โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองฉากทัศน์ปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ฝันร้ายพลังงานโลก-เขย่าเศรษฐกิจ เอเชียกระทบหนักสุด

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
มองฉากทัศน์ปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ฝันร้ายพลังงานโลก-เขย่าเศรษฐกิจ เอเชียกระทบหนักสุด

สงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน กำลังบีบให้โลกเผชิญกับฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด นั่นคือการปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ คอขวดทางยุทธศาสตร์ หรือทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ต่อวันของการค้าโลก หลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศว่า จะไม่ให้น้ำมันแม้แต่หยดเดียวผ่านช่องแคบนี้ ขณะที่มีการสร้าง ‘กำแพงทางทะเล’ อย่างการวางทุ่นระเบิด ทำให้เรือบรรทุกพลังงานหยุดการเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวทันที

คำถามสำคัญคือ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ฉากทัศน์ต่อไปในการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร ภูมิภาคใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด? THE STANDARD สรุปผลกระทบที่โลกอาจเผชิญกับ ‘ฝันร้ายพลังงานโลก’ ในบทความนี้

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร สำคัญขนาดไหน?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก โดยได้รับสมญานามว่า เป็น ‘จุดคอขวด’ ในระบบพลังงานระหว่างประเทศ เพราะขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 จากเส้นทางทั้งหมด หรือคิดเป็นปริมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีมูลค่าการค้าด้านพลังงาน 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

ช่องแคบดังกล่าวตั้งอยู่อิหร่านทางตอนเหนือ โอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทางตอนใต้ โดยมีทางเดินเรือกว้างประมาณ 50 กิโลเมตร และแคบสุดประมาณ 33 กิโลเมตร ขณะที่เชื่อมกับอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นทางผ่านน้ำมันจากกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เช่น อิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ UAE

นอกจากคูเวตและ UAE ที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ และแอฟริกาตะวันออกในบางครั้ง เส้นทางนี้ยังใช้ขนส่งก๊าซ LNG ราว 1 ใน 5 ของปริมาณทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศกาตาร์

หมายเหตุ: สำหรับจุดเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันของโลกแห่งอื่น ได้แก่ ช่องแคบมะละกา, แหลมกู๊ดโฮป, คลองสุเอซ-ท่อน้ำมันสุเอซ-เมอร์ดิเตอร์เรเนียน (SUMED), ช่องแคบบับเอลมันเดบ, ช่องแคบเดนมาร์ก, ช่องแคบตุรกี และคลองปานามา

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำได้จริงหรือไม่

ช่องแคบฮอร์มุซยังมีสถานะเป็น ‘ทางหลวงของโลก’ ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หมายความว่า ทุกประเทศในโลกมีสิทธิเดินทางผ่านช่องแคบโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐใด ขณะที่รัฐชายฝั่งอย่างอิหร่านหรือโอมานไม่สามารถห้ามการเดินเรือได้แม้แต่ในยามสงคราม

นั่นหมายความว่า อิหร่านไม่สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้ศัตรูได้ ถือว่าขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แม้รัฐชายฝั่งจะมีสิทธิออกกฎดูแลความปลอดภัยการเดินเรือ หรือดำเนินการกับเรือที่ทำกิจกรรมเป็นปฏิปักษ์กับความปลอดภัยก็ตาม

อย่างไรก็ดี Center for Strategic and International Studies (CSIS) มองว่า ในทางปฏิบัติ อิหร่านสามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วยการทำให้เส้นทางเดินเรืออันตรายหรือสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีวางทุ่นระเบิดทางทะเล, โจมตีด้วยขีปนาวุธหรือโดรน ไปจนถึงใช้เรือเข้าตรวจค้น กักเรือ หรือยึดเรือบรรทุกน้ำมันของอีกฝ่าย

แม้ไม่ได้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ แต่ปัจจุบันกองกำลัง IRGC ประกาศว่า จะไม่ให้เรือลำไหนขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซแม้แต่หยดเดียว โดยสั่งโจมตีเรือพาณิชย์ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เรืออย่างน้อย 3 ลำถูกโจมตีเมื่อวานนี้ (11 มีนาคม) หนึ่งในนั้นคือเรือสัญชาติไทยอย่างมยุรีนารี ขณะที่เรือพาณิชย์ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 14 ลำ

ขณะที่ อับราฮิม โซลฟากา (Ebrahim Zolfaqari) โฆษกกองบัญชาการทหารอิหร่านประกาศว่า อิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นไป 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยอ้างว่า ราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐฯ เป็นฝ่ายทำให้ตะวันออกกลางไม่มั่นคงเอง

‘เอเชีย’ เจ็บหนักสุด หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ

‘ฝันร้ายของพลังงานโลก’ คือนิยามจากบทวิเคราะห์ของ Reuters ที่ชี้ให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า เป็นความปั่นป่วนด้านอุปทานพลังงานที่รุนแรงที่สุดเท่าที่โลกเคยเผชิญ เพราะแม้แต่กำลังการผลิตน้ำมันในภูมิภาคอื่นของโลก ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปทานจากตะวันออกกลางที่ขาดหายไปได้

ทั้งนี้ อาลี วาเอซ (Ali Vaez) นักวิชาการ International Crisis Group ระบุผ่าน Al Jazeera ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ปริมาณน้ำมัน 1 ใน 5 ของการค้าโลกหายไปในทันที ขณะที่ผลกระทบอาจพุ่งสูงจากความกังวลของภาคตลาด เช่น ระบบการเงินโลก, อัตราเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจถดถอย

ขณะที่ ฮาหมัด ฮุสเซน (Hamad Hussain) นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics วิเคราะห์ว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค้างในระยะเวลาหนึ่ง เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้น 0.6-0.7%

นอกจากนี้ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยขณะนี้ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก และคูเวต ต้องลดกำลังการผลิตน้ำมัน เนื่องจากไม่สามารถขนส่งขึ้นเรือบรรทุกได้ ซึ่งอาจจะต้องเก็บน้ำมันไว้ในคลังสำรองที่ใกล้เต็มแล้ว

แต่ผู้แพ้ตัวจริงในสงครามและความขัดแย้งครั้งนี้ คือ ภูมิภาคเอเชีย โดย Reuters วิเคราะห์ว่า ประเทศในเอเชียกำลังเสี่ยงต่อภาวะอุปทานพลังงานหยุดชะงักมากที่สุด เพราะเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซ และเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลางมากกว่าภูมิภาคอื่นของโลก

ที่ผ่านมา เอเชียคือปลายทางหลักของน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยคิดเป็นประมาณ 69% ของน้ำมันทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ในปี 2024 84% ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีปลายทางอยู่ในเอเชีย

หากพิจารณาสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียของแต่ละประเทศในเอเชีย จะแบ่งออกเป็นตัวเลขดังต่อไปนี้

  • จีน 45–50%
  • อินเดีย 55–60%
  • ญี่ปุ่น 90–95%
  • เกาหลีใต้ 70–75%
  • ไทย 50–55%

น่าสนใจว่า บทวิเคราะห์ของ Center for Strategic and International Studies คาดการณ์ไปถึงระดับที่ว่า แม้แต่จีนก็จะไม่ได้แต้มต่อในวิกฤตพลังงาน โดยก่อนหน้านี้มีกระแสจับตามองว่า จีนอาจได้รับสิทธิพิเศษในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดอิหร่าน แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม (วันที่เกิดสงครามได้ 1 วัน) มีเรือเพียง 2 ลำเท่านั้นที่สามารถผ่านเส้นทางดังกล่าว

นอกจากนี้ หลักฐานยังชี้ว่า เรือจีนจำนวนมากยังติดค้างในช่องแคบ เช่น บางลำจอดรออยู่อ่าวโอมาน ส่วนอีก 55 ลำติดอยู่อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ผลประโยชน์ของจีนและอิหร่านไม่ได้สอดคล้องกันทั้งหมด เพราะทั้งสองประเทศมีความต้องการต่างกัน โดยจีนต้องการเปิดช่องเพื่อสร้างเสถียรภาพพลังงานโลก ส่วนอิหร่านต้องการปิดช่องแคบกดดันสหรัฐฯ และอิสราเอล

อย่างไรก็ดี จีนอาจรับมือกับแรงกระแทกระยะสั้นได้ดีกว่าประเทศอื่น เพราะมีคลังสำรองน้ำมันจำนวนมาก และสามารถใช้พลังงานทางเลือก เช่น LNG จากแหล่งอื่นหรือถ่านหิน

ปัจจุบัน หลายประเทศในเอเชียออกมาตรการรับมือกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เช่น จีนสั่งให้โรงกลั่นหยุดส่งออกเชื้อเพลิง ขณะที่เกาหลีใต้ประกาศควบคุมราคาน้ำมันเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ส่วนบังกลาเทศปิดมหาวิทยาลัยเพื่อประหยัดพลังงาน ด้านเวียดนามและไทยขอความร่วมมือให้ภาคธุรกิจทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) นับเป็นภาพสะท้อนว่า เอเชียกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน

ใช้ช่องทางอื่นแทนฮอร์มุซ เป็นไปได้หรือไม่?

ขณะนี้มีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียพยายามหาทางออกด้วยการส่งน้ำมันดิบผ่านท่อ East-West จากแหล่งผลิตไปยังท่าเรือยานบู (Yanbu) ในทะเลแดง แต่มีข้อจำกัดคือท่อส่งน้ำมันดังกล่าวขนส่งได้มากที่สุดเพียง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ท่าเรือดังกล่าวไม่เคยบรรทุกน้ำมันเกิน 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันขึ้นไป

เช่นเดียวกับ UAE ที่มีท่อส่งน้ำมัน Habshan-Fujairah มีกำลังขนส่ง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยทำหน้าที่ลำเลียงแหล่งผลิตน้ำมันจากอาบูดาบีไปท่าเรือฟาไจราห์ในอ่าวโอมาน

อย่างไรก็ดี JM Financial Services วิเคราะห์ว่า ท่อส่งน้ำมันไม่ได้แก้ไขปัญหานี้ได้จริง เพราะปริมาณการส่งออกจากท่อทั้งหมดยังไม่ถึง 30% ของน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ บทวิเคราะห์ของ Reuters ยังทิ้งท้ายว่า แม้สงครามจะยุติลง แต่ความเสียหายยังยืดเยื้อ เพราะโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งที่ถูกโจมตีต้องใช้เวลาซ่อมแซม ส่วนแหล่งน้ำมันที่ลดการผลิตอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัว ยังไม่รวมถึงค่าประกันและค่าขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง เพราะมีความเสี่ยงการถูกโจมตีด้วยโดรนหรือขีปนาวุธ

แฟ้มภาพ: Nicolas Economou / Reuters

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...