โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธ.ไทยพาณิชย์ เตือนปี 69 ตลาดโลกผันผวนกดธุรกิจไทย แนะกระจายสกุลเงิน-Hedge 70–80% ระยะสั้นคาดบาทแกว่ง 31–32 บาท/ดอลลาร์

Wealthy Thai

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 26 ก.พ. เวลา 06.56 น.

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินปี 2569 ธุรกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากดอกเบี้ยโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล–AI พร้อมเดินหน้าหนุนลูกค้าบริหารความเสี่ยงค่าเงินผ่าน SCB Financial Markets แนะลูกค้าเฮดจิ้ง 70–80% คาดค่าเงินบาท 1–2 เดือนข้างหน้าในกรอบ 31.00–32.00 บาท/ดอลลาร์ มองกนง. อาจลดดอกเบี้ยครึ่งหลังปี หากเศรษฐกิจอ่อนแรง
นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2568 แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และมีความผันผวนสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ผู้ส่งออกและภาพรวม GDP ประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น สะท้อนจากการใช้เครื่องมือ FX Forward และ FX Options ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของปริมาณธุรกรรม FX ทั้งหมด
ทั้งนี้ ธนาคารผลักดันแนวคิดการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพียงสกุลเดียว ช่วยให้ธุรกิจบริหารต้นทุนและรายได้ได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
สำหรับภาพรวมตลาดการเงินปี 2569 มองว่ายังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์, ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าสหรัฐฯ, อัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง, รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจาก Digital Transformation และการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น
SCBFM จึงกำหนด 3 กลยุทธ์หลักในการสนับสนุนลูกค้า ได้แก่
1. FX Advisory: ให้คำปรึกษาบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเชิงระบบ ผ่านเครื่องมือ FX Forward และ FX Options เพื่อเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้ พร้อมแนะนำเพิ่มสัดส่วน Hedge เป็น 70–80% ควบคู่กับ Currency Diversification เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินหลัก
2. Go Global: สนับสนุนลูกค้ากระจายการลงทุนต่างประเทศ ผ่านบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-FCD) และ Structured Notes ที่อ้างอิงสินทรัพย์ต่างประเทศ เช่น หุ้นสหรัฐฯ, ทองคำ และอัตราดอกเบี้ย โดยมีทางเลือกลงทุนทั้งเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ไทยพาณิชย์ยังเป็นธนาคารแรกในประเทศไทยที่ออกหุ้นกู้ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ
3. Digital & AI Adoption: พัฒนา Digital Hedging Ecosystem ผ่าน FX Online และ FX API ซึ่งในปี 2568 มีธุรกรรมเติบโตกว่า 30% และคิดเป็นกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมออนไลน์เกิน 50% ภายในปี 2569 รวมถึงนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาเครื่องมือแนะนำการบริหารความเสี่ยงเฉพาะธุรกิจมากขึ้น
สำหรับมุมมองค่าเงินบาท มองว่าปีนี้มีความผันผวนตามตลาดการเงินโลก ทั้งตลาดหุ้น, ตลาดบอนด์ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แม้จะยังไม่สูงเท่าช่วงเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากแรงกดดันจากราคาทองคำ, ปัจจัยการเมือง และเงินทุนไหลเข้าสู่ Emerging Markets
ตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นในเดือนมกราคม ก่อนที่ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและค่าเงินบาทลดลง ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ยังดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยกว่า 54,000 ล้านบาทในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติ
ในระยะต่อไป ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อ โดยได้รับแรงหนุนจากเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาด EM-Asia และกระแสการลงทุนด้าน AI ขณะเดียวกัน ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าจากสัญญาณชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งอาจเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนค่าเงินบาท
อย่างไรก็ตาม เงินบาทมีแนวรับอยู่ใกล้ระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และอาจอ่อนค่าลงได้บ้างในช่วงปลายไตรมาส 1 ต่อเนื่องถึงต้นไตรมาส 2 จากปัจจัยฤดูกาล ได้แก่ การส่งเงินปันผลกลับบริษัทแม่ในต่างประเทศ, รายได้จากภาคท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วง Low Season, รวมถึงการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ธนาคารแนะนำให้ผู้นำเข้าทยอยเข้าซื้อดอลลาร์ในช่วง 30.75–31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ส่งออกอาจพิจารณาขายที่ระดับ 31.50–32.00 บาท โดยมองว่าโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็วในระยะสั้นยังมีจำกัด เว้นแต่เกิดความตึงเครียดในต่างประเทศที่ทำให้ความต้องการถือเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้น
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยลง 25 bps สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปีปรับลดลงสู่ระดับ 1.06% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงราว 10 สตางค์
ในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นถึงระยะกลาง อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับติดลบ, อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ, ภาวะการเงินยังตึงตัว และสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเห็นการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นให้ปรับลดลง ขณะที่พันธบัตรระยะยาวยังขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลก (Global bond yields) และวัฏจักรการลงทุนด้าน AI

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...