TISCO ESU ชี้นโยบาย America First ไม่จบ เตือนไทยการค้า–ลงทุนกระทบ ปรับจีดีพีไทยปีนี้เป็น 1.8% เดิม 1.6%
TISCO ESU ชี้นโยบาย America First ไม่จบ เตือนไทยการค้าลงทุนกระทบ ปรับจีดีพีไทยปีนี้เป็น 1.8% เดิม 1.6%
TISCO ESU ระบุศาลฎีกาสหรัฐจำกัดอำนาจทรัมป์ขึ้นภาษี แต่ไม่ใช่จุดจบนโยบายAmerica First เตือนจับตาแรงกดดันต่อการค้า-การลงทุนไทยระยะยาว หลังจีนได้อานิสงส์ภาษีต่ำลงและ อาจไม่ต้องพึ่งไทยเป็นฐานส่งออกขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในช่วง150 วันข้างหน้าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นพร้อมปรับจีดีพีไทยปีนี้เพิ่มเป็น 1.8% จากเดิม1.6%และ คาดพรุ่งนี้กนง. คงดอกเบี้ย 1.25%
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)เปิดเผยว่า การตัดสินของศาลฎีกาในครั้งนี้ เป็นการจำกัดขอบข่ายอำนาจ และ ความคล่องตัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แต่ยังไม่ใช่จุดจบของการดำเนินนโยบายAmerica Firstเพราะทันทีหลังคำตัดสินเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026ทรัมป์ได้ตอบโต้ โดยการใช้อำนาจฝ่ายบริหารตามมาตรา 122ขึ้นภาษี10% กับทุกประเทศ เป็นเวลา 150 วันมีผลวันที่ 24 กุมภาพันธ์23 กรกฎาคม 2026 โดยยกเว้นบางสินค้า เช่น แร่หายาก ทองคำ พลังงานสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น เนื้อวัว ส้มและมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์ยาและส่วนประกอบทำยา สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทและยานพาหนะบางประเภท โดยมีรายละเอียดดังนี้
-แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะประกาศเก็บภาษีใหม่ แต่ TISCO ESUประเมินว่า อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริง(EffectiveTariffRate)จะอยู่ที่ 10% เนื่องจากยังมีการเว้นภาษีหลายรายการ และ มีความเสี่ยงว่าภาษีอาจถูกยกเลิก หลังครบกำหนด 150 วัน จากแรงคัดค้านภายในพรรครีพับลิกันเองต่อมาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ยังส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นภาษีเป็น 15% อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริงจะอยู่ที่ 12% ซึ่งยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนที่ศาลฎีกาสหรัฐฯจะมีคำตัดสิน
-ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือ การพิจารณาเวรคืนภาษีนำเข้าที่รัฐบาลจัดเก็บจาก IEEPAในช่วงปี 2568-20 กุมภาพันธ์ 2569รวมมูลค่ากว่า1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือ คิดเป็น 65% ของรายรับจากภาษีศุลกากรทั้งหมด และ คิดเป็น 0.5%ของจีดีพีสหรัฐฯโดยยังต้องรอคำวินิจฉัยว่า จะคืนภาษีแบบใด ซึ่งอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณสูงกว่าที่คาดไว้0.3-0.5pptของจีดีพีปี 2569
-การบังคับใช้มาตรา 122 ทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบด้านภาษีของประเทศคู่ค้าหลักเปลี่ยนไปเช่น จีนและอินเดียที่เคยถูกเก็บภาษีสูงจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศอื่นมากขึ้นขณะที่อังกฤษที่เคยได้สิทธิภาษีต่ำก็สูญเสียข้อได้เปรียบเดิมส่งผลให้จีนมีโอกาสเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงมากขึ้น
-นอกจากนี้ทำเนียบขาวยังมอบอำนาจให้ USTR ใช้มาตรา 301ตรวจสอบการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อคู่ค้ารายใหญ่ทั่วโลก รวมถึง ไทย เวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และ อังกฤษซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าสมรภูมิการแข่งขันทางการค้ากำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายเมธัสรัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ TISCO ESU กล่าวว่าสำหรับประเทศไทยอาจได้รับผลบวกบ้างในระยะสั้น จากการที่อัตราภาษีลดลงจาก 19% มาอยู่ที่ 15%แต่ต้องติดตามอย่างละเอียดในแต่ละรายสินค้าเช่น เนื้อไก่ อาหารสัตว์เลี้ยง และ ผลิตภัณฑ์ยางเนื่องจากในครั้งนี้ ทุกประเทศจะถูกคิดภาษีในอัตราที่เท่ากัน ทำให้แต้มต่อที่ไทยเคยมีในบางสินค้าที่ไทยถูกจัดเก็บในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคู่แข่งก็จะหายไป
-ขณะเดียวกัน สินค้าจากประเทศจีนก็จะได้รับอานิสงส์จากอัตราภาษีที่ลดลงด้วยทำให้ความจำเป็นในการใช้ไทยเป็นฐานการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าอาจลดลงจึงมีแนวโน้มกระทบต่อทิศทางการค้า การลงทุนในระยะข้างหน้า ส่วนความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในช่วง 150 วันข้างหน้าและ ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ อาจเป็นอีกแรงกดดันที่ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนของไทยได้
-ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็น 1.8% จากเดิม 1.6%หลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 ออกมาดีกว่าที่คาด จากการฟื้นตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่เดินหน้าได้เร็วขึ้นจากมาตรการFast-passและ การเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ ขณะเดียวกันมาตรการคนละครึ่งยังช่วยพยุงกำลังซื้อ แม้จะมีผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้อีกทั้ง ทิศทางการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องยังช่วยผลักดันภาคการผลิตกลับมาขยายตัว ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น
-แม้เศรษฐกิจยังโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อติดลบ สินเชื่อไม่ขยายตัวและ ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลให้นโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัดด้านเพดานหนี้อยู่แล้วไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันเวลา บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ในระดับ 0.25%แต่ด้วยข้อจำกัดของเครื่องมือทางการเงิน และ การปรับลดดอกเบี้ยลงมาอย่างต่อเนื่องหลายครั้งก่อนหน้ารวมถึงการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจึงประเมินว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 25 ก.พ.นี้ก่อนพิจารณาปรับลดอีกครั้งในเดือนเมษายน หรือ อย่างช้าไม่เกินเดือนมิถุนายน เพื่อนำอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1%
เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ