ธปท. เข้มเบิกเงินสด 5 ล้าน ซื้อทอง 2 กิโลฯ ต้องรายงาน จ่อรื้อค่าฟีแบงก์ 15 รายการ
ธปท.คุมเข้มเบิกถอนเงินสด 5 ล้านบาท ซื้อทองคำน้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม ต้องรายงาน พร้อมมาตรการคุมเข้ม e-Money และเตรียมรื้อมาตรฐานค่าธรรมเนียมธนาคาร 15 รายการ
24 ก.พ. 2569 - วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ว่า ธปท.ได้ปรับบทบาทจากการดูแลเสถียรภาพผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว มาเป็นการใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted Measures) มากขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายไม่สามารถแก้ไขปัญหาผลิตภาพ (Productivity) ปัญหาสังคมสูงวัย หรือปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ได้โดยตรง ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา
ธปท.จึงได้ดำเนินงานใน 4 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. การแก้ปัญหาหนี้ NPL รายย่อย ธปท.ดำเนินการโอนสินทรัพย์หนี้เสียที่ต่ำกว่า 100,000 บาท จำนวนประมาณ 1.1 ล้านบัญชี จากธนาคารพาณิชย์ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อบริหารจัดการช่วยเหลือให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากวงจรหนี้ โดยคาดหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ประมาณ 300,000 - 500,000 ราย ซึ่งโครงการนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะมีระยะถัดไปตามมา
2. การแก้ปัญหาสินเชื่อ SME เนื่องจากสินเชื่อติดลบมาอย่างต่อเนื่อง ธปท.จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้งกองทุนแสนล้านบาทเพื่อค้ำประกันสินเชื่อ โดยเน้นการลดต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธนาคารไม่ปล่อยกู้ ที่เพิ่งมีการลงนามสัญญาเพื่อให้ บสย. เริ่มดำเนินการ ซึ่งจะช่วยเติมสภาพคล่องให้กับ SME ได้มากขึ้น
3. การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ธปท. ประสานงานให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันซื้อขายทองคำรายใหญ่ ประมาณ 15 ราย จัดทำระบบรายงานข้อมูลธุรกรรมแบบทันที (Real-time) เพื่อให้ธปท.สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสถานะการถือครองทองคำ (Position) ของผู้ประกอบการและบุคคลรายย่อยได้
โดยหากมีการซื้อขายทองคำเกินกว่า 20 ล้านบาทต่อวัน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกรายงานมาที่ธปท. เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมธุรกรรมโดยละเอียด รวมทั้งการถือครองทองคำในออนไลน์ทั้งหมดที่มีอยู่ต้องรายงานธปท.ด้วย และ กำหนดวงเงินซื้อขายที่เป็นเงินบาทไม่เกินกว่า 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการซื้อขายทองคำเป็นช่องทางในการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผิดปกติ
และกรณีที่มีการถอนทองคำจริงจากร้านทอง หากมีน้ำหนักเกินกว่า 2 กิโลกรัม จะต้องมีการรายงานข้อมูลและที่มากับธปท. เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการนำเงินนอกระบบมาแปรสภาพเป็นสินทรัพย์ทองคำ
ซึ่งมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการเก็งกำไรค่าเงินผ่านธุรกรรมทองคำ เนื่องจากพฤติกรรมการขายทองคำเมื่อราคาสูงขึ้นจะทำให้เกิดการแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินบาทในปริมาณมาก ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้วย
4. มาตรการดูแลทุนเทา - เงินเทา โดย ธปท.ได้ยกระดับการตรวจสอบและติดตามเส้นทางการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อป้องปรามการใช้ระบบสถาบันการเงินเป็นช่องทางสำหรับกลุ่มทุนสีเทาและมิจฉาชีพ โดยมีการดำเนินงานเชิงรุกในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการควบคุมการใช้เงินสดและการรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติ
สำหรับการดูแลตัวแทนรับแลกเปลี่ยนเงิน (Money Exchange) ธปท. ได้กำหนดเกณฑ์การแลกเงินผ่านตัวแทนแลกเปลี่ยนเงิน โดยห้ามแลกเงินเกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน หากเป็นการแลกเงินในพื้นที่ตะเข็บชายแดนห้ามแลกเกิน 200,000 บาท
นอกจากนี้ ธปท. กำลังจะใช้เกณฑ์กำหนดการเบิกถอนเงินสดมูลค่าสูง ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องมีการแจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก (Intelligent Check) เพื่อสกัดกั้นการนำเงินไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้วและคาดว่าจะเริ่มใช้จริงในเดือนมี.ค. 2569 นี้
ระยะถัดไป ธปท. จะเพิ่มความเข้มงวดในการรับฝากเงินสดด้วย โดยกำหนดเกณฑ์ฝากเงินเกิน 5 ล้านบาท ผู้ฝากต้องแจ้งที่มาของรายได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินนอกระบบที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมายถูกนำมาหมุนเวียนเข้าสู่ระบบการเงินปกติได้โดยง่าย โดยในอนาคตอาจจะลดจาก 5 ล้านบาทเป็น 3 ล้านบาท โดยต้องประเมินหลังจากมีผลบังคับใช้ก่อน
“การกำหนดเกณฑ์ที่ 5 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสม และให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนได้มีการปรับตัว หากเริ่มที่วงเงิน 3 ล้านบาทในทันทีอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินไป อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจมีการพิจารณาปรับลดเพดานวงเงินลงมาเหลือ 3 ล้านบาท ตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงเวลา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของธปท.ในการเข้ามาดูแลปัญหาในส่วนนี้”
นอกจากนี้ ธปท.จะกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจ Digital Wallet และ e-Money โดยได้ออกคำสั่งและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกลุ่มผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อปิดช่องว่างที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางโอนเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ
โดยผู้บริการ e-Money จะต้องจัดทำฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Profile) และต้องตรวจสอบตัวตนและพฤติกรรมลูกค้าอย่างละเอียด รวมทั้งจำกัดวงเงินธุรกรรม เพื่อป้องกันพฤติกรรมที่เข้าข่ายบัญชีม้าหรือมีความผิดปกติ โดยจะมีการจำกัดวงเงินการโอน ของ e-Money อยู่ที่ไม่เกิน 30,000 บาทต่อวัน ส่วนธนาคารพาณิชย์กำหนดไว้ที่ 50,000 บาทต่อวัน เพื่อลดความเสียหายและป้องกันการโอนเงินออกนอกประเทศในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว
“ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือสถาบันการเงินให้รายงานพฤติกรรมการเบิกเงินสดที่มีความผิดปกติอย่างใกล้ชิด และมีการส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เช่น กกต. และ ปปง. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่”
นายวิทัยกล่าวอีกว่า มาตรการที่ธปท.กำลังจะทำต่อไป คือ การปรับโครงสร้างมาตรฐานค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน โดยธปท.อยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้มีมาตรฐาน (Standard) และสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่ค่าธรรมเนียมหลักประมาณ 10-15 รายการที่จะลดลงจากเดิม ซึ่งจะเห็นความชัดเจนภายใน 2 เดือนข้างหน้า
โดยมุ่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมและไม่มีมาตรฐานของค่าธรรมเนียม เพราะปัจจุบันแต่ละธนาคารเก็บค่าธรรมเนียมต่างกันมากในเรื่องเดียวกัน หรือเก็บเท่ากันแต่ไม่สะท้อนต้นทุนที่จริง โดยไปที่รายการที่กระทบประชาชนและรายย่อย เช่น การโอนเงินข้ามเขต, การฝากเงินข้ามเขต, การเก็บเช็คข้ามเขต หรือการขอ Statement บางธนาคารคิดราคาสูงถึง 100-200 บาท
นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ ธปท.จะเข้าไปดูแลค่าธรรมเนียมการชำระคืนก่อนกำหนด (Prepayment Fee), ค่าธรรมเนียมการทบทวนวงเงินเครดิต และค่าธรรมเนียมการ Refinance เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้กู้จนเกินไปเช่นเดียวกับ ธุรกรรมสำหรับ SME เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้าในการขอสินเชื่อ (Front-end Fee) และค่าธรรมเนียมการจัดทำเอกสาร ซึ่งปัจจุบันแต่ละธนาคารมีการเรียกเก็บที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 0.5% ถึง 5%โดย ธปท. จะเข้าไปกำกับดูแลให้มีความพอเหมาะพอดี