โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หัว: “ตราด”เปิดแนวรบอุบัติเหตุทางถนน

เดลินิวส์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
แม้ไม่ได […]

แม้ไม่ได้เป็นพื้นที่สู้รบ แต่อำเภอเมืองตราดถูกขีดขีดให้เป็นพื้นที่สีแดง เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุด ตัวเลขประชากรในอำเภอ คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของจังหวัด ปี 2566 อัตราการตายอยู่ที่ 45 คนต่อแสนประชากร ปี 2567 อัตราการตายอยู่ที่ 38 ต่อแสนประชากร จนกระทังปี 2568 อัตราการตายลดลงเหลือ 28 คนต่อแสนประชากร สาเหตุการเสียชีวิต 80 เปอร์เซ็นต์มาจากไม่สวมหมวกกันน็อก

สสส.จัดพัฒนาทักษะครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กภาคตะวันออก 45 แห่ง จากจังหวัดตราดและจังหวัดสระแก้ว เน้นเสริมการทำหลักสูตรเชื่อมเด็ก ครอบครัว ชุมชน สวมหมวกนิรภัยให้ได้ 100% ด้วยหลัก Professional Learning Community หรือ สร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยมีแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (สอจร.) ภาคตะวันออก หลังสถิติจังหวัดตราดชัด เด็กสวมหมวกนิรภัยมากขึ้นแบบก้าวกระโดด จาก 3% เป็น 32% ในปี 2567 เป็นต้นแบบให้กับพื้นที่ต่างๆ ณโรงแรมตราด ซิตี้ จังหวัดตราด

**อำเภอเมืองตราดเปิดแนวรบอุบัติเหตุทางถนน

นายเกรียงไกร ปัญญาพงศธร นายอำเภอเมืองตราด กล่าวว่า จากตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนที่สูงมาก จึงต้องหาทางป้องกัน โดยใช้วิธีการแบบ 2 แนวรบ คือ 1.ทำความเข้าใจกับผู้ใหญ่หรือประชาชนทั่วไปทั้งอำเภอ 2.ตั้งหลักที่เด็กในโรงเรียนทั้งตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 และโรงเรียนขยายโอกาสถังมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยคัดเลือก 1 โรงเรียน 1 ตำบล จำนวนรวมทั้งสิ้น 14 โรงเรียน และมีโรงเรียนท้าทายการดำเนินงาน 1 โรงเรียน ได้ให้นโยบายเน้นว่า ต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงจากก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ

ให้ทางโรงเรียนได้คิดทำตามวิธีที่ทำให้เด็กสวมหมวกกันน็อก โฟกัสที่เรื่องการสวมหมวกกันน็อก เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดทำการติดตั้งป้ายโรงเรียนปลอดภัยสวมหมวกกันน็อก 100% แล้วทางอำเภอจะช่วยสนับสนุนสิ่งที่โรงเรียนขาด เช่น หาหมวกกันน็อกให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน

**บทเรียนความสำเร็จชุมชนร่วมแก้ไข

จากนั้นจะมีการวัดการสวมหมวกกันน็อกทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดย อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) และ คนจาก อบต.มาตรวจตราการสวมหมวกฯ ทั้งเด็กและผู้ปกครอง แล้วส่งข้อมูลคืนให้ทางโรงเรียน จากมีคนใส่เพียง 20% เมื่อส่งเพิ่ม 50% มีการเข้าร่วมการประชุมผู้ปกครอง ทำให้รู้ว่า กำลังถูกโฟกัส จนกระทั่งยอดการสวมหมวกกันน็อกเพิ่มเป็น 70-100% โรงเรียนไหนที่ไปไม่ถึง 100% จะมีการ หาสาเหตุ ซึ่งในขั้นตอนนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วย เช่น ผู้ปกครองขอให้มีการขายหมวกกันน็อกราคาถูกให้ซื้อ บางครอบครัวจนไม่สามารถซื้อหมวกกันน็อกได้ จะนำหมวกฯ ฟรี มาให้ จนมีคนสวมหมวกฯ เพิ่มเป็น 99-100% แต่ยังมีบางแห่งสามารถทำได้เพียง 80% ซึ่งไปไม่ได้เพราะเกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมเด็ก กับ ความร่วมมือของผู้ปกครอง

หลายๆ ปัญหา ได้รับความช่วยเหลือจาก พี่เลี้ยง สอจร.จังหวัดตราด (พี่เลี้ยง แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด : พี่เลี้ยง สอจร.) เดินทางร่วมชี้แจง ส่วนทางตำรวจได้เข้ามาช่วยกับผู้ใหญ่บ้าน จะเตือนลูกบ้านให้สวมหมวกฯ ได้ จนขณะนี้การรณรงค์สวมหมวกกันน็อก ครบในทุกพื้นที่แล้ว สำหรับโรงเรียนที่ต้นแบบที่ร่วมดำเนินการจำนวน 14 แห่งประกอบด้วย โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา โรงเรียนวัดวัง โรงเรียนวัดสุวรรณมงคล โรงเรียนวัดนองคันทรง โรงเรียนบ้านเปร็ดใน โรงเรียนวัดอ่าวใหญ่ โรงเรียนวัดไทรทอง โรงเรียนบ้านไร่ป่า โรงเรียนชุมชมวัดท่าพริก โรงเรียนวัดอรุณดิตถาราม โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม โรงเรียนวัดตะกาง โรงเรียนวัดคีรีวิหาร และโรงเรียนบ้านคลองประทุม”นายอำเภอเมืองตราด กล่าว

นายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวเปิดการประชุมการประชุมเชิงปฏิบัติการฯว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นจุดเริ่มที่คุ้มค่าต่อการลงทุน การดำเนินงานมีทั้งหมด 3 มิติ คือ มิติแรก การสร้างพฤติกรรมความปอลดภัยตั้งแต่ปฐมวัย มิติที่สอง คือ การเชื่อมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น มิติที่สาม ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบเป็น “จุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลง” ที่ขยายผลได้ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนสามารถนำผลขยายไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในพื้นที่อื่นได้

**วัคซีนจราจรเริ่มต้นที่ศูนย์เด็กเล็ก

ด้าน นางพรทิพพา สุริยะ ผู้จัดการโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า เด็กไทยเกิดน้อย แต่ยิ่งโตยิ่งตาย ผู้ชายตายมากกว่าผู้หญิงเพราะอุบัติเหตุ ในช่วงอายุ 5-29 ปี ทำให้มีแนวโน้มเป็นไปได้ว่า ไทยจะขาดกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ข้อมูลสถิติจากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เห็นได้ชัดว่า หลังเด็กอายุ 9 ปี พ้นจากการดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครอง เด็กจะขาดภูมิคุ้มกันความปลอดภัย เพราะพ่อแม่เริ่มปล่อยให้ลูกได้เดินทางเอง มีการปล่อยให้เด็กขับขี่รถจักรยานยนต์ ส่วนจังหวัดตราดแม้จะพยายามรณรงค์อย่างเข้มงวด แต่ยังเป็นพื้นที่สีแดง เพราะอำเภอเมืองครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ของจังหวัด

ดังนั้นจึงต้องให้วัคซีนจราจร อย่างที่ สสส.สนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมาตั้งแต่ปี 2554 จนพฤติกรรมการสวมหมวกกันน็อกเปลี่ยนทั้งเด็ก ครอบครัว และชุมชน เริ่มต้นจาก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กป่าสัก จังหวัดลำพูน พร้อมเชิญชวนครูในศูนย์พัฒนเด็กเล็ก มาทำวิจัยและดำเนินการร่วมกัน ทั้งจัดการจุดเสี่ยง การสวมหมวกกันน็อก และจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมแต่ละช่วงวัย ยิ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ความสำคัญสร้างตัวชี้วัด LPA 7 ข้อ (Local Performance Assessment ระบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ทำให้ท้องถิ่นร่วมกันสร้างความปลอดภัยทางถนนให้ได้ ด้าน สปสช. เปิดให้มีการของบสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เด็กสวมหมวกนิรภัย ผ่านโครงการ กปท. ปี 2569 ตั้งเป้า 1,600 โครงการ งบประมาณ 32.8 ล้านบาท

“ พบว่า การทำเป็นธนาคารหมวกกันน็อกช่วยแก้ปัญหาการแจกแล้วจบ คือ ใช้เพียงไม่กี่สัปดาห์จะถูกลืม เมื่อรับหมวกกันน็อกจากการบริจาคที่มีผู้มอบให้ ต้องลงทะเบียนผู้รับหมวกกันน็อก เพื่อให้เกิดการยืม-คืน เช่น ยืมตอนเย็น ส่งคืนตอนเช้า จัดที่วางหมวกกันน็อกไว้ให้ หากมีการลืมอาจมีการปรับค่าตามข้อตกลง แต่ถ้าไม่ลืม จะมีการติดดาวหรือแสตมป์ใบสะสมให้ มีการให้รางวัล เช่น ให้เด็กเป็นผู้นำชักธงชาติ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เด็กชื่นชอบ ระหว่างนั้น คุณครูจะออกแบบสื่อการสอน ไม่ว่าจะเป็น เพลง นิทาน หลักสูตรการเรียน สื่อการสอนแบบต่างๆ ทำให้เด็กจำได้ผู้จัดการโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน บอกเล่าวิธีการส่งเสริมให้มีการสวมหมวกกันน็อก 100 เปอร์เซ็นต์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...