MRT ประกาศโบกมือลาบัตรเติมเงินรุ่นเก่า ยกระดับสู่ยุค EMV เต็มตัว ดีเดย์ 1 มิ.ย. 69
LSA Thailand
อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 15.32 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 11.15 น. • Lifestyle Asia Thailandเตรียมเข้าสู่ยุค ไร้เงินสด ไปอีกหนึ่งการเดินทางสำหรับ ระบบรถไฟฟ้ามหานคร ซึ่ง BEM เจ้าของเส้นทางเตรียมประกาศยกเลิกใช้งานบัตร MRT และ MRT Plus แบบที่เราคุ้นตากันมานาน โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ระบบรถไฟฟ้ามหานครของกรุงเทพฯ จะเริ่มเปลี่ยนไปใช้ระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส EMV อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง
Related articles
เรือแท็กซี่ไฟฟ้า “นับถอยหลัง! เตรียมเก็บเงิน สิ้นเดือนนี้คือโอกาสสุดท้ายที่ได้นั่งฟรี
ยาสีฟันชาไทย ครั้งแรกของโลก!กระแสไวรัลจาก ชาตรามือ x SALZ Thailand รุ่นลิมิเต็ด
แล้วคุณสามารถจ่ายแบบไหนได้บ้างสำหรับ MRT
แน่นอนภายใต้ระบบใหม่นี้ ผู้โดยสารจะสามารถชำระค่าโดยสารโดยใช้บัตรธนาคารแบบไร้สัมผัสจากผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น Visa, Mastercard และ UnionPay รวมถึงบัตร Mangmoom EMV ที่ออกแบบมาสำหรับระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะที่ช่วยให้สามารถใช้บัตรใบเดียว เดินทางได้ครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถเมล์ และเรือ ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถแตะบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่ประตูทางเข้าได้โดยตรง แทนการใช้บัตรโดยสารแบบเติมเงินแบบเดิมได้เลย
นับเป็นการการเปลี่ยนแปลงนี้ที่สำคัญสำหรับครั้งหนึ่งของระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ในรอบหลายปี และในที่สุดประเทศนี้ก็เข้าร่วมกับเมืองอื่น ๆ ทั่วโลกที่ใช้การชำระเงินแบบไร้สัมผัสเป็นมาตรฐานมานานแล้ว (เหมือนจะช้าไปเสียด้วยซ้ำ) โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “นโยบายตั๋วร่วม” ของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลที่มุ่งสร้างระบบการชำระเงินแบบรวมศูนย์ที่ใช้งานได้อย่างราบรื่นทั่วทั้งเครือข่ายการขนส่งของประเทศ ที่มีการพูดคุยกันอย่างยาวนาน
ลำดับเหตุการณ์การเปลี่ยนระบบรถไฟฟ้ามหานครไปสู่การชำระเงินแบบไร้สัมผัส
การเปลี่ยนผ่านจะดำเนินการเป็นระยะ โดยผู้ที่ถือบัตรเก่าสามารถขอคืนเงินได้ และผู้โดยสารสามารถขอเงินคืนคงเหลือได้ที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วของสถานีระบบรถไฟฟ้ามหานคร การคืนเงินจะดำเนินการจนถึงสิ้นปี 2027
นอกจากนี้ หากคุณมีบัตรเครดิต Visa หรือ Mastercard ที่มีสัญลักษณ์ EMV Contactless อยู่แล้ว คุณสามารถใช้บัตรเหล่านั้นได้ในสายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง และสีชมพู ได้เลย
- 1 เมษายน 2569: การเติมเงินสำหรับบัตร MRT และ MRT Plus แบบเติมเงินที่มีอยู่จะหยุดให้บริการในทุกช่องทาง รวมถึงเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว และแอปพลิเคชันบนมือถือ
- 1 มิถุนายน 2569: บัตรเก่าจะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปที่สถานีในสายสีน้ำเงิน และสีม่วง ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีการชำระเงินที่รองรับ EMV เพื่อเดินทาง
- 1 มกราคม 2570: บัตรโดยสารแบบเที่ยวเดียวจะถูกยกเลิกทั้งหมด และจะถูกแทนที่ด้วยระบบตั๋วคิวอาร์โค้ด เพื่อให้ระบบรถไฟฟ้ามหานครก้าวไปสู่การเดินทางที่ยืดหยุ่น และไร้เงินสดมากยิ่งขึ้น
โดยคุณดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ MRTA และเว็บไซต์ EBM
สิ่งที่คุณต้องรู้ของรถไฟฟ้ามหานคร
ประวัติของรถไฟฟ้ามหานคร เริ่มต้นจากการจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.) ขึ้นในปี 2535 เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักในกรุงเทพมหานคร โดยโครงการแรกที่เริ่มดำเนินการคือ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล หรือสายสีน้ำเงิน เส้นทางหัวลำโพงถึงบางซื่อ ซึ่งถือเป็น รถไฟฟ้าใต้ดิน สายแรกของประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีการขุดเจาะอุโมงค์ลึกลงไปใต้ดินเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่ออาคาร และระบบสาธารณูปโภคบนผิวดิน
การก่อสร้างสายสีน้ำเงินเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2539 และใช้เวลาดำเนินการรวมถึงทดสอบระบบนานหลายปี จนกระทั่งวันที่ 3 กรกฎาคม 2547 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการเดินรถอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการคมนาคมขนส่งมวลชนในไทยที่หันมาใช้ระบบรางใต้ดินเป็นครั้งแรก
ต่อมาในปี 2559 รถไฟฟ้ามหานคร ได้ขยายโครงข่ายไปยังสายฉลองรัชธรรมหรือสายสีม่วง เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ และนนทบุรีเข้าด้วยกันในรูปแบบโครงสร้างยกระดับ และมีการพัฒนาส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินจนกลายเป็นโครงข่ายรถไฟฟ้าสายแรกที่มีลักษณะเป็นวงกลม ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ และมีสถานีสนามไชยที่เป็นสถานีลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกที่มีความสวยงามระดับโลก โดยปัจจุบันรถไฟฟ้ามหานครยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบรถไฟฟ้ารางหนักและรถไฟฟ้ารางเดี่ยวเพื่อเติมเต็มความสะดวกในการเดินทางให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Hero & Featured Photo Credit: Phornlert.gp, CC BY-SA 4.0 , via Wikimedia Commons
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.