุนบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีอีก 10 ราย ซึ่งกรมฯ ก็ได้ส่งให้รายชื่อและข้อมูลให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป”