‘สีหศักดิ์’ เรียกพบอุปทูตสหรัฐ เคลียร์ปมระงับวีซ่า แนะพิจารณารายประเทศดีกว่าเหมารวม
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแถลงข่าวในวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.) เรื่องสหรัฐการระงับวีซ่าชาวไทย โดยเผยว่าได้เรียก เอลิซาเบธ เจ. โคนิก อัครราชทูตที่ปรึกษาและอุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยมาพบ เพื่อหารือความกระจ่างเกี่ยวกับการประกาศของสหรัฐที่ระงับออกวีซ่าพำนักถาวรแก่ต่างชาติ 75 ประเทศ รวมไทยแล้ว
อุปทูตสหรัฐชี้จงว่า ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด แต่จะพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดี อุปทูตย้ำว่า ประกาศล่าสุดนั้นพิจารณาระงับการออกวีซ่าสำหรับการพำนักถาวรเท่านั้น หรือระงับวีซ่าแก่กลุ่มคนที่ต้องการได้สัญชาติอเมริกัน สำหรับนักเดินทาง นักธุรกิจ หรือนักศึกษาจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
อุปทูตสหรัฐเผยด้วยว่า มาตรการดังกล่าวไม่ใช่มาตรการระงับถาวร และเป็นการระงับชั่วคราวไว้ เพื่อทบทวนกระบวนการพิจารณาและสถานการณ์ในภาพรวม และตามที่สหรัฐชี้แจ้งไว้ว่ามาตรการนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องสวัสดิการของพลเมืองสหรัฐมากกว่าให้สวัสดิการแก่ผู้อพยพ
สีหศักดิ์ มองว่าการเหมารวมว่า 75 ประเทศต้องถูกระงับการพิจารณาวีซ่าดังกล่าวทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และคิดว่าน่าจะดีกว่าหากพิจารณาเป็นรายประเทศ และเมื่อดูจากจำนวนคนไทยในสหรัฐนั้น มีสัดส่วนอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายไม่มากเท่าบางประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่อยู่ในสหรัฐอย่างผิดกฎหมายมากกว่า
รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า คนไทยที่มีความสามารถได้ไปทำงานสุจริตในสหรัฐมากมาย รวมถึงการเปิดร้านอาหารไทย ซึ่งนี่อาจเป็นการช่วยภาคการท่องเที่ยวสหรัฐได้ด้วย
สีหศักดิ์จึงได้ตั้งคำถามไปยังทางการสหรัฐเพื่อขอความกระจ่างว่าเหตุใดจึงประกาศระงับวีซ่าดังกล่าวแบบเหมารวม ทั้งๆ ที่มีบางประเทศเข้าข่ายมากกว่า
“ตอนนี้มันเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดในเรื่องของความสัมพันธ์” สีหศักดิ์กล่าว และเสริมว่าค่อนข้างขัดแย้งกับที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่เพิ่งมาเยือนไทย และบอกว่าความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษที่สุดในภูมิภาค
“เรามีสิทธิที่จะตั้งคำถามในเรื่องนี้” รมว.กต. ย้ำ
รัฐมนตรีต่างประเทศชี้ให้เห็นด้วยว่า บริษัทไทยที่ไปลงทุนจำนวนมากในสหรัฐก็ช่วยสร้างงานให้คนในท้องถิ่นนับหมื่นตำแหน่ง ขณะที่ข้อตกลงการค้า ก็มีการกำหนดแล้วว่าไทยจะไปลงทุนและซื้อสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น และทิ้งท้ายด้วยคำถามว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นสวนทางกับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันหรือไม่ และได้ฝากให้หน่วยงานสหรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน