โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บลจ.อีสท์สปริง มองบวกหลังเลือกตั้ง ลุ้นรัฐออกนโยบายกระตุ้นระยะสั้น-พัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

efinanceThai

เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 06.59 น.

บลจ.อีสท์สปริง มองบวกหลังเลือกตั้ง ลุ้นรัฐออกนโยบายกระตุ้นระยะสั้น-พัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 ก.พ. 69 13:59 น.

บลจ.อีสท์สปริง เห็นสัญญาณเชิงบวกหลังเลือกตั้ง มองหากรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นระยะสั้นผสานกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวจะช่วยเสริมความน่าสนใจของไทยในฐานะ Investment Destination ชี้หุ้นค้าปลีก-อุปโภคบริโภค-ท่องเที่ยวและบริการ-ธนาคาร-โครงสร้างพื้นฐาน-ก่อสร้าง ได้รับประโยชน์มากกว่าตลาด

นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง(ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของประเทศไทยในมุมมองนักลงทุนจากความชัดเจนทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้

-เสถียรภาพเชิงนโยบาย(Policy stability) จากการมีรัฐบาลที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จริง ช่วยลด risk premium ที่นักลงทุนเคยเรียกร้องจากสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยแกนนำพรรคเดิม รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่คาดว่า จะมีจำนวนเสียงในสภาที่สามารถผลักดันนโยบายต่างๆออกมาได้อย่างไม่ยาก

-กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย(Capital flows) ตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับมูลค่าที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค (valuation discount) มีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ หากเห็นสัญญาณเชิงบวกด้านนโยบายและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ล่าสุด เฉพาะเดือนก.พ. ณ วันที่ 18 ก.พ. 69 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ กว่า 47,500 ล้านบาท และ จากต้นปีจนถึงวันดังกล่าว ต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 51,900 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทย

-ภาพลักษณ์การลงทุนระยะกลาง หากรัฐบาลสามารถผสมผสานนโยบายกระตุ้นระยะสั้นเข้ากับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน การยกระดับภาคบริการและการท่องเที่ยว จะช่วยเสริมความน่าสนใจของไทยในฐานะ Investment Destination รวมถึงการผลักดันงบลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน จะเพิ่มในเรื่องของการจ้างงาน และ สร้างการเติบโตต่อเศรษฐกิจในระยะกลาง

-การปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อปัจจัยการเมือง และ ความคาดหวังต่อนโยบายเศรษฐกิจใหม่ โดยลักษณะการฟื้นตัวมีจุดเด่นสำคัญ คือ เป็นการฟื้นตัวจากระดับที่ถูกกดดันมานาน มีแรงหนุนจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ และ บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนจากระมัดระวังเป็นเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

ภายหลังความชัดเจนทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจาก การลดความไม่แน่นอน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา โดยในระยะสั้นเราจะเห็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีลักษณะเน้นการกระตุ้นผ่านฝั่งอุปสงค์เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ โดยเน้นการลดค่าครองชีพ และ ดึงการบริโภคเพิ่มขึ้น ลดแรงกดดันต่อภาคธุรกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและบริการ ซึ่งจะช่วยสร้างจิตวิทยาเชิงบวกต่อการใช้จ่ายและการลงทุนระยะสั้น อย่างไรก็ดี ผลเชิงบวกต่ออัตราการเติบโตของจีดีพีจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการดำเนินนโยบาย และ ความสามารถในการบริหารงบประมาณควบคู่ไปกับเสถียรภาพทางการคลังนายยิ่งยง กล่าว

-ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวบนความคาดหวังมากกว่าการเติบโตของกำไรที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นความผันผวนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงติดตามผลประกอบการและรายละเอียดเชิงลึกของนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยปกติหลังเลือกตั้งแล้วจะยังคงเห็น Post election rally ต่ออีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งหลังจากนั้นอาจจะต้องติดตามถึงปัจจัยพื้นฐานมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีที่อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน การผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน รวมถึงการปรับประมาณกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยต่อเนื่องที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

-จากทิศทางนโยบายและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน บลจ.อีสท์สปริง มองว่า กลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภคในประเทศ ที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายภาคครัวเรือน กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ หากนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศมีความต่อเนื่อง จะช่วยหนุนรายได้และการฟื้นตัวของภาคบริการ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ได้ประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และ การขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจและรายย่อย แม้ยังต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด และ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้าง ในกรณีที่รัฐบาลเร่งรัดโครงการลงทุนภาครัฐ จะเป็นแรงสนับสนุนต่อกลุ่มนี้ในระยะถัดไป

-คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ต่อการลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งได้รับปัจจัยเชิงบวกจากความคาดหวังเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายจาก Election rally ซึ่งในระยะสั้น แนะนำกองทุน ES-SET50-A ส่วนในระยะกลาง นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ Selective และ มีวินัยในการบริหารความเสี่ยง โดยมีแนวคิดหลัก คือ เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศและนโยบายรัฐโดยตรง

-เลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป กระจายการลงทุน และ คงสัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยบางส่วน เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และติดตามสัญญาณสำคัญ ได้แก่ กระแสเงินทุนต่างชาติ ความคืบหน้านโยบายเศรษฐกิจ และ ทิศทางเศรษฐกิจโลก

-ระยะยาวต้องติดตามการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ และ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคเอกชน รวมถึงปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว จึงยังแนะนำเน้นการลงทุนไปที่หุ้นไทยปันผล อย่างกองทุน ES-DIV เพื่อลดความเสี่ยงจากการลดความคาดหวังการเติบโต และ ให้น้ำหนักกับความมั่นคงของกระแสเงินสดมากขึ้นนายยิ่งยง กล่าว

เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...