โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TISCO ESU ชี้นโยบาย America First ไม่จบ เตือนไทยการค้า–ลงทุนกระทบ ปรับจีดีพีไทยปีนี้เป็น 1.8% เดิม 1.6%

efinanceThai

เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 07.28 น.

TISCO ESU ชี้นโยบาย America First ไม่จบ เตือนไทยการค้าลงทุนกระทบ ปรับจีดีพีไทยปีนี้เป็น 1.8% เดิม 1.6%

TISCO ESU ระบุศาลฎีกาสหรัฐจำกัดอำนาจทรัมป์ขึ้นภาษี แต่ไม่ใช่จุดจบนโยบายAmerica First เตือนจับตาแรงกดดันต่อการค้า-การลงทุนไทยระยะยาว หลังจีนได้อานิสงส์ภาษีต่ำลงและ อาจไม่ต้องพึ่งไทยเป็นฐานส่งออกขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในช่วง150 วันข้างหน้าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นพร้อมปรับจีดีพีไทยปีนี้เพิ่มเป็น 1.8% จากเดิม1.6%และ คาดพรุ่งนี้กนง. คงดอกเบี้ย 1.25%

นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)เปิดเผยว่า การตัดสินของศาลฎีกาในครั้งนี้ เป็นการจำกัดขอบข่ายอำนาจ และ ความคล่องตัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แต่ยังไม่ใช่จุดจบของการดำเนินนโยบายAmerica Firstเพราะทันทีหลังคำตัดสินเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026ทรัมป์ได้ตอบโต้ โดยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารตามมาตรา 122ขึ้นภาษี10% กับทุกประเทศ เป็นเวลา 150 วันมีผลวันที่ 24 กุมภาพันธ์23 กรกฎาคม 2026 โดยยกเว้นบางสินค้า เช่น แร่หายาก ทองคำ พลังงานสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น เนื้อวัว ส้มและมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์ยาและส่วนประกอบทำยา สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทและยานพาหนะบางประเภท โดยมีรายละเอียดดังนี้

-แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศเก็บภาษีใหม่ แต่ TISCO ESUประเมินว่า อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริง(EffectiveTariffRate)จะอยู่ที่ 10% เนื่องจากยังมีการเว้นภาษีหลายรายการ และ มีความเสี่ยงว่าภาษีอาจถูกยกเลิก หลังครบกำหนด 150 วัน จากแรงคัดค้านภายในพรรครีพับลิกันเองต่อมาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ยังส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นภาษีเป็น 15% อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริงจะอยู่ที่ 12% ซึ่งยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนที่ศาลฎีกาสหรัฐฯจะมีคำตัดสิน

-ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ การพิจารณาเวรคืนภาษีนำเข้าที่รัฐบาลจัดเก็บจาก IEEPAในช่วงปี 2568-20 กุมภาพันธ์ 2569รวมมูลค่ากว่า1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือ คิดเป็น 65% ของรายรับจากภาษีศุลกากรทั้งหมด และ คิดเป็น 0.5%ของจีดีพีสหรัฐฯโดยยังต้องรอคำวินิจฉัยว่า จะคืนภาษีแบบใด ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณสูงกว่าที่คาดไว้0.3-0.5pptของจีดีพีปี 2569

-การบังคับใช้มาตรา 122 ทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบด้านภาษีของประเทศคู่ค้าหลักเปลี่ยนไปเช่น จีนและอินเดียที่เคยถูกเก็บภาษีสูงจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศอื่นมากขึ้นขณะที่อังกฤษที่เคยได้สิทธิภาษีต่ำก็สูญเสียข้อได้เปรียบเดิมส่งผลให้จีนมีโอกาสเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงมากขึ้น

-นอกจากนี้ทำเนียบขาวยังมอบอำนาจให้ USTR ใช้มาตรา 301ตรวจสอบการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อคู่ค้ารายใหญ่ทั่วโลก รวมถึง ไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และ อังกฤษซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าสมรภูมิการแข่งขันทางการค้ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายเมธัสรัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ TISCO ESU กล่าวว่าสำหรับประเทศไทยอาจได้รับผลบวกบ้างในระยะสั้น จากการที่อัตราภาษีลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 15%แต่ต้องติดตามอย่างละเอียดในแต่ละรายสินค้าเช่น เนื้อไก่ อาหารสัตว์เลี้ยง และ ผลิตภัณฑ์ยางเนื่องจากในครั้งนี้ ทุกประเทศจะถูกคิดภาษีในอัตราที่เท่ากัน ทำให้แต้มต่อที่ไทยเคยมีในบางสินค้าที่ไทยถูกจัดเก็บในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคู่แข่งก็จะหายไป

-ขณะเดียวกัน สินค้าจากประเทศจีนก็จะได้รับอานิสงส์จากอัตราภาษีที่ลดลงด้วยทำให้ความจำเป็นในการใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าอาจลดลงจึงมีแนวโน้มกระทบต่อทิศทางการค้า การลงทุนในระยะข้างหน้า ส่วนความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในช่วง 150 วันข้างหน้าและ ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ อาจเป็นอีกแรงกดดันที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนของไทยได้

-ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็น 1.8% จากเดิม 1.6%หลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 ออกมาดีกว่าที่คาด จากการฟื้นตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่เดินหน้าได้เร็วขึ้นจากมาตรการFast-passและ การเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ ขณะเดียวกันมาตรการคนละครึ่งยังช่วยพยุงกำลังซื้อ แม้จะมีผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้อีกทั้ง ทิศทางการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องยังช่วยผลักดันภาคการผลิตกลับมาขยายตัว ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น

-แม้เศรษฐกิจยังโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อติดลบ สินเชื่อไม่ขยายตัวและ ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลให้นโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัดด้านเพดานหนี้อยู่แล้วไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันเวลา บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ในระดับ 0.25%แต่ด้วยข้อจำกัดของเครื่องมือทางการเงิน และ การปรับลดดอกเบี้ยลงมาอย่างต่อเนื่องหลายครั้งก่อนหน้ารวมถึงการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจึงประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 25 ก.พ.นี้ก่อนพิจารณาปรับลดอีกครั้งในเดือนเมษายน หรือ อย่างช้าไม่เกินเดือนมิถุนายน เพื่อนำอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1%

เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...