โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Gerontocracy ในมุมของ ‘อีลอน มัสก์’ ประเทศที่ปกครองโดยคนสูงอายุ เสี่ยงทำเศรษฐกิจพังกว่าที่คิด

TODAY

อัพเดต 29 ม.ค. เวลา 01.07 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. เวลา 15.35 น. • TODAY

ในขณะที่โลกทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่โครงสร้างอำนาจกลับหมุนช้ากว่ามาก เพราะโลกยุคใหม่ยังเต็มไปด้วยผู้นำสูงวัย อย่างประเทศมหาอำนาจ ‘สหรัฐอเมริกา’ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ย่าง 80 ปีนี้ หรือคู่ปรับเก่า ‘สี จิ้นผิง’ อายุ 73 ปี, วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย 74 ปี แม้แต่เพื่อนบ้านไทยที่คุ้นเคยอย่าง ‘มาเลเซีย’ อันวาร์ อิบราฮิม ก็กำลังจะ 79 ปีอีกไม่นาน

หันมาดูการเมืองไทยที่กำลังเข้าสู่กระบวนการผลัดใบอีกครั้ง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หลายคนลุ้นและแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ได้จะพูดถึงขั้วการเมืองไทยในปัจจุบัน หรือชี้นำใดๆ เป็นเพียงการหยิบยกมุมมองหนึ่งที่ ‘อีลอน มัสก์’ เจ้าพ่อนักประดิษฐ์จาก TESLA เคยพูดเอาไว้ และในฐานะมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกในปี 2025 ที่มีทรัพย์สินรวมทุบสถิติกว่า 788,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 28 ล้านล้านบาท)

เราลองค่อยๆ ถอดสิ่งที่เขาพูด และวิเคราะห์ไปด้วยกันว่า มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลกคิดแบบไหนเกี่ยวกับ‘ผู้นำ’ ที่ต้องดูแลคนทั้งประเทศ

[ อายุผู้นำควรห่างจากอายุเฉลี่ยคนในประเทศ ไม่เกิน 20 ปี ]

คำถามนี้มาจากอีลอน มัสก์ เมื่อยุคที่ ‘โจ ไบเดน’ นั่งเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกตอนอายุ 78 ปีมากที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน และจบวาระตอนอายุ 82 ปี

มัสก์ ได้กล่าวถึงระบอบการปกครองโดยคนสูงอายุ หรือ Gerontocracy ระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับ Mathias Döpfner ซีอีโอของ Axel Springer โดยกล่าวว่า “สหรัฐฯ มีผู้นำที่อายุมากเกินไป และล้าสมัยมากๆ”

ทั้งยังตั้งคำถามว่า ผู้นำเหล่านั้นจะ‘ติดต่อกับประชาชน’ ได้อย่างไร หากพวกเขาอยู่ห่างจากประชากรส่วนใหญ่หลายเจเนเรชั่น

ในมุมของ มัสก์ เขาคิดว่า ประเทศควรถูกปกครองและบริหารด้วยผู้นำที่อายุห่างจากประชากรในประเทศเฉลี่ย 10-20 ปี ไม่เกินนี้ ไม่อย่างนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศอาจจะ ‘หยุดนิ่ง’ และ ‘ล่มสลาย’ ในที่สุด

“ผู้ที่ก่อตั้งสหรัฐฯ ได้กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่น แต่พวกเขาไม่ได้กำหนดอายุสูงสุด อาจเพราะไม่ได้คาดคิดว่า ผู้คนจะมีอายุยืนยาวขนาดนั้น ประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยผู้นำต้องพูดคุย สื่อสาร และติดต่อกับประชาชนของตัวเองได้ นั่นหมายความว่า ถ้าคุณมีอายุน้อยเกินไปหรือมากเกินไป ก็น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะสื่อสารกับคนส่วนใหญ่อย่างเข้าใจ” มัสก์ กล่าวเพิ่ม

หากใครติดตาม มัสก์ จะเห็นว่า เขาให้ความสนใจเกี่ยวกับตัวเลขอายุของนักการเมืองในสหรัฐฯ อย่างมาก เพราะเมื่อปี 2021 เขาเคยทวีตไว้ว่า “เราลองกำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้ง อาจจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่า 70 ปีก็ได้”

แม้ว่าช่วงปี 2025 มัสก์ เข้าสู่การเป็นหนึ่งในสมาชิกในรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งมีอายุมากเหมือนกัน แต่มัสก์ เปลี่ยนการโจมตีเรื่องอายุนักการเมืองมาเป็น‘ความล้าสมัยของระบบ’ แทน ซึ่งยังคงให้เหตุผลคล้ายเดิมว่า ผู้นำควรมีความคิดก้าวไกล ทันสมัย และเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ มากพอ ซึ่งอายุผู้นำก็สำคัญ

สำหรับ มัสก์ เขามีมุมมองเกี่ยวกับช่วงอายุขัยของผู้คนในปัจจุบันที่ยาวนานขึ้น อาจจะด้วยนวัตกรรมและยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น แต่เขากลับมองว่า “เราไม่ควรพยายามทำให้คนมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น เพราะมันจะทำให้สังคมขาดอากาศหายใจ ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนใจ พวกเขาก็แค่ตายไปเท่านั้น”

“แต่ถ้าพวกเขาไม่ตายไป เราก็จะติดอยู่กับความคิดเก่าๆ และสังคมก็จะไม่ก้าวไปไหนเลย”

[ ทำไมผู้นำอายุเยอะ ถึงเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจพังในมุมของมัสก์ ]

บ่อยครั้งที่ มัสก์ ใช้คำว่า ‘Asphyxiation’ (การขาดอากาศหายใจ) ของสังคม เพราะการที่ประเทศ/สังคมจะเติบโตขึ้น พัฒนาให้ดีขึ้นต้องมีไอเดียใหม่เสมอ แต่คนรุ่นเก่ามักไม่เปลี่ยนใจหรือไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ง่ายนัก เช่น AI, พลังงานสะอาด หรือหุ่นยนต์

เขากล่าวว่า ผู้นำที่มีอายุมากจะกีดกั้นแนวคิดใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ซึ่งจำเป็นต่อความก้าวหน้าขอประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความคิดแบบ ‘Fear of Risk’ คือกลัวที่จะต้องเสี่ยง โดยชี้ว่าผู้นำคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะเต็มใจที่จะรับความเสี่ยงอย่างกล้าหาญและรอบคอบ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างนวัตกรรม

นอกจากนี้ มัสก์ ยังเคยพูดถึงการสร้างภาระให้กับคนรุ่นใหม่ จากการบริหารประเทศของผู้นำสูงอายุว่า เมื่อเศรษฐกิจไม่โตแต่หนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่ที่เหลือจำนวนน้อยลงจากวิกฤตเด็กเกิดน้อยลงในสหรัฐฯ พวกเขาต้องแบกรับภาษีจำนวนมหาศาล จนสุดท้ายระบบเศรษฐกิจจะรับไม่ไหว และล่มสลาย (Population Collapse) ในที่สุด ซึ่งสิ่งนี้เป็นกรณีเลวร้ายที่สุดที่ อีลอน มัสก์ ลองจินตนาการดู

เขายังพูดถึงการออกแบบกฎหมายหรือกฎระเบียบจากคนที่ไม่เข้าใจอนาคต ไม่เข้าใจธุรกิจโลกใหม่ หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลก นั่นเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่จะทำให้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจฝืด หรือเศรษฐกิจชะงัก(Stagnation)

สำหรับประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญกับหลายๆ วิกฤตไม่ต่างกัน หนึ่งในนั้นก็คือ อัตราการเกิดต่ำ, กลุ่มวัยแรงงานลด แรงเสียดทานเหล่านี้จำเป็นต้องแก้ไข เปลี่ยนผ่านกระบวนการคิดและวิธีปฎิบัติ โดยเฉพาะกับดักสังคมสูงวัย ไปจนถึงภาระแบกรับของประชาชน

คิดแบบง่ายๆ สไตล์ อีลอน มัสก์ ที่มักพูดในการสัมภาษณ์กับ Mathias Döpfner และหลายครั้งก็เจอในทวีต X ของเขา ก็คือ “ถ้าคุณรู้ว่าอาจอยู่ไม่ถึงที่จะเห็นผลลัพธ์ของนโยบายที่ตัดสินใจไป คุณยังจะตัดสินใจด้วยความระมัดระวังเท่ากับคนที่ต้องอยู่ใช้ชีวิตในอนาคตนั้นหรือไม่?”

ด้วยความที่บริบททางสังคมแต่ละประเทศแตกต่างกัน แต่พื้นฐานความต้องการเห็นวิวัฒนาการ และการเติบโตล้วนเหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่อีลอน มัสก์ พยายามสื่อสารในบทสัมภาษณ์ มีหลายอย่างน่าสนใจและฉุดให้คิดต่อ อย่างน้อยก็ควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราอยากเห็นผู้นำแบบไหน และอะไรที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ไม่แพ้ชาติอื่นในโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...