เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยเป็นไปได้ในมุมมองของนักคิด นักเขียนและนักวิชาการ
สถานการณ์ทางการเมืองในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 การออกเสียงประชามติเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่กำลังเป็นวาระสำคัญ iLaw จึงได้เริ่มโปรเจกต์เพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิด และเชิญชวนให้สังคมร่วมกันจินตนาการถึงประเทศไทยที่เป็นไปได้ในทางที่ดีกว่าเดิม หากเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โปรเจกต์นี้จึงมุ่งหวังที่จะพาผู้คนก้าวออกจากกรอบรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยการนำเสนอภาพอนาคตที่เป็นไปได้จริงผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สังคมเห็นว่า หากเรามีรัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีได้อย่างไรบ้าง
สารบัญ
แสดง / ซ่อน
หนึ่งเสียงของทุกคน ทลายวงล้อมของความฉ้อฉลได้
ประชามติรัฐธรรมนูญ มีไว้ทำไม?
จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่: เปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีรัฐสภาที่ตอบโจทย์ประชาชนกว่านี้ได้
หนึ่งเสียงของทุกคน ทลายวงล้อมของความฉ้อฉลได้
ธงชัย วินิจจะกูล เสนอทัศนะต่อสภาพสังคมการเมืองไทยที่องค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐยืนยังอยู่ได้แม้กระทำการที่ค้านสายตาประชาชนด้วยเหตุผลว่า พวกเขา “ทำตามกฎหมาย” สภาพ “รัฐกาฝาก” ที่ได้รับการหนุนหลังจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกมองว่าเป็นรากฐานที่สร้าง "วงล้อมของชนชั้นนำ 1%" เพื่อกักขังและสูบกินความหวังของ “ประชาชน 99%” ธงชัยมองว่าการออกเสียงประชามติครั้งนี้คือโอกาสสำคัญที่ประประชาชนจะใช้ "หนึ่งเสียง" ในคูหาเพื่อแสดงพลัง "เห็นชอบ" ให้มีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจะเป็นก้าวแรกในการทลายวงล้อมของอำนาจที่ฉ้อฉล
กี่ครั้งแล้วที่การทุจริตใช้อำนาจฉ้อฉลเห็นกันจะๆ ชัดแจ้ง กลับได้รับการปกป้องจากกลไกสารพัดของรัฐปรสิต (หรือรัฐกาฝาก) ที่ปกป้องความผิดของตนเองหรือของคนผิดที่เป็นพวกตัวเองแทบทุกครั้ง
คนของรัฐปรสิตท่องแค่ว่า “ไม่ผิดกฎหมาย” เพียงแค่นั้น
เพราะคำกล่าวเช่นนี้มีทั้งผู้มีอำนาจในรัฐกาฝาก ศาล และองค์กรอิสระสารพัดกลุ่ม ออกมาช่วยกันยืนยันว่า “ไม่ผิดกฎหมาย” “ไม่ผิดกฎหมาย” “ไม่ผิดกฎหมาย”
ตึก สตง. ถล่มพังครืนลงมาทั้งตึก ก็ไม่มีใครต้องรับผิด มีคนตายก็ไม่ผิด เพราะ “ไม่ผิดกฎหมาย” “ทำตามกฎหมาย”
องค์กรทำลายความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า ฮั้วกันก็ไม่ผิด ตราบเท่าที่เป็นพวกตน เพราะ “ทำตามกฎหมาย” “ไม่ผิดกฎหมาย”
ความเน่าเฟะของหน่วยงานรัฐที่เอาเงินผู้ประกันตนไปถลุงสิ้นเปลือง ลงทุนซื้อตึกเกินราคาปกติหลายพันล้าน หรือทำให้มูลค่ากองทุนหายไปมหาศาล กระทบต่อชีวิตของทุกคนที่จ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ก็ไม่ผิด ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย
ไล่หมอที่ช่วยชีวิตคนนับร้อยพันในช่วงโควิดออกจากราชการ ก็เป็นการ “ทำตามกฎหมาย”
เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ หากย้อนกลับไปเดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว ปีก่อนหน้านั้น ปีก่อนหน้านั้นอีก มีอีกกี่สิบกี่ร้อยกรณีเกิดขึ้นแทบไม่เว้นวันที่รัฐกาฝากใช้อำนาจฉ้อฉล แต่ก็ปลอดจากความผิด เพราะไม่ผิดกฎหมาย ทำตามกฎหมาย
ซ้ำร้ายรัฐปรสิตกลับกลั่นแกล้งรังแก หาทางเอาผิด ปิดปากคนที่พูดดังๆ ลงโทษคนที่ต่อสู้กับการทุจริตฉ้อฉล
เพราะรัฐกาฝากได้รับการค้ำจุนหนุนหลังโดยรัฐธรรมนูญ จึงทำให้การกระทำผิดโดยรัฐและกลไกของรัฐกลายเป็นไม่ผิด และแทบไม่มีทางทำผิดกฎหมายเลยสักอย่าง
เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันออกแบบมาให้ทั้งวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช. กกต. กสทช. และกลไกสำคัญของรัฐปรสิต “เป็นอิสระ” จากการควบคุมของประชาชน จนสามารถใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล คอรัปชั่นโกงกินอย่างอิสระ
ที่ร้ายที่สุดก็คือสามารถทำให้ความผิดหายวับกลายเป็นไม่ผิด
ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางผิดกฎหมาย ตราบเท่าที่การโกงกินฉ้อฉลทั้งหลายเกิดจากคนและกลไกของรัฐปรสิต
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญทำให้กลไกเหล่านี้เกี่ยวโยงกันหมด ประกอบกันเข้าเป็นวงล้อมของชนชั้นนำ 1% ที่กักขังประชาชน 99% ไว้ในวงล้อมของอำนาจฉ้อฉลของพวกเขา เพื่อให้เขาสามารถฉ้อฉลใช้อำนาจโกงกินทุจริตเรื่อยไป
วงล้อมนี้มิได้เกิดจากคนเลวเพียงไม่กี่คน มิได้เกิดจากความผิดพลาดชั่วครั้งคราวของคนบางคน แต่วงล้อมนี้คือระบบโครงสร้างของรัฐราชการที่เป็นปรสิต สูบเลือด สูบวิญญาณ สูบทำลายความหวัง
รัฐธรรมนูญสร้างและค้ำจุนระบบที่เป็นวงล้อมของอำนาจที่ฉ้อฉล กักขังประชาชนไว้ เพื่อสูบเลือดเนื้อจนถึงวิญญาณของผู้คนได้ตามกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย
อนาคตของประชาชนถูกสูบไปทำลายต่อหน้าต่อตา อนาคตมืดมนลงทุกวัน ความหวังเลือนรางลงทุกที
การต่อสู้แทบเลือดตากระเด็นของคนจำนวนมากพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า
เพราะรัฐปรสิตโหดร้าย ไม่เห็นหัวผู้คนที่ตกอยู่ในกำมือของอำนาจฉ้อฉล
แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ เพราะรัฐปรสิตทำให้ประชาชน “กลัว” พวกมัน
แม้จะโกรธ อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แต่กลับไม่กล้าลงมือสู้ เราท่านรู้กัน มองสบตากันก็รู้ใจว่าเราโกรธ โกรธมากด้วย แต่เรากลัว
ไม่มีใครหรอกที่ไม่กังวลถึงคนในครอบครัว ไม่มีใครหรอกที่พร้อมจะเผชิญกับการสูญเสีย ไม่มีใครหรอกที่อยากขึ้นโรงขึ้นศาล
กลัวจนไม่กล้าโกรธ กลัวจนยอมจำนน
รัฐปรสิตเชื่อมั่นว่าประชาชนคนไทยกลัว ไม่กล้าหือไม่กล้าสู้กับพวกมัน เพราะเรากลัวความเจ็บปวด ไม่ว่าจากอาวุธ จากความรุนแรง ถูกรังแก หรือจากคดีความของหมาป่าที่หาเรื่องขย้ำลูกแกะได้เสมอ
แม้ประชาชนพยายามใช้หนทางรัฐสภา ก็ถูกรังแก รายชื่อหลายหมื่นที่รวบรวมมาอย่างยากลำบากกลับถูกปัดตกถูกเมิน “ตามกฎหมาย” ถูกถอดถอน ไล่ออก ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนถึงยุบพรรค
รัฐปรสิตใช้กลวิธีสารพัดอย่างไร้ยางอายหลายครั้งหลายหน รวมทั้งด้วยกฎหมาย การตีความและคำพิพากษาซึ่งฉ้อฉล
แต่พวกมันไม่แคร์เพราะรู้ว่าประชาชนกลัว
กลัวจนไม่อยากหวัง กลัวจนหมดหวัง กลัวที่จะมีความหวัง
คนไทยกลัวจนชีวิตหายไปแล้วครึ่งนึง เพราะจิตวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยความหวังกำลังจะตาย
เราทุกคนถูกทำลายความเป็นคนลงไปทุกที เพราะวงล้อมของอำนาจปรสิตที่มีรัฐธรรมนูญเลวๆหนุนหลัง
แต่ ณ ขณะนี้ เรามีหนทางต่อสู้อย่างสันติ มีโอกาสที่จะต่อสู้ก้าวแรกอย่างปลอดภัย ไม่ต้องกลัว ด้วยการใช้ปากกา X เห็นชอบ หนึ่งเสียงเพียงครั้งเดียวเองในคูหาลงประชามติ
การต่อสู้อย่างสันติครั้งนี้ อาจจะสามารถทลายวงล้อมของรัฐปรสิตได้ อย่างน้อยที่สุดเป็นก้าวแรก เพื่อจะมีก้าวต่อไป ก้าวต่อไป ก้าวต่อไป ที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่ค้ำจุนวงล้อมของรัฐปรสิตที่ฉ้อฉล
ทลายวงล้อมของรัฐปรสิตด้วยอำนาจเสียงของประชาชน
ขอเพียงอย่างเดียว…พวกเราจำนวนมากมากที่สุด…มากที่สุด ต้องออกมาช่วยกันออกเสียง “เห็นชอบ” กับประชามติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เพื่อให้มีครั้งต่อไป อีกครั้ง อีกครั้ง
มาช่วยกันเถิด หนึ่งเสียง เพื่อเป็นก้าวแรกที่จะเรียกคืนความหวังของเรา เรียกคืนวิญญาณที่ถูกสูบไปให้จงได้
กรุณาเดินเข้าคูหาลงประชามติ หนึ่งเสียงของเรา เพื่อทวงคืนความเป็นมนุษย์ของคนไทยทุกชีวิต
อย่ายอมจำนน อย่ากลัว
ทลายวงล้อมของอำนาจฉ้อฉลด้วยหนึ่งเสียงของเรา
ทลายความกลัวของของเรา เพื่อไปทลายวงล้อมของรัฐปรสิต
ทลายวงล้อมของอำนาจฉ้อฉลด้วยหนึ่งเสียงของเรา
ทลายความกลัวของของเรา เพื่อไปทลายวงล้อมของรัฐปรสิต
ทลายวงล้อมของอำนาจฉ้อฉลด้วยหนึ่งเสียงของเรา
X เห็นชอบ หนึ่งเสียงเพียงครั้งเดียวเองในคูหาลงประชามติ
ประชามติรัฐธรรมนูญ มีไว้ทำไม?
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ นอกจากคนไทยจะได้หย่อนบัตรเลือกตั้งกันแล้ว เรายังจะได้หย่อนบัตรออกเสียงประชามติว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
หน้าต่างแห่งโอกาสทางประวัติศาสตร์
โอกาสเช่นนี้มิใช่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ อันที่จริงต้องกล่าวว่า ครั้งนี้คือครั้งแรกที่คนไทยจะมีโอกาสส่งเสียงของตัวเองเพื่อผลักดันให้มีการเขียนกติกาสูงสุดของประเทศร่วมกัน
เพราะถ้าเราย้อนกลับไปในอดีต รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งถือว่าเป็นหมุดหมายของการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกว้างขวางกว่าฉบับอื่นๆ แต่ในครั้งนั้น การจัดทำก็เกิดขึ้นจากกระบวนการในรัฐสภาและจบที่รัฐสภา ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมใน 3 ส่วนคือ เลือกตั้งสมาชิกที่จะมาร่างจังหวัดละ 1 คน ร่วมเสนอความเห็นในกระบวนการรับฟัง และสนับสนุนเห็นชอบก่อนวันที่รัฐสภาจะตัดสิน
ครั้งนั้นยังไม่มีประชามติทั้งก่อนและหลังการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และฉบับ 2560 ล้วนเป็นผลผลิตของการรัฐประหาร และถูกเขียนขึ้นโดยคณะผู้ร่างที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารซึ่งประชาชนไม่ได้เลือกมา การรับฟังความเห็นทำอย่างจำกัดเป็นพิธี ถึงแม้ว่าจะมีการทำประชามติให้ประชาชนออกเสียงว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ตัวแทนของคณะรัฐประหารร่างขึ้น แต่การจัดทำประชามตินั้นขาดความบริสุทธ์ยุติธรรมเพราะเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่บ้านเมืองขาดสิทธิเสรีภาพ ใครรณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญก็ถูกจับกุมดำเนินคดี สื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพในการนำเสนอข้อดีและข้อเสียของรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้าน แถมประชาชนทั้งประเทศยังถูกขู่ว่า หากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็จะไม่ได้การเลือกตั้ง จนเกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ที่แม้จะไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว แต่กลัวว่าจะไม่ได้เลือกตั้ง นำมาสู่วลีที่ว่า “รับๆ ไปก่อนแล้วแก้ทีหลัง”
สุดท้ายก็รับไปก่อนแต่ไม่เคยสามารถแก้ไขได้จริง
มีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญ 2550 จากฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาชน แต่ก็ถูกขัดขวางโดยศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นก็มีความพยายามแก้ไขจากฝ่ายนิติบัญญัติและประชาชนหลากหลายกลุ่มมากมายหลายสิบครั้ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ (แก้ไขได้เรื่องเดียวคือระบบเลือกตั้ง) เนื่องจากถูกขัดขวางจากวุฒิสภา
ย้อนกลับไปทบทวนอดีต เพื่อชี้ชวนให้ทุกคนเห็นว่า ประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้มีความหมายสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนจะมีโอกาสตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะได้สิทธิใช้พลังในคูหาเพื่อเปิดประตูบานแรกไปสู่การเขียนกติกาสูงสุดของประเทศฉบับใหม่ร่วมกัน
ห้วงจังหวะนี้ จึงคือหน้าต่างแห่งโอกาสที่สำคัญ เพราะหากประตูบานนี้ถูกปิดลงตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1 สังคมไทยจะถูกกักขังให้ต้องอยู่กับกติกาที่เป็นมรดกตกทอดของคณะรัฐประหารไปตลอดกาล
ประชามติรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คือการเริ่มนับหนึ่ง
แม้ว่าจะมีการกล่าวอ้างว่า หากประชามติไม่ผ่าน ก็ยังสามารถแก้ไขทีละมาตราได้ แต่ในความเป็นจริงทางการเมืองของสังคมไทย หากผลประชามติออกมาในทางไม่เห็นชอบ มันก็จะถูกนำไปอ้างอิงให้ความชอบธรรมแก่ผู้มีอำนาจที่ไม่ต้องการให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังที่ผลประชามติรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และ 2560 เองยังถูกนำมาอ้างจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ยังมีอำนาจใน (การขัดขวาง) กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากนี้ คนที่อยากแก้รายมาตราก็จะไม่มีโอกาสได้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน
ดังนั้น หากผลประชามติออกมาในทางไม่เห็นชอบ โอกาสของการแก้ไขกติกาฉบับนี้จะถูกปิดตาย
ในทางตรงกันข้าม หากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศออกเสียงเห็นชอบในการลงประชามติครั้งนี้ มันคือการเริ่มนับหนึ่ง ย้ำว่าเป็นการ “เริ่มนับหนึ่ง” เท่านั้น เพราะหากประชามติผ่าน รัฐสภายังต้องมาถกเถียงกันว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยวิธีใด (how) คณะผู้ร่างจะมีองค์ประกอบอย่างไร มีจำนวนเท่าใด และออกแบบให้ประชาชนเลือกมาอย่างไร เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็ต้องกลับมาให้ประชาชนลงประชามติครั้งที่ 2 ว่าเห็นด้วยกับวิธีร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเสนอมาหรือไม่
หากประชามติครั้งที่ 2 ผ่าน คราวนี้คือการเปิดประตูบานที่ 2 ไปสู่การเลือกตัวแทนมาร่าง และออกแบบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (what) ซึ่งไม่ต้องห่วงว่าประชาชนจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพราะในกระบวนการร่าง ก็ต้องมีการจัดเวทีเปิดรับฟังความคิดเห็นไปทั่วประเทศให้ประชาชนได้ส่งเสียง พรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันก็สามารถแสดงความเห็นอย่างเต็มที่
ภายใต้บรรยากาศที่เปิดกว้างเป็นประชาธิปไตยมากกว่าสมัยยุคคสช. ประชาชนทุกฝ่ายจะสามารถเข้ามาถกเถียงแลกเปลี่ยนว่าจะแก้หรือไม่แก้หมวดใด แก้อย่างไร มีประเด็นอะไรที่ขาดหายไปในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เช่น สิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ มีอะไรที่ตกยุคล้าสมัยไม่เท่าทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เถียงกันจนครบถ้วนกระบวนความ เขียนออกมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ ก็ยังต้องเอากลับไปให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งเป็นรอบที่ 3 ว่าตกลงเห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นี่คือประตูบานที่ 3
มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “การตีเช็คเปล่า”
อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกท่านคงจะเห็นแล้วว่า เรายังต้องเดินทางกันอีกไกล แม้จะเปิดประตูบานแรกสำเร็จในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ก็ยังมีอีกหลายขั้นตอนและอีก 2 ประตูใหญ่ที่ยังรออยู่ข้างหน้า
จะเห็นได้ว่า ไม่มีใครหรือพรรคการเมืองใดเป็นผู้ครอบงำกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้ เพราะเงื่อนไขการแก้ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 และเงื่อนไขที่วางไว้โดยศาลรัฐธรรมนูญทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความซับซ้อน ฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า“การตีเช็คเปล่า” ในประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
นักวิเคราะห์หรือนักการเมืองคนใดที่ยังใช้วาทกรรมนี้เพื่อเชิญชวนให้คนกาไม่เห็นชอบคำถามประชามติ ถือว่าพูดความเท็จต่อประชาชน ยังไม่นับว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กลุ่มคนที่ได้“เช็คเปล่า” ในการจัดทำรัฐธรรมนูญจริงๆ คือ คณะรัฐประหารในปี 2549 และคณะรัฐประหารในปี 2557
เพราะประชามติครั้งแรกนี้ยังไม่ใช่การเถียงเรื่องวิธีการและเนื้อหาที่จะแก้ไขเลยแม้แต่น้อย หัวใจของมันคือแค่ถามความเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่ว่าเราควรเปิดโอกาสให้มีการทำกติกาใหม่หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็เดินทางกันต่ออีกนาน ระหว่างทางก็ยังได้เถียงกันอีกมาก
กว่าจะเสร็จกระบวนการทั้งหมดจนได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริงๆ อาจจะกินเวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปี หากเปรียบเหมือนการวิ่ง มันไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตรเพื่อตัดสินแพ้ชนะ แต่มันคือการวิ่งมาราธอนเพื่อค้นหาฉันทามติใหม่ของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมไทย เราจำเป็นต้องสร้างกติกาใหม่ที่มีสมดุลทางอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ มากกว่านี้ กติกาที่ทำให้องค์กรอิสระมีอิสระอย่างแท้จริง กติกาที่เคารพสิทธิและเสียงของประชาชนมากกว่านี้ กติกาที่ทำให้ระบบการเมืองเข้มแข็งกว่านี้ และทำให้ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการยึดโยงกับประชาชนมากว่านี้ กติกาที่ก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อที่ว่า ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล จะสามารถมีเวลาและสมาธิในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประเทศโดยไม่ต้องสนใจเพียงแค่ความอยู่รอดทางการเมืองและการต่อรองเก้าอี้และผลประโยชน์ระยะสั้น
รัฐธรรมนูญใหม่คือหนทางในการรักษาความป่วยไข้ของประเทศ
ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ประเทศไทยกำลังก้าวกระโดดและพัฒนาไปสู่ประเทศที่เจริญก้าวหน้าในฐานะผู้นำของภูมิภาคอาเซียน คนไทยเต็มไปด้วยความหวังการมองถึงอนาคตในแง่ดี
ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน จากประเทศแนวหน้า เราถูกวิ่งไล่กวดและถูกวิ่งแซงไปข้างหน้า สังคมไทยหมดพลังที่จะวิ่งแซงใครและกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ความหวังหดหาย และจินตนาการต่ออนาคตของผู้คนในสังคมไทยที่เคยสดใสถูกแทนที่ด้วยความวิตกกังวล ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะชะงักงันทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จากช่วงเวลาที่เคยเติบโต กลับเข้าสู่ยุคของความซบเซา เศรษฐกิจขยายตัวต่ำต่อเนื่อง กลไกการพัฒนาเศรษฐกิจอ่อนแรง ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำขยายตัว ปัญหาคอร์รัปชั่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม มลพิษ กระบวนการยุติธรรม ล้วนสะสมและไม่ได้รับการแก้ไข
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกันทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” การแก้ไขวิกฤตดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยรัฐบาลที่มีคุณภาพ ระบบราชการที่มีสมรรถนะ และเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งจะสร้างให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องเริ่มจากการมีกติกาที่ดี ถึงเวลาที่เราต้องหันมายอมรับว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกออกแบบอย่างบกพร่องทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ อำนาจระหว่างสถาบันไม่สมดุล รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ไม่สามารถจัดการคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เปิดทางให้เจตจำนงของประชาชนกำหนดทิศทางการเมืองอย่างแท้จริง
ซ้ำร้าย รัฐธรรมนูญที่บกพร่องนี้ถูกออกแบบมาให้แก้ไขได้ยากมากกว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาของไทยทุกฉบับ ถามว่าทำไมแก้ยาก คำตอบก็คือ เพราะมันคือกติกาที่ชนชั้นนำรัฐประหารวางไว้เพื่อพิทักษ์รักษาอำนาจ อภิสิทธิ์ และผลประโยชน์ของตนเองและชนชั้นนำกลุ่มเล็กให้สามารถมีสถานะที่มั่นคงอย่างยาวนาน แม้คณะรัฐประหารไม่อยู่ในอำนาจ แต่กติกาของพวกเขาคงอยู่ตลอดไปเพื่อแช่แข็งไม่ให้ประเทศไทยได้มีโอกาสเปลี่ยนแปลง
ทุกประเทศที่ยังคงเผชิญกับพิษภัยจากการรัฐประหารล้วนเจอปัญหาแบบเดียวกับไทย เช่น พม่า และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา เพราะคณะรัฐประหารในยุคปัจจุบันแยบยลในการใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อค้ำจุนอำนาจของพวกพ้องชนชั้นนำในเครือข่ายมากขึ้น จึงออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดและกำหนดให้แก้ยาก
ถึงที่สุด อุปสรรคที่แท้จริงในการแก้ไขกติกาที่เป็นมรดกจากคณะรัฐประหาร ไม่ใช่เรื่องเทคนิคทางกฎหมาย แต่คือ เจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของประชาชน หากประชาชนนิ่งเฉยและเชื่อว่าตนเองไม่มีพลังในการกำหนดทิศทางของประเทศ หากประชาชนเชื่อว่าลงคะแนนอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนกติกาบ้านเมืองได้ เพราะชนชั้นนำเข้มแข็งและเป็นพวกเดียวกันหมด หากประชาชนเชื่อเช่นนี้ สังคมไทยก็คงจะต้องอยู่กับมรดกของคณะรัฐประหารตลอดไป
การลงประชามติครั้งนี้จึงมีความหมายสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาใช้สิทธิเพื่อทวงคืนอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศของตน โดยเริ่มจากการก้าวข้ามพ้นความเชื่อว่าประเทศไทยของเราเปลี่ยนแปลงให้หลุดพ้นจากวงจรแบบเดิมไม่ได้ และหันมามีความหวังและสร้างความเชื่อใหม่ว่า ประชาชนมีอำนาจในการพลิกฟื้นประเทศได้
หากเราเปิดประตูบานแรกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้สำเร็จ มันอาจจะยังไม่ใช่การรักษาโรคให้หายขาดในทันที เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการฟื้นสังคมไทยให้พ้นจากความป่วยไข้ ที่เราจะหันมาเริ่มรักษาโรคอย่างจริงจังที่ต้นตอของปัญหาเสียที
หากทำสำเร็จ เราจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ รวมถึงการสร้างตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังว่า การแก้ไขปรับปรุงกติกาผ่านกระบวนการที่สงบ สันติ เป็นไปได้ โดยไม่ต้องมีความรุนแรงนองเลือด ไม่ต้องมีการสูญเสีย แต่ใช้วิธีที่เปิดพื้นที่ให้คนในสังคมหันหน้ามาเจรจาถกเถียงกันเพื่อหาจุดร่วมกันใหม่ สร้างสมดุลทางอำนาจที่ทำให้การเมืองแข็งแรง มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ ปราศจากการคดโกงคอร์รัปชั่น
วันที่ 8 กุมภาฯ ร่วมกันกาเห็นชอบ เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ของการเขียนกติกาใหม่ในการอยู่ร่วมกัน ฟื้นฟูประชาธิปไตย และรักษาความป่วยไข้ของประเทศ
จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่: เปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีรัฐสภาที่ตอบโจทย์ประชาชนกว่านี้ได้
ศุภณัฐ บุญสด นักวิชาการ วิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า สะท้อนปัญหาของกลไกรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีปัญหาในการตอบสนองต่อตัวชี้วัดและมาตรฐานสากลของ OECD สามด้าน ได้แก่ การปิดกั้นไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรากฎหมาย และความไม่มีประสิทธิภาพในกระบวนการตรากฎหมาย รวมถึงการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยมีข้อเสนอในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้การดำเนินการตามกลไกรัฐสภามีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น
โพลชี้ว่าประชาชนมองระบบการเมืองของรัฐธรรมนูญ 60 ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของประชาชน
จากผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ของ KPI poll โดยสถาบันพระปกเกล้าครั้งแรกในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 2,016 ตัวอย่างพบว่า ประชาชนรู้สึกว่าการเมืองไทยแย่ลงสูงถึงร้อยละ 45.7 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนชาวไทยไม่เห็นถึงความเปลี่ยนไปในทางที่ดีของการเมือง[1] โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ฉบับนี้ โดย KPI poll ได้อธิบายต่อว่าเนื่องจากประชาชนกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าระบบการเมืองปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์ของประชาชนอย่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องกับการปราบปรามทุจริตในภาครัฐได้มีประสิทธิภาพมากพอ
รัฐสภาที่ล้มเหลวในการพิจารณาร่างกฎหมายของภาคประชาชนและเชื่องช้าในการออกกฎหมาย
ในทางทฤษฎีว่าด้วยรัฐแล้ว กลไกทางการเมืองหรือกลไกของรัฐที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาของประชาชนได้มีอยู่ด้วยกันอยู่ 3 กลไก คือ อันแรก คือ การบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน (อำนาจบริหาร) อันที่สอง การออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาในประชาชน (อำนาจนิติบัญญัติ) และอันที่สาม คือ การระงับข้อพิพาทที่เป็นปัญหาของประชาชนโดยการตัดสินของศาล (อำนาจตุลาการ)[2] จากผลสำรวจข้างต้นจึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าหนึ่งในสามหรือกลไกทางการเมืองทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการแก้ไขปัญหาเศษฐกิจและบปัญหาทุจริตให้กับประชาชนได้ แต่ถ้าหากประเมินให้เฉพาะเจาะจงลงไปที่ประสิทธิภาพของกลในการออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนซึ่งรัฐสภาไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลักในกลไกนี้ผ่านมาตรฐานสากลที่ถูกคิดค้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)[3] ที่วางแนวทางในการออกกฎหมายที่ดีและการแก้ไขปัญหาการทุจริตสำหรับรัฐสภาในการเผชิญหน้ากับปัญหาที่ท้าทายหรือซับซ้อนของประเทศและโลกเอาไว้เรียกร้องกระบวนการตรากฎหมายและตรวจสอบรัฐบาลของรัฐจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้ ได้แก่ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย มีการประเมินผลกระทบทั้งด้านบวกและลบของร่างกฎหมายก่อนตรากฎหมายใหม่เสมอ มีการประเมินประสิทธิภาพของกฎหมายหลังใช้บังคับแล้วโดยตลอด และการอภิปรายเพื่อตรากฎหมายกับตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยรัฐสภาจะต้องเกิดขึ้นโดยเสรีปลอดจากอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความโปร่งใส รวมถึงความรับผิดชอบทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่[4]จะพบว่า ที่ผ่านมารัฐสภาไทยโดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาในการตอบสนองต่อตัวชี้วัดและมาตรฐานสากลของ OECD สามด้าน ได้แก่ การปิดกั้นไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรากฎหมาย และความไม่มีประสิทธิภาพในกระบวนการตรากฎหมาย รวมถึงการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยมีรายละเอียดดังนี้
เริ่มจากปัญหาแรก การปิดกั้นร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชน แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะได้มีการรับรองสิทธิในการเสนอร่างกฎหมายที่สะดวกต่อประชาชน ทั้งการกำหนดให้จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเสนอชื่อลงต้องอาศัยเพียง 10,000 รายชื่อเท่านั้น[5] และการกำหนดสัดส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายในวาระที่สองให้กับผู้แทนของประชาชนที่เสนอร่างกฎหมายไว้ถึงหนึ่งในสามของคณะกรรมาธิการทั้งหมด[6] แต่ในทางกลับกันรัฐธรรมนูญ 2560 กลับได้สร้างข้อจำกัดขึ้นมากมายที่ทำให้การเสนอร่างกฎหมายของประชาชนไม่ประสบความสำเร็จหรือถูกตีตกโดยง่ายเช่นกัน ทั้งการจำกัดให้ประชาชนเสนอได้เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการปรับปรุงสิทธิเสรีภาพหรือเกี่ยวกับนโยบายแห่งรัฐเท่านั้น และการจำกัดให้ต้องมีนายกรัฐมนตรีรับรอง หากเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินจึงจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาได้ รวมถึงปัญหาในเชิงปฏิบัติอย่างการใช้ดุลพินิจตีตกร่างกฎหมายโดยประธานสภาและการถูกดองไว้รอบรรจุเข้าวาระการประชุมอย่างยาวนาน บางฉบับนานถึง 3 ปี ปัญหาดังกล่าวจึงส่งผลให้นับตั้งแต่มีการรับรองสิทธิของประชาชนในการเสนอร่างกฎหมายในรัฐธรรมนูญ 2540 จนกระทั่งถึงปี 2566 ยังไม่เคยมีร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชนได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาผ่านเป็นกฎหมายใช้บังคับได้เลย[7]
ปัญหาที่สอง ความล้าช้าในกระบวนการตรากฎหมาย โดยกระบวนการตรากฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ 60 ได้สร้างค่าเฉลี่ยในการพิจารณาเห็นชอบร่างกฎหมายของรัฐสภาต่อฉบับนานถึง 414 วัน โดยความล่าช้าดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้เวลารอคิวบรรจุเข้าวาระการประชุมที่ยาวนาน การกำหนดขั้นตอนการพิจารณาที่ซ้ำซ้อนและกินระยะเวลายาวนานเกินจำเป็น และการเลื่อนวาระการพิจารณาอยู่บ่อยครั้งเพราะสภาล่ม[8] ด้วยปัญหากระบวนการตรากฎหมายที่ล้าช้าเช่นนี้จึงส่งผลให้รัฐสภาในสภาวะปกติซึ่งไม่ใช่สภาในช่วงที่มีการรัฐประหารตรากฎหมายเพื่อมารองรับการแก้ไขปัญหาอันท้าทายของประเทศได้น้อยมาก ปรากฎได้จากผลงานของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ที่มีวาระระหว่างปี 2562-2566 มีพระราชบัญญัติซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาจนครบกระบวนการแค่เพียง 7 ฉบับเท่านั้น[9] แม้ว่าในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ที่มีวาระระหว่างปี 2566-2568 ผลงานพิจารณากฎหมายของรัฐสภาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยสามารถเห็นชอบร่างกฎหมายและประกาศใช้กฎหมายได้ถึง 58 ฉบับหรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยเพียงร้อยละ 15.98 ของจำนวนร่างกฎหมายทั้งหมดที่ถูดเสนอเข้าสู่สภา แต่เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้วก็ถือว่ามีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการพิจารณากฎหมายอยู่เช่นเดิมเพราะสภาชุดนี้ยังคงเหลือกฎหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินการค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมากสูงถึง 239 ฉบับซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ยกฎหมายค้างพิจารณาสูงถึงร้อยละ 65.84 ของจำนวนร่างกฎหมายทั้งหมดที่ถูกเสนอเข้าสู่สภา[10]
และปัญหาที่สาม เสรีภาพในการพูดของสมาชิกรัฐสภาในการอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลที่ถูกทำลาย เนื่องจากรัฐสภาเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เพราะช่วยสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในระบบการเมืองด้วยการตรวจสอบรัฐบาลด้วยการพูดหรืออภิปรายของสมาชิกรัฐสภาผ่านกลไกต่าง ๆ เช่นกระทู้ถาม การอภิปรายทั่วไป และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในทางสากลจึงต้องมีการรับรองเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเสรีภาพในการพูดของสมาชิกรัฐสภาเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดนำถ้อยคำหรือการลงมติของสมาชิกรัฐสภาที่กล่าวในที่ประชุมสภาไปฟ้องดำเนินคดีได้เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายปัญหาของประชาชน อภิปรายถึงสิ่งที่ประชาชนยังไม่รู้แต่ควรรู้ และอภิปรายถึงเรื่องที่ถูกห้ามให้พูดแต่ยุคสมัยเรียกร้องให้พูดเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนได้โดยปลอดจากความหวาดกลัวที่จะถูกดำเนินคดีจนกระทั่งเซ็นเซอร์ตัวเอง[11]แต่ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ 2560 กลับมิได้รับรองเอกสิทธิ์ดังกล่าวไว้ให้กับสมาชิกรัฐสภาอย่างสมบูรณ์ไว้ เนื่องจากมีการสร้างข้อยกเว้นว่าหากเป็นการประชุมที่มีการถ่ายทอดสดออกไปสู่สาธารณะการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาสามารถถูกบุคคลนำไปดำเนินคดีได้[12] เราจึงพบเห็นสมาชิกรัฐสภาที่ทำหน้าที่อภิปรายตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีหรือการปฏิบัติงานของข้าราชการต่าง ๆ หรือตรวจสอบเกี่ยวกับผลประโยชน์ของเอกชนซึ่งได้รับจากสัมปทานจากรัฐมักจะถูกดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาตามมาภายหลังอยู่บ่อยครั้งซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของรัฐสภาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยตรง
ถึงเวลาออกแบบรัฐสภาไทยใหม่ด้วยการเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สำหรับออกเสียงประชามติของประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญ 2560 จะถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเปิดประตูให้ประเทศไทยได้มีโอกาสปรับปรุงกลไกและกระบวนการต่าง ๆ ของรัฐสภาที่เป็นปัญหาข้างต้น เพื่อให้ได้รัฐสภาโฉมให้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยการเป็นรัฐสภาที่ไม่ปิดกั้นต่อร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน รัฐสภาที่พิจารณากฎหมายได้รวดเร็ว และรัฐสภาที่สามารถอภิปรายสร้างความโปร่งใสในทางการเมืองผ่านการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างตรงไปตรงมาได้มากยิ่งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ผ่านการจัดทำบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับรัฐสภาขึ้นมาใหม่ในสามประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก ปรับปรุงมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อยกเลิกอุปสรรคและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกลในการเสนอร่างกฎหมายของประชาชน ได้แก่
(1) เปิดกว้างให้ประชาชนเสนอร่างกฎหมายได้ทุกกรณีไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะร่างกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหรือนโยบายแห่งรัฐ
(2) เปิดให้กฎหมายทุกประเภทของภาคประชาชนสามารถเสนอเข้าสู่รัฐสภาได้ ด้วยการยกเลิกอำนาจในการรับรองร่างกฎหมายว่าด้วยการเงินก่อนเสนอของนายกรัฐมนตรีที่ใช้เป็นเครื่องมือในการดองร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนกับสมาชิกสภาของรัฐบาล
และ (3) ลดระยะเวลาในการดองกฎหมายของภาคประชาชนก่อนการบรรจุเข้าวาระลงและเพิ่มโอกาสให้ร่างกฎหมายของประชาชนผ่านการเห็นชอบของรัฐสภามากยิ่งขึ้น โดยการกำหนดความเร่งด่วนในการบรรจุร่างกฎหมายเข้าวาระประชุมและสิทธิพิเศษของร่างกฎหมายของภาคประชาชนในการพิจารณาของรัฐสภาโดยอิงกับจำนวนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงชื่อเสนอร่างกฎหมายตามขั้นบันได ตัวอย่างเช่น หากร่างกฎหมายดังกล่าวมีผู้ลงชื่อเสนอ 10,000 รายชื่อก็ให้รอบรรจุเข้าวาระตามปกติ แต่ถ้าร่างดังกล่าวมีผู้เสนอ 50,000 หรือ 100,000 รายชื่อให้บรรจุวาระการประชุมของสภาเป็นเรื่องด่วนซึ่งจะถูกพิจารณารวดเร็วมากยิ่งขึ้น หรือหากมี 200,000 หรือ 300,000 รายชื่อขึ้นไปให้ถือว่าได้รับการเห็นชอบจากสภาในวาระที่หนึ่งโดยอัตโนมัติ
ประเด็นที่สอง ปรับปรุงกระบวนการพิจารณากฎหมายของรัฐสภาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและกินระยะเวลาที่ยาวนานเพื่อรัฐสภาตรากฎหมายตอบสนองต่อปัญหาของประเทศได้รวดเร็วขึ้น ได้แก่
(1) ปรับปรุงให้ระบบสภาของไทยจากสภาคู่เป็นสภาเดียวโดยเหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎรเพียงชั้นเดียวในการพิจารณาและตรากฎหมาย
(2) ออกแบบระบบการตรากฎหมายในสถานการณ์ปกติให้รวดเร็วขึ้น เช่น การกำหนดให้มีสมัยการประชุมของสภาด้านการพิจารณากฎหมายอย่างเดียวแยกขาดจากสมัยประชุมทั่วไปเหมือนเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อไม่ให้วาระหารือ วาระกระทู้ถาม หรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการพิจารณารายงานต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องในทางการเมืองมารบกวนการพิจารณาร่างกฎหมายของสภา
(3) การกำหนดระยะเวลาบังคับสภาให้พิจารณาร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จเพื่อให้เร่งรัดให้กระบวนตรากฎหมายของรัฐสภา เช่น กำหนดให้สภาพิจารณาร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับตั้งแต่ถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของสภา หรือการกำหนดระยะเวลาการพิจารณาในวาระที่สอง ชั้นการพิจารณารายมาตราโดยคณะกรรมาธิการว่าต้องแล้วเสร็จภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ประชุมครั้งแรก โดยหากสภามิได้พิจารณาให้แล้วเสร็จในระยะเวลาข้างต้นให้ถือว่าสภาเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวโดยอัตโนมัติ
และ (3) การออกแบบระบบการตรากฎหมายในสถานการณ์ไม่ปกติใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อเสริมความรวดเร็วในการผลักดันร่างกฎหมายของรัฐบาล เช่น การให้อำนาจรัฐบาลผ่านกฎหมายที่สำคัญยิ่งต่อการผลักดันนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้กับรัฐสภาโดยไม่ต้องผ่านกระบวนพิจารณาของรัฐสภาได้ในสมัยประชุมสภาคราวละ 1 ฉบับ เหมือนเช่นในมาตรา 49 วรรคสามของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ค.ศ. 1958[13] โดยกระบวนการใหม่ ๆ นี้จะมีส่วนช่วยลดระยะเวลาเฉลี่ยในการตรากฎหมายของรัฐสภาไทยจาก 414 วันลงอย่างมีนัยสำคัญอย่างมาก
และประเด็นสุดท้าย ปรับปรุงมาตรา 124 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อรับรองเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเด็ดขาดเกี่ยวกับเสรีภาพในการพูดของสมาชิกรัฐสภาไว้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าถ้อยคำที่เป็นคำพูดหรือเป็นลายลักษณ์อักษร และการลงมติที่สมาชิกรัฐสภาได้กระทำไว้ในที่ประชุมสภาหรือที่ประชุมคณะกรรมาธิการทั้งที่มีการถ่ายทอดสดหรือไม่ถ่ายทอดสดสู่สาธารณะให้ได้รับการคุ้มครองมิให้บุคคลอื่นใดนำการกระทำดังกล่าวไปฟ้องดำเนินคดีกับสมาชิกรัฐสภาต่อศาลได้ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและสร้างความโปร่งใสทางการเมือง รวมถึงพิทักษ์ผลประโยชน์โดยไม่ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองและเกรงกลัวผลร้ายจากถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอีกต่อไป[14]
โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพของรัฐสภาไทยในการตอบโจทย์ประชาชนให้มากยิ่งขึ้นผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญ 2560 เช่นนี้จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการเมืองในระบบรัฐสภาได้ และทำให้ประชาชนเห็นว่าการเมืองมีประสิทธิภาพมากพอที่สร้างการเปลี่ยนให้กับชีวิตของประชาชนได้
[1] สถาบันพระปกเกล้า, “KPI Poll ครั้งที่ 1 ผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่””, จาก : https://kpi.ac.th/knowledge/kpi-poll-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%8
7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-1-%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/
[2] วิษณุ วรัญญู, “ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการนำทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ (Séparation des pouvoirs) เป็นหลักในการจำแนกรูปแบบการปกครองชนิดต่าง ๆ ” วารสารนิติศาสตร์, ปีที่ 19, ฉบับที่ 3 (2533), น. 158 – 177.
[3] ภารกิจหลักของ OECD ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวน 38 ประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกากับประเทศในยุโรป) คือ กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าโลก และเป็นเวทีในการเปรียบเทียบนโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และประสานงานนโยบายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งรวมถึงการปราบปรามการค้าผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน สืบค้นจาก : https://thestandard.co/oecd-importance/
[4] OECD (2025), Government at a Glance 2025, OECD Publishing, Paris, https://doi.org/10.1787/0efd0bcd-en.
[5] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. มาตรา 133
[6] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. มาตรา 128
[7] พิชชากร เรืองเดชาวิวัฒน์, “วิบากกรรมของร่างกฎหมายโดยประชาชน ในสภายุคประยุทธ์ 2”, สืบค้นจาก: https://101pub.org/hardship-people-proposed-law/
[8] ธันยธรณ์ โรจน์มหามงคล, “กฎหมายออกกี่โมง?: ชำแหละความล่าช้าในการออกกฎหมาย และข้อเสนออัปสปีดสภาไทย., สืบค้นจาก: https://www.the101.world/legislative-process-inefficiency/
[9] สรุปผลงานของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 และการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ปีที่ 2 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564) ปีที่ 2 สมัยสามัญ (วันที่ 17 มีนาคม ถึงวันที่ 8 เมษายน 2564)
[10] Wevis, “สำรวจร่างกฎหมายในสภา”, สืบค้นจาก: https://parliamentwatch.wevis.info/bills/term/%E
0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3-26
[11] Ivor Jennings, Parliament, New York: Cambridge university press, 2008, 520.
[12] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. มาตรา 124
[13] Jennifer Su, “Article 49.3 in France: A Political Tool”, from: https://www.culawreview.org/current-events-2/article-493-in-france-a-political-tool?fbclid=IwY2xjawPj7-hleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEe8zvY_z5u6F0cxy6RobI7h_R3R1R1jujpYw-30ld2gLyAUNyMANKJnlt4GxE_aem_Xy24vX3IyOVO5cuWd3QI8g
[14] ศุภณัฐ บุญสด, การศึกษาความเหมาะสมของอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ: กรณีเสรีภาพในการพูดของสมาชิกรัฐสภา, สถาบันพระปกเกล้า, 2567, 117-123.