โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐบาลดัน “Omnibus Law”เร่งลงทุนพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

ทันหุ้น

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 07.43 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 07.43 น.

#ทันหุ้น “เอกนิติ”เผย รัฐบาลเตรียมผลักดัน “Omnibus Law”ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง เร่งลงทุนพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ปรับนโยบายเป็น Big Win ฝ่า 3 มรสุมปี 69 ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์-ภัยแล้ง-โครงสร้างภายในอ่อนแอ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่แม้จะสามารถฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาได้ แต่ยังคงต้องเผชิญกับ “3 มรสุมใหญ่” ในปี 2569 ที่จะเข้ามาซ้ำเติมความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ดังนั้น นโยบายที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการ คือ การสร้างความแข็งแกร่งภายในที่รัฐบาลจะดำเนินการผ่านนโยบายการส่งเสริมการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้งนี้เขากล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษ “Fiscal Transformation : ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก” ในงานสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026

“เศรษฐกิจไทยเคยตกอยู่ในภาวะวิกฤตเปรียบเสมือน “คนป่วยในห้อง ICU” ที่ตัวเลขคาดการณ์ GDP ไตรมาส 4 เคยดิ่งลงเหลือเพียง 0.3% แต่ด้วยนโยบาย Quick Big Win และการเร่งรัดการลงทุนภาครัฐที่เติบโตถึง 13% รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.5%แต่การจะออกจาก ICU มาวิ่งต่อได้อย่างมั่นคงนั้น ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับมรสุม 3 ลูกสำคัญ”

สำหรับมรสุมลูกที่ 1 คือ สงครามภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ(Geopolitics & Geoeconomics) ซึ่งมรสุมลูกแรกนี้ เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศและมาตรการทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่าง มาตรการภาษีทรัมป์ที่แม้จะปรับลดลงแต่ก็จะมีเรื่องของค่าธรรมเนียมที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ทำให้เกิดความผันผวนทางการค้าที่คาดเดาได้ยาก ซึ่งไทยต้องตั้งรับกับการปรับขึ้นภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยตรง

มรสุมลูกที่ 2 ถือ ภัยธรรมชาติและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมรสุมลูกนี้จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เลี่ยงไม่ได้ โดยในปีที่ผ่านมาภาครัฐต้องใช้งบกลางหลายหมื่นล้านบาทเพื่อเยียวยาปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ในปี 2569 ความท้าทายอาจเปลี่ยนจากน้ำท่วมเป็น “ภัยแล้ง” ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดีพอ งบประมาณจำนวนมหาศาลจะต้องถูกนำไปใช้ในการเยียวยาแทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อการพัฒนา และผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชนไทย

มรสุมลูกที่ 3 คือ ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นมรสุมลูกที่ใหญ่และฝังรากลึกที่สุด ซึ่งมีปัจจัยบั่นทอนสำคัญ 3 ประการ คือ 1.หนี้ครัวเรือนและสังคมสูงวัย ซึ่งปัญหาหนี้ที่พุ่งสูงฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชน ประกอบกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ทำให้รายได้จากการเกษียณหายไป ส่งผลให้เครื่องยนต์การบริโภคไม่เติบโตเหมือนในอดีต

2.วิกฤตการลงทุนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2540 โดยการลงทุนภาครัฐลดลงจาก 10% เหลือเพียง 6% ของจีดีพีและภาคเอกชนลดลงจาก 30% เหลือเพียง 18% 3.ความไม่สมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันไทยพึ่งพาภายนอกสูงเกินไป โดยมีการส่งออกสินค้า 60% และบริการ (การท่องเที่ยว) อีก 10% ของจีดีพี เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวนหรือนักท่องเที่ยวหลักอย่างจีนหายไป เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที

เขายังกล่าวถึงแนวทางการรับมือจากมรสุมทั้ง 3 ลูกว่า จากนโยบาย Quick Big Win ที่รัฐบาลได้ดำเนินการมานั้น จะเปลี่ยนเป็น Big Wins ซึ่งหลายภาคส่วนต้องช่วยกันขับเคลื่อนตลอดระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยใหม่ ลดความอ่อนแอภายใน และเสริมสร้างสุขภาพทางเศรษฐกิจให้แข็งแรงพอที่จะแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นโยบาย Big Wins ที่สำคัญ คือ การลงทุน ซึ่งจะดำเนินการผ่านกลยุทธ์ “ธนู 3 ดอก” ที่มุ่งเน้นด้าน 1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด 2.การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการนำ เทคโนโลยี AI และดิจิทัล มาพลิกโฉมระบบการศึกษาผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสร้างทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดงานจริง

3.การลงทุนด้านกฎหมาย เราจะดำเนินนโยบายปลดล็อคข้อจำกัดทางกฎหมาย และระเบียบราชการที่ล่าช้าด้วยการเสนอผลักดัน โดยตนมีแนวคิดที่จะเสนอกฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) ซึ่งเป็นกฎหมายที่สนับสนุนการลงทุนโดยไม่ต้องดูกฎหมายอื่น เชื่อว่า กฎหมายนี้ จะเปลี่ยนโฉมประเทศไทย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...