โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ใบตอง ใบเงิน” ตู้ ATM หน้าบ้านของชาวนครพนม ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนด้วยวัสดุทางการเกษตร

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

หากเอ่ยถึงจังหวัดนครพนมภาพจำของผู้คนมักผูกโยงกับศรัทธาที่มีต่อองค์พญาศรีสัตตนาคราช แลนด์มาร์กสำคัญริมฝั่งโขง ภายใต้วิถีความเชื่อนี้ ‘บายศรี’ คือเครื่องสักการะที่ขาดไม่ได้ ซึ่งต้องอาศัยใบตองปริมาณมาก ไม่เพียงเท่านั้น นครพนมยังเป็นเมืองที่มีอาหารขึ้นชื่ออย่าง หมูยอ , แหนม และโดยเฉพาะ กะละแม ที่มีความต้องการใช้ใบตองสูงถึง 7 ล้านแผ่นต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่า “ใบตอง” คือตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดนครพนม อีกทั้งพื้นที่จังหวัดที่เต็มไปด้วยสวนกล้วยตามหัวไร่ปลายนา ทว่าใบตองส่วนใหญ่ที่ใช้ในจังหวัดกลับต้องนำเข้ามาจากจังหวัดใกล้เคียงสัปดาห์ละหลายตัน เม็ดเงินจึงไหลออกนอกพื้นที่อย่างน่าเสียดาย สถานการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของธุรกิจรวบรวมใบตองในพื้นที่

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือ นางปวีณา อ้วนจี ที่เดิมเคยเปิดร้านเสริมสวย แต่เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก จึงหันมาขายมะม่วงและกล้วยที่ตลาดโต้รุ่งในจังหวัดนครพนม โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับใบตองมากนัก จนกระทั่งมีโอกาสลงสำรวจตลาดใบตองในพื้นที่อย่างจริงจัง ทำให้พบว่าใบตองไม่ใช่เพียงเศษวัสดุทางการเกษตรที่ไร้ประโยชน์ แต่คือ “ใบเงิน” ที่มีมูลค่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้จริง แนวคิด “ฝายชะลอเงิน” จึงเกิดขึ้น เพื่อกั้นไม่ให้เงินไหลออกนอกจังหวัด แต่ให้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ด้วยการให้ชุมชนปลูกและรวบรวมใบตองใช้กันเอง นางปวีณาจึงผันตัวเข้าสู่เส้นทางธุรกิจใหม่ในฐานะผู้รวบรวมใบตองอย่างเต็มตัว

“ความสำเร็จของธุรกิจรวบรวมใบตองจังหวัดนครพนมสะท้อนผ่านผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จากเดิมที่มูลค่าการซื้อขายใบตองในพื้นที่ไม่ถึง 1,000 บาทต่อเดือน ปัจจุบันใบตองสดถูกส่งออกขายวันละ 200 กิโลกรัม สร้างรายได้หมุนเวียนราว 30,000 บาทต่อเดือน โดยเกษตรกรผู้ปลูกใบตองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 8,000 – 9,000 บาท บางรายใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงหลังเสร็จงานประจำตัดใบตองขายเป็นรายได้เสริมได้ถึงวันละ 300 บาท ส่วนผู้รวบรวมมีกำไรประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน เฉพาะจากการรวมรวมใบตองสด โดยตั้งเป้าไว้ว่าหากเข้าถึงการแปรรูปรีดใบตองห่อกะละแมได้มากขึ้นจะสามารถเพิ่มรายได้ให้เครือข่ายธุรกิจขึ้นอีก”

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการทำเพียงลำพัง นางปวีณาได้ชักชวนคนในหมู่บ้านจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนรวบรวมสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ” เพื่อยกระดับการทำงานจากต่างคนต่างทำ มาเป็นการวางแผนและวิเคราะห์ตลาดร่วมกัน ใช้บทบาท “ผู้รวบรวม” เชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดผู้ใช้งานจริง โดยคำนึงถึงการสร้างความเชื่อมั่นและการควบคุมคุณภาพผลผลิต เน้นรวบรวมใบตองที่สดใหม่แล้วส่งออกขายวันต่อวัน สร้างมาตรฐานสินค้าผ่านการคัดแยกเกรดตามการใช้งานเพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ เกรด A ใบตองตานีคุณภาพสำหรับทำบายศรีที่ขายได้ถึงก้านละ 8 - 10 บาท /เกรด B ใบตองกล้วยน้ำว้าสำหรับห่อหมูยอ ราคาก้านละ 3 - 4 บาท ส่วนใบตองอ่อน ราคาก้านละ 5 - 6 บาท / เกรด C เป็นเกรดรวมสำหรับห่อแหนม ราคาก้านละ 3 บาท และเกรดสำหรับส่งแปรรูปรีดใบตองห่อกะละแม ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้ใบตองขายได้ราคาดีกว่าการขายแบบเหมาสวน และผู้ประกอบการก็ได้วัตถุดิบที่ตรงกับความต้องการ

แม้จะมองเห็นโอกาส แต่การลงมือทำโดยปราศจากองค์ความรู้ที่ถูกต้องก็อาจนำไปสู่ความล้มเหลว นางปวีณายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ผลจากการทำธุรกิจ… เจ๊ง!’ ในช่วงแรกที่พยายามแปรรูปใบตองด้วยตนเองและไม่สามารถบริหารจัดการเงินได้ จนกระทั่งได้เข้าร่วมโครงการธุรกิจปันกัน รุ่นที่ 3 ของสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน โดยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ซึ่งได้มอบหลักการประกอบธุรกิจที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริง ได้แก่

1.ใช้ตลาดนำการผลิต สำรวจตลาดเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าก่อนที่จะเริ่มลงมือผลิต สอบถามผู้ประกอบการแต่ละรายถึงลักษณะใบตองที่ต้องการ จากนั้นจึงนำข้อมูลนี้ไปสื่อสารกับชุมชนให้ตัดใบตองได้ตรงตามความต้องการของตลาด โดยนำเทคนิคนี้ไปใช้กับสินค้าทางการเกษตรอื่น ๆ ในท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแทนการผลิตตามใจ

2.ประเมินความเสี่ยง เพื่อรับมือกับการแข่งขันทางธุรกิจ และความผันผวนของคุณภาพผลผลิตตามฤดูกาล กลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ คือ การสร้างตลาดรองรับ โดยนางปวีณาเล่าว่า หากวันใดที่ใบตองสดล้นตลาดหรือคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานก็ยังมีกลุ่มแปรรูปใบตองรีดสำหรับกะละแม ที่พร้อมรับซื้อใบตองทุกเกรดเพื่อนำไปรีดให้แห้ง ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 1-2 ปี เป็นหลักประกันว่าผลผลิตจากชุมชนจะมีที่ไปอย่างแน่นอน

3.แยกกระเป๋าเงินธุรกิจและครัวเรือน จากปัญหาที่เคยเผชิญคือ “เห็นตัวเลขแต่ไม่เห็นตัวเงิน” ซึ่งเกิดจากการไม่แยกเงินธุรกิจและเงินส่วนตัวออกจากกัน นางปวีณาจึงนำหลักการ “แยกกระเป๋าเงิน” มาปรับใช้อย่างเคร่งครัด หากมีรายรับเข้ามา 100 บาท จะถูกแบ่งออกเป็น ต้นทุน 40 บาท กำไร 60 บาท อย่างชัดเจน จากนั้นจึงนำกำไร 60 บาทมาจัดสรรเพื่อใช้จ่ายในครัวเรือน ใช้จ่ายส่วนตัว ชำระหนี้ และเก็บเป็นเงินออมสำหรับครอบครัวและต่อยอดธุรกิจ

เมื่อธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมีแบบแผนด้วยหลักธุรกิจปันกัน นางปวีณาเลือกที่จะส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนในฐานะวิทยากร ทั้งสอนการทำบัญชีรายรับรายจ่าย การออม และการแยกกระเป๋าเงิน พร้อมทั้งปลูกฝังวินัยการออมแก่เยาวชน ทั้งยังปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน โดยนำหลักบริหารจัดการมาปรับเปลี่ยนจากการคัดแยกเกรดใบตองในขั้นตอนการรวบรวมเป็นการสอนให้เกษตรกรคัดแยกเกรดตั้งแต่ตอนตัดใบตองจากต้น เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง

ทัศนคติที่เปลี่ยนไปของคน คือผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเงิน นางปวีณากล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในชุมชนว่า นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ชาวบ้านก็หันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินและเก็บออมเพื่ออนาคตมากขึ้น โดยวิสาหกิจฯ มีการจัดสรรเงินออมกลุ่มให้เป็นแหล่งทุนหมุนเวียนที่พึ่งพาได้สำหรับสมาชิก ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าในทรัพยากรท้องถิ่นจากการรู้ว่าใบตองสามารถเปลี่ยนเป็นมูลค่าที่จับต้องได้ ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและถูกบอกต่อกันปากต่อปาก ส่งผลให้หลายครัวเรือนขยายจากการปลูกเพียง 2-3 ต้น สู่การปลูกเชิงพาณิชย์และยึดเป็นอาชีพหลัก จนเกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งทั่วทั้งจังหวัดนครพนม โดยนางปวีณาเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นและการมีตลาดรองรับที่แน่นอน ทำให้ต้นกล้วยในชุมชนเปรียบเสมือนเป็น “ตู้ ATM หน้าบ้าน” ที่สามารถเดินไปตัดใบตองมาส่งให้ผู้รวบรวมแลกเป็นเงินสดได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน สะท้อนถึงการสร้างรายได้ที่ง่าย สะดวก รวดเร็วจากทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...